Recent News

Powered by eSnips.com

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

ก้อนหินสีขาว

Blog วันนี้ เราอยากจะนำเสนอ เรื่องราวที่จะมอบ “แง่คิด และสร้างสรรค์มุมมอง” กับ คนที่อ่าน (อย่างตั้งใจ)

ชายคนหนึ่ง เดินทางเข้าไปในเมืองแห่ง “หัวใจ” เขาประหลาดใจมาก เพราะหัวใจทุกดวงปิดสนิท ไม่มีหัวใจดวงไหนเปิดประตู รับเขาเข้าไปเลย เขาจึงไปหาปราชญ์ผู้รู้ และถามว่า “เป็นไปได้อย่างไร? ที่หัวใจทั้งหลาย “ปิด” สำหรับเขา แม้ว่าเขาจะเคาะเท่าไร ก็ไม่มีหัวใจดวงไหนเปิด” ผู้รู้ส่งก้อนหินสีขาวให้เขา และกล่าวว่า “เอาเครื่องรางนี้ติดตัวไว้ ก้อนหินนี้จะสามารถเปิดหัวใจทุกดวง แม้แต่หัวใจที่ดื้อรั้นที่สุด”

ชายคนนั้นนำก้อนหินขาวกลับไปที่เมืองแห่งหัวใจ ขณะที่เขาเดินไปตามถนน เขาแปลกใจอย่างยิ่ง ประตูแห่งหัวใจทุกดวงเปิดออก แม้เขายังไม่ได้ทันได้เคาะ และยังเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปข้างใน ด้วยความดีใจ เขารีบวิ่งไปหาปราชญ์ที่ให้อาวุธวิเศษ และบอกว่า “ก้อนหินขาวนี้ช่างวิเศษจริงๆ มันสามารถเปิดหัวใจทุกดวงได้อย่างง่ายดาย”

“จงเก็บรักษามันไว้ตลอดไป แล้วจะไม่มีหัวใจดวงไหน ปิดสนิท สำหรับเจ้าอีกต่อไป” ปราชญ์กล่าว

“ก้อนหินสีขาววิเศษนี้ชื่ออะไร?” เขาถามต่อ

“ความรัก” ปราชญ์เน้นอย่างหนักแน่น

“ความรัก มีอานุภาพมากเพียงนั้นเลยหรือ?” เขาถาม

“ความรักที่จริงใจนั้น มีพลังที่จะทลายกำแพงหัวใจที่ปิดกั้น ปิดตายเพราะ อดีตและความทรงจำได้เสมอ” ปราชญ์พูดก่อนจะเดินหันหลังจากไป

หลายครั้งที่คนเรามักจะมองคนที่เขามีเสน่ห์ และแอบอิจฉาอยู่ในใจ เฝ้าถามตัวเองว่า ทำอย่างไร? เราถึงจะมีเสน่ห์ และมีคนรักอยู่รอบตัวได้เหมือนเขา คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า “คนที่มีเสน่ห์นั้น เขาร่ำรวย เกิดมาหน้าตาดี รูปร่างดี มีการศึกษา หรือมีโอกาสที่ดีกว่าคุณ พวกเขามีเพียง “ความรัก” ที่ให้กับคนรอบตัวอย่างจริงใจ และ “ความรัก” นี่แหละ ที่สามารถ ใช้เปิดหัวใจของใครหลายๆคนได้อย่างน่าอัศจรรย์

จงให้ความรัก และความจริงใจ กับคนทุกๆคนรอบตัวคุณ และคุณจะพบ “อัศจรรย์แห่งชีวิต” ที่แท้จริง

เรามีความหวังอย่างยิ่งว่า “เรื่องราวข้างบนนี้ จะให้แง่คิด และกระตุกต่อมความคิด ให้กับใครสักคนที่กำลังเดินวนเวียนตามหา “ความรักแท้” อยู่ เป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆทุกคนนะคะ”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

หาหมอฟัน

ย้อนไปเมื่อวานตอนเย็น ขณะที่กำลังนั่งเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ อยู่ๆเราก็มีอารมณ์อยากจะเจ็บตัว จึงตัดสินใจว่า “ลุกไปทำฟันดีกว่า” ร่างกายจึงautomatic แปรงฟัน ไปหาหมอฟันเลย เมื่อไปถึง พนักงานต้อนรับก็ได้นำ “Menu ในช่องปาก” มาให้เลือกสรร มีตั้งแต่รายการที่เจ็บมาก ไล่ลงไปจนถึงเจ็บเสียวเล็กๆ หลังจากพลิกไป พลิกมาอยู่หลายหน้า เราจึงตัดสินใจเลือก menu “ขูดหินปูนทั้งปาก” ดีกว่า (เสียวปานกลาง ไม่โลดโพนนัก) นั่งรอสักพัก ก็มีเสียงสวยๆเสียงหนึ่ง ขานเรียกชื่อเรา เราเดินเข้าไปในห้องสีขาว ที่มีเครื่องมือเรียงราย มีตั้งแต่เข็มปลายเรียวแหลม ไล่ size ไปอย่างน่าขนลุก (คำเตือน!!! ห้องนี้ ถ้าไม่จำเป็น หรือไม่ปวดฟันเจียนตาย ไม่ควรย่างกายเข้าไป จะดีกว่า)

คุณหมอเชิญให้เรานอนลงอย่างสบาย และร้องขอให้เราอ้าปาก (คุณหมอคนนี้ ช่างทำเวลาเสียจริงๆ จะไม่ทักไม่ทายคนไข้หน่อยเลยหรือคะ?) คุณหมอเริ่ม check ฟันเราทีละซี่อย่างละเอียด ก่อนที่จะบอกว่า “ฟันกรามโยกแล้ว ควรจะถอนนะครับ? จะถอนไปพร้อมขูดหินปูนเลยหรือเปล่า?” เราพยักหน้า ทั้งๆที่ในใจกลัวอยู่ลึกๆ (ไหนๆ ก็อยากเจ็บแล้ว เจ็บให้สุดๆไปเลยวันนี้) และหมอก็ฉีดยาชาลงไปที่เหงือกอย่างช้าๆ และให้เราลุกขึ้นบ้วนปาก ก่อนที่จะเอ่ยว่า “ฟันกรามซี่ในสุดของคุณต้องถอนนะครับ? ไม่งั้นฟันอีกซี่จะขึ้นไม่ได้? วันนี้จะถอนไปเลยไหมครับ?” จังหวะนั้น เราไม่ได้คิดอะไรจึงตอบว่า “ได้คะ แล้วแต่คุณหมอเลย” และคุณหมอก็เริ่มที่จะฉีดยาชาเพิ่มเข้าไปอีก ขูดหินปูน และโยกฟันกราม (ที่แสนจะแข็งแรงของเรา) ออกอย่างลำบาก 2 ซี่ คุณหมอถามเป็นระยะ ว่าเจ็บไหม เราได้แต่ยกมือบอกว่า “ไม่” เมื่อเสร็จแล้ว คุณหมอให้เรากัดผ้าก๊อตเอาไว้ เราคิดในใจว่า “คุณหมอคนนี้มือเบามาก ไม่รู้สึกอะไรเลย เอ๊ะ! หรือว่าเพราะเขาฉีดยาชาให้เราก่อนที่จะทำ แล้วถ้ายาชาหมดฤทธิ์ล่ะ? ความเจ็บปวดจะมาเยือนไหม?”

เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่ทำได้ก็คือ ต้องกัดผ้าก๊อตที่ดูเหมือนจะชุ่มไปด้วยเลือด เราเปลี่ยนผ้าก๊อตชิ้นแล้วชิ้นเล่า แต่ดูเหมือนเลือดยังคงจะหลั่งออกมาไม่ยอมหยุด และแล้ว เวลาที่ยาชาเริ่มหมดฤทธิ์ก็มาถึง เราเริ่มรู้สึกปวดตุ๊บๆ ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหวต้อง Take ยาไป 2 เม็ด สรุปต้องนอนปวด และกัดผ้าก๊อตทั้งคืน พูดก็พูดไม่ได้ (อึดอัดใจจัง) เราลุกขึ้นมา take ยา สลับกับเปลี่ยนผ้าก๊อตตลอดคืน (ทรมานจริงๆ)

และเช้านี้ ร่างกายเราขยับตัว เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ปลุก ถึงแม้ว่าจิตใจอยากจะตื่นมาดู “ฟ้าที่สดใส” แต่ร่างกายไม่ไหวจริงๆ ขอนอนต่อแล้วกัน วันนี้จึงขอ “ลาป่วย” ดีกว่า ตื่นมาอีกทีก็เก้าโมงกว่าแล้ว คุณแม่แนะนำให้เราไปหาคุณหมอเพื่อเช็คแผลอีกที เผื่อว่าจะอักเสบ (เพราะเลือดควรจะหยุดไหลตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ) พอไปเช็ค คุณหมอก็บอกว่า “ไม่เป็นไรมากแล้ว ปลอดภัย แต่ไม่ควรทานอาหารรสจัดประมาณ 1 อาทิตย์ ทุกอย่างก็คงกลับสู่สภาวะปกติ” (อยากจะถามคุณหมอจริงๆ ว่า “เมื่อวานใส่อารมณ์มากไปหรือเปล่าคะ ตอนถอนฟันหนูออก” แต่บางทีการสงบเสงี่ยมคำพูด ก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ)

วันนี้ “ลาป่วย” จึงมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ขับรถพาคุณแม่ไปเที่ยว shopping ดีกว่า (สุขอุราจริงๆเลย วันหยุดนี่) มื้อค่ำวันนี้ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะพาคุณแม่ น้องสาว น้องเขย ไปทานข้าวนอกบ้านกัน (เนื่องจากคุณพ่อขับรถไปต่างจังหวัด) วางแผนกันเสียอย่างดี ก็ต้อง “ยกเลิก” เพราะคุณพ่อโทรมาบอกว่า “ให้หุงข้าวสวยไว้รอเลย วันนี้จะมี party ปู กัน”

“Party ปู” คือ การทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ที่มีอาหารจานหลักเป็นปูทะเล หรือปูม้า ที่สดๆ เนื้อหวาน และแน่นมากๆ (ไม่ต่ำกว่า 5 กิโล) ทานคู่เคียงกับน้ำจิ้ม seafood รสเด็ด และจัดมาก โดยปกติ ที่บ้านเราจะมี party แบบนี้บ่อยครั้ง (ขึ้นอยู่กับอารมณ์เรียกร้องของคุณแม่)

เมื่อวานเช้า ขณะขับรถ สายเราก็สอดส่องไปเห็น ทอมหลากหลายบุคลิก เดินอยู่ตาม footpath จนอยากจะขับรถขึ้นไปบน footpath ถึง 2 ครั้ง 2 คราว ครั้งแรกมีวัตถุประสงค์ เพื่อ "เฉี่ยว" ทอมน่ารัก น่ากอดใส่รถกลับไปนอนกอดที่บ้าน อีกครั้งก็เพื่อ "ชน" ทอมที่แต่งตัวออกจากบ้านมา โดยไม่ปรึกษาสถาบันเสริมสร้างบุคลิกภาพเลย จับโน่นมา match นี่ ได้อย่าง "น่ากลัว" มาก

Thanks God สำหรับ “ความรัก ที่มีอิทธิพลเหนือ ความกลัว ทั้งปวง”

ขอบคุณ คุณแม่ ที่คอยโทรมาถามอาการอยู่บ่อยครั้ง (ทั้งๆที่รู้ว่าลูก กัดผ้าก๊อตอยู่ แต่คุณแม่ก็ยังคงต้องการให้ลูกเปล่งเสียงบอกเล่าอาการ) น่ารักมากคะ

ขอบคุณ น้องมอมแมม ที่ “จุ๊บ” หน้าผากพี่ก่อนนอน

ขอบคุณ น้องวอดก้า ที่คอยนอนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง และไม่สร้างวีรกรรมกับพี่มอมแมม (ยอมสงบศึกชั่วคราวเพื่อพี่)

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนนะคะ ที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

จุดศูนย์กลาง

สิ่งที่เราชอบ คนอื่นอาจไม่ชอบ
สิ่งที่เราไม่ชอบ คนอื่นอาจชอบ
สิ่งที่เราทำได้ คนอื่นอาจทำไม่ได้
สิ่งที่เราทำไม่ได้ คนอื่นอาจทำได้

เนื่องจากเพราะ คนเรามีความแตกต่าง อย่าคิดให้ตนเองเป็น “จุดศูนย์กลาง หรือมาตรฐาน” ใดๆเลย เพราะนั่นช่างเป็นความคิดที่คับแคบเหลือเกิน

“ฝน” (ทอมหน้าตาหล่อมาก ไฮโซมาก อายุเกือบ 30) เฝ้าแต่ถามตัวเองว่า “ทำไม” ถึงไม่มีใครที่เขาคบได้นานเกิน 2 เดือน (เพื่อนๆเคยมีคำถามแบบนี้กับตัวเองบ้างไหมคะ? ทำไมคบกับใครไม่เคยยืด? ไม่เขาทิ้งคุณ คุณก็ต้องทิ้งเขาไป เพราะความเบื่อหน่าย?) ย้อนกลับไปตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วถึงตอนนี้ เขามีแฟนมาทั้งหมด 22 คน (เขาใช้แฟนเปลืองมากๆเลย)

“การไม่เข้าใจกัน เข้ากันไม่ได้ การขัดแย้งทางความคิด การอดทนกันไม่ได้ ล้วนเป็นสาเหตุใหญ่ และสาเหตุหลัก ที่ทำให้เขาต้องเลิกกับบรรดาแฟนๆ” เขาเปลี่ยนแฟนไปเรื่อยๆ ตัวเขาเองก็มองไม่ออกว่า “เพราะเหตุผลที่แท้จริงอะไรกันแน่ ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนแฟนเยอะขนาดนี้” เขาไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้ เขาจึงอยู่ด้วยความหวังที่ว่า “จะเจอคนที่ใช่เข้าสักวัน คนที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไป” เขามาหวนคิดว่า “ที่ผ่านมาเขาก็ทำดีที่สุด และก็ไม่มีนิสัยอะไรในตัวเองเขาที่ไม่ดีเลย (แค่ความคิดไม่ย้อนมองตัวเอง และยอมรับข้อเสียของตัวเอง นั่นก็ไม่ดีแล้วนะจ๊ะ) หรืออาจเพราะแฟนทั้ง 22 คนของเขา ล้วนอายุน้อยกว่าเขาเกิน 5 ปีทุกคน นั่นสินะ สาเหตุที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแฟนบ่อย อาจเพราะเขาคบเด็กก็ได้ (นั่นจะใช่สาเหตุหรือเปล่า มาอ่านกันต่อนะคะ)” เขาตั้งใจว่านับตั้งแต่นี้ต่อไปจะคบแต่ดี้ที่อายุมากกว่า

เมื่อ 4 เดือนก่อน เขาก็ได้เจอ ดี้ (มีอายุแก่กว่าฝน 10 ปี) “มนต์” ทั้งสองคบกันปกติ แต่ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือนดี ทั้งสองก็มีอันต้องแยกทาง เธอซึ่งทนเขาไม่ไหวก็ได้บอกเลิกเขาเหมือนกับอดีตแฟนเก่าคนอื่นๆ (เพื่อนๆคงเห็นใจเขา เพราะคิดว่าเขาเป็นคนอาภัพรัก หล่ะสิ ผิดถนัด) เธอได้ฝากแง่คิด ที่เขาไม่เคยได้รับฟังจากใครๆ (ก่อนที่เธอจะเก็บเสื้อผ้าออกจากห้องเขาไป) ว่า

“สาเหตุที่เลิกกัน ไม่ใช่เพราะเราเข้ากันไม่ได้ แต่เพราะคุณคิดเสมอว่า คุณเป็นศูนย์กลางของชีวิตคู่ การดำเนินชีวิตคู่ ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งต้องเปลี่ยนอีกคนให้มาอยู่ในจุดศูนย์กลางของตัวเอง ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งต้องบังคับ หรือ control การใช้ชีวิตของอีกคนหนึ่ง แต่หมายถึง เราสองคน ต้องมา share และ ร่วมกันตั้งจุดศูนย์กลางของชีวิตซะใหม่ ชีวิตคู่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ ต่างฝ่ายควรจะเข้าใจในกันและกัน ขณะที่เราตะโกนร่ำร้องว่า “ไม่มีใครเข้าใจเรา” แต่เรากลับไม่เคยถามตัวเองบ้างเลยว่า “เคยเข้าใจผู้อื่นบ้างหรือไม่ เคยนึกถึงความรู้สึกของเขาขณะที่เราแสดงออกไปบ้างหรือไม่” บางทีหากคิดจะให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา เราก็ต้องจำเป็นเข้าใจผู้อื่นก่อน เมื่อนั้น เราอาจค้นพบว่า ที่เคยคิดไปว่าคนอื่นไม่เข้าใจเรา จริงๆแล้ว เราเองต่างหากที่ไม่เคยเข้าใจคนอื่น หรือแม้กระทั่งเข้าใจตัวเองด้วยซ้ำ”

(โปรดอ่านคำพูดเธอซ้ำหลายๆรอบ และคุณจะได้ข้อคิดที่คุณคาดไม่ถึง ไม่แน่อาจจะมีคนอยากจะส่งต่อข้อความนี้ถึงคุณก็ได้ “ใช้ชีวิตคู่อย่างมีสติ และไม่ประมาท” นะคะ)

คำพูดของเธอวันนั้น ทำให้เขาได้มาย้อนคิด “ที่ผ่านๆมา เขาต้องการให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้มาตรฐานของตัวเอง แต่ไม่เคยถามหรือสนใจคนอื่นเลยว่า พวกเขาเต็มใจที่จะเปลี่ยนไหม”

บทเรียนเรื่องราวของเขา ในวันนี้ อาจจะช่วยให้เพื่อนๆได้คิดว่า

“คุณเลือก ที่จะเป็นคนแบบไหน? จะตั้งตัวเองเป็น “จุดศูนย์กลาง” เพื่อเปลี่ยนคนอื่น? สะกิดต่อม “การยอมรับในตัวเอง” กันเถอะคะวันนี้ ก่อนที่จะมีคนมา “สะดุดและล้มลง เพราะความรักของคุณ”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่านกัน

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551

อิ่ม "เอม" ใจ

หาก “ผู้อ่าน” ท่านใด เข้ามาอ่าน Blog เราในช่วงนี้ อาจจะพบว่า “อารมณ์ของผู้เขียน” นั้น ขึ้นๆ ลงๆ (ตามราคาทองคำในตลาดโลก) สำหรับ “ตัวอักษร” ในวันนี้ เราอยากจะ “เรียบเรียงอารมณ์ลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน” ออกมา “จัดเรียง” ลงบนพื้นที่ว่างๆแห่งนี้

วันนี้ตื่นมาแต่เช้า ด้วย “รอยยิ้ม” ที่แจ่มใส ไม่มี “ความกังวล หรือทุกข์ใดๆ” จะสามารถมาทำลาย “ความเต็มอิ่ม” ในบรรยากาศที่แสนอบอุ่นนี้ได้ ช่วงเวลาที่ “สมอง และหัวใจ” ว่างเปล่านั้น ช่างเป็นช่วงเวลาที่ “สงบสุข” เสียจริงๆ

เคยมีคนบอกไว้ว่า “ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ” แต่เราขอเพิ่มเติมว่า “ฟ้าในทุกๆวัน ไม่ว่าจะมีฝนตก ฟ้าร้อง หรือไม่นั้น จะสวยงามแค่ไหน? ก็ขึ้นอยู่กับมุมมอง และทัศนคติของเราทั้งนั้นแหละ”

นับจากวันนี้ “ชีวิต และหัวใจ (ของเรา)” จะเต้นไปพร้อมๆกัน โดยไม่มีเหตุให้ “สะดุด หรือหยุดชะงัก” ไปกับความกังวล หรือความกลัวใดๆอีก (เหตุว่า หัวใจของเราตอนนี้ “ชุ่มชื่น” ไปด้วย “ความรัก” ของใครบางคน)

นับจากวันนี้ จะขอ “รัก และดูแลใครสักคน” ให้ดีที่สุด (จะพยายาม “เติมเต็ม” ทุกอณูที่ขาดหายไปของชีวิตคุณ ด้วยความรักทั้งหมดที่มี)

นับจากวันนี้ จะมีแต่ “รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ” ดังกึกก้องในทุกๆครั้งที่หายใจ (When I begin to fear, In You will I trust.)

นับจากวันนี้ พร้อมแล้ว ที่จะ “หยิบยื่น” ความละเอียดอ่อนในหัวใจที่มี ให้กับ ใครสักคนที่คู่ควร และเหมาะสม

คงจะไม่สายเกินไป ที่จะบอกว่า

“Thanks GOD, I found you.
Thank you for being you, and
Thank you for being here with me, my soulmate.”

ใครที่รอตามอ่าน เรื่องราว “เด็ดๆ มันส์ๆ” อยู่ล่ะก็ พรุ่งนี้แล้วกันนะคะ รับรองเด็ดแน่นอนคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน