Recent News

Powered by eSnips.com

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Merry X'mas








Merry X'mas นะคะทุกคน วันนี้เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู พระผู้ไถ่ของชาวโลก
มีความสุขกับวันนี้นะคะ

ผ่านเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองนี้ไป เรามีเรื่องราวดีๆมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันแน่นอนคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Merry X'mas Eve










Merry X’mas Eve. เมื่อเราได้ดูน้อง 7 ขวบร้องเพลง O Holy Night ที่เปล่งเสียงออกมาจากหัวใจของเธอ น้ำตาของเราซึมออกมาเล็กๆ บทเพลงที่เปล่งออกเพราะที่สุด ที่เด็กคนนึงจะร้องได้

ย้อนไปเมื่อสมัยวัยเด็ก เราเป็นคนนึงที่ไม่มีความมั่นใจเลยเรื่องการร้องเพลง เรียกว่า “เพี้ยน” ตลอด แต่ทุกๆครั้งที่เราเข้าโบสถ์ เราก็จะเปล่งเสียงร้องออกมาอย่างสุดหัวใจ ด้วยหัวใจ เพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ถึงแม้บางครั้งจะร้องถูกคีย์บ้าง ผิดคีย์บ้าง เพี้ยนสูง เพี้ยนต่ำ ก็ว่ากันไป

จนกระทั่งวันนึงเราได้มีโอกาสเข้าร่วมร้องเพลงกับวงนักร้องประสานเสียง (ที่ดีที่สุด วงหนึ่ง) เราใช้เวลาฝึกฝนอยู่นานเกือบ 2 ปี เราได้ร้องเพลง X’mas บนเวที 2 ปีติดต่อกัน แต่ปีนี้เนื่องจากเราไม่มีเวลาซ้อม เราจึงไม่ได้ขึ้นร้อง (ในใจลึกๆก็เสียใจนะ เพราะเราอยากจะร้องเพลง เปล่งออกมาให้สุดเสียง เพื่อต้อนรับการประสูติมาขององค์พระคริสตเจ้า) แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานที่ไหน จะร้องบนเวที หรือที่ไหน เราก็สามารถร้องเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระองค์ได้เช่นกัน

Merry X’mas Eve อีกครั้งนะคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มุมมอง "ทางออก" ของ "ปัญหา"


หากจะพูดถึง “ปัญหา” คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า “ไม่เคยประสบพบเจอปัญหาในการดำรงชีวิตเป็นมนุษย์” เพราะตราบใดที่คุณยังมีลมหายใจ และยังต้องอยู่ในสังคม ที่ต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยง


สำหรับบางคน อาจจะเก่งในเรื่อง “หาทางออกให้กับปัญหา” (มาแบบไหน เมื่อไหร่? จัดการได้หมด)

แต่บางคนอาจจะยอดเยี่ยมในเรื่อง “ตัดปัญหาเหล่านั้นทิ้งไป” (จะไปต่อสู้กับปัญหาทำไม ในเมื่อทางนี้เดินไม่ได้ ก็เปลี่ยนเส้นทางเสียเลย)


แต่ก็มีบางคนที่อาจจะใจสู้พอที่จะ “วิ่งเข้าชนกับปัญหา ตายเป็นตาย” (ไม่คำนึงถึงความเสียหาย เอาความสะใจเป็นหลัก)


“ทุกปัญหาย่อมมีทางออก” แต่ทางออกที่เราเลือกนั้น จะเหมาะสมกับปัญหาเหล่านั้นหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกหาวิธีใดมาแก้ปัญหาเหล่านั้น (ซึ่งทางออกในแต่ละปัญหา บางทีก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เป็นทางออกที่ทำร้ายทุกคนน้อยที่สุด หรือทำร้ายเราได้น้อยที่สุด ก็แล้วแต่จะพิจารณากันไป)


เมื่อปัญหานั้นเกิดขึ้น ก็ต้องเป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่จะต้องสรรหาคำตอบ (ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีที่แตกต่างกันไป ตามเหตุผลส่วนตัว, อารมณ์ ณ ช่วงนั้น และอื่นๆอีกมากมาย)


ยกตัวอย่างเช่น


หากมีปัญหาเรื่องงาน งานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย, มีเรื่องผิดพลาด, โดนเพื่อนร่วมงานเหม็นขี้หน้า หรือต้องทนกับเจ้านายที่มากเรื่อง แต่ละคนก็จะมีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป


สำหรับคนที่มีความอดทนสูง ก็เลือกที่จะปล่อยวาง อดทน ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด (เพราะไม่อยากเปลี่ยนงาน ไม่อยากมีปัญหา)


สำหรับคนที่มีความอดทนต่ำ ก็เลือกที่จะตั้งสมาคมนินทาเจ้านาย นินทาเพื่อนร่วมงาน (เม้าส์กันได้เป็นวันๆ) หรือไม่ก็ลาออกไปซะ (เพราะคิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเก่ง เลือกงานได้)


หากมีปัญหาเรื่องครอบครัว พ่อไม่เข้าใจ, แม่ไม่ยอมรับ, ญาติผู้ใหญ่ไม่สนับสนุน และครอบครัวที่เราอยู่นั้นทำให้เรารู้สึกร้อนใจ เกิดเรื่องต่างๆมากมายในบ้าน (บ้านลุกเป็นไฟ โดยไม่รู้ว่าต้นเหตุเกิดจากคนในครอบครัว หรือทัศนคติของตัวเอง)


สำหรับคนที่เข้าใจอะไรง่ายๆ อาจจะมองเห็น อีกมุมของปัญหาที่เกิดขึ้น มองความสำคัญของสถาบันครอบครัว และปรับเปลี่ยนทัศนคติไปในทางที่ดี (ในเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนความคิด หรือขัดขืนคำสั่งของคนในครอบครัวได้ ก็ยอมรับทุกอย่างซะ และค่อยๆใช้เวลาและจังหวะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น) อาจใช้เวลานานหน่อย แต่ก็อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดก็ได้


สำหรับคนที่เอาตัวเองเป็นใหญ่ เอาแต่ใจ มองอะไรเป็นเรื่องยากๆ คิดแค่ว่าตัวเองคือ “ศูนย์กลางของจักรวาล” ก็อาจเลือกทางที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด เดินหนีออกมาจากปัญหา ในเมื่อบ้านร้อนก็ย้ายออกมาอยู่ข้างนอกซะ มามีอิสระเป็นของตัวเอง จะได้ทำอะไรได้ตามใจตน ไม่ต้องมีใครมาบังคับฝืนใจให้เสียอารมณ์ (ไม่เห็นต้องแคร์ใคร ไม่มีสถาบันครอบครัว เราก็มีสังคมอีกหลายสังคมในโลกใบนี้)


หากมีปัญหากับแฟน หรือคู่รัก เขาทำอะไรไม่สบอารมณ์เรา, ความรักเริ่มจืดจาง, เริ่มจับได้ว่าเขานอกใจ, ช่วง Promotion ในความรักเริ่มหมดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ, เขาไม่ได้ทำให้ยิ้มได้อย่างเคย, ไม่รู้สึกหวือหวากับเขาเหมือนแต่ก่อน หรืออยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข (นั่นเป็นความคิดที่ถูกจัดเรียงเหตุผลด้วยตัวคุณเองทั้งนั้น)


สำหรับคนที่ทางเลือกเยอะ (หล่อ สวยเลือกได้) ก็อาจจะตัดสินใจ มองหาทางเลือกอื่น เพื่อบรรเทาความขี้เบื่อของตัวเอง หรือไม่ก็หาเรื่องทะเลาะ ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ จะได้มีการปะทะ จนทำให้รอยร้าวเล็กๆ ลามไปจนต้องยุติความสัมพันธ์ พวกไม่ตั้งคำถามให้กับตัวเอง แต่เชี่ยวชาญเรื่องถามชาบ้าน ตัดสินแทนชาวบ้าน (ไม่ต้องบอกว่า “จุดจบ” ของเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร?) เพราะหลายๆคน ก็อาจเคยผ่านช่วงเวลานี้มา


สำหรับคนที่เข้าใจในความรัก และรู้คุณค่าของคนรัก (กว่าจะหาใครสักคนที่ match กับเราได้นั้น ช่างยากเย็นเหลือเกิน รอนานเหลือเกิน) ก็อาจจะใช้ “สติ” ตรึกตรองเรื่องราวที่เกิดขึ้น มองหาต้นตอของปัญหา และคิดหาทางแก้อย่างชาญฉลาด เพื่อจะรักษาชีวิตคู่ไว้ให้นานที่สุด (อาจดูเหมือนเป็นคนที่ไม่เด็ดขาด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “โง่” เสียหน่อย)



วิธีการแก้ปัญหา (ตามตัวอย่าง) ข้างต้น เราไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อ หรือชักนำทางความคิด เป็นเพียงแค่ตัวอย่าง ให้เพื่อนๆได้เห็นภาพตามเท่านั้น ก็อย่างที่เราเขียนบอกข้างบน “ทางออกที่คุณเลือกที่จะแก้ปัญหา ไม่มีวิธีใดดีที่สุด หรือแย่ที่สุด ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่า ได้เลือกทางออกทางไหน และยอมรับผลที่จะตามมานั้นได้หรือเปล่า?



ฝากไว้นะคะ ทุกๆครั้งที่เกิดปัญหาอะไรขึ้นในชีวิต “สติ” เป็นอาวุธที่ดีที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ “อารมณ์” เป็นตัวถ่วงที่แย่ที่สุด (ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม) ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือนร้อนก็เป็นพอ


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Yes Or No

เมื่อวานได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง “Yes or No” มา ตามกระแสของคนรอบตัวที่บอกว่า “สนุกมาก ซึ้งมาก ดูแล้วน้ำตาซึม ทอมที่ร้องไห้ไม่เป็น ดูหนังเรื่องนี้แล้วน้ำตาไหลเลย” เมื่อเราได้ฟังเช่นนี้ ความคิดแวบแรกที่พุ่งขึ้นมาคือ “อาจเป็นเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวัง หรือต้องมีใครสักคนที่ต้องตาย” ด้วยความอยากรู้เราก็เลยตัดสินใจรีบไปดูทันที


ต้องขอบคุณผู้เขียนบท ผู้กำกับและนักแสดงทุกคน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เราขอแนะนำ (อย่างสุดหัวใจ) ว่า “ต้องไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้” สนุกและซึ้งมาก


แต่เราอยากจะถ่ายทอดอีกมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ (นี่ไม่ใช่บทวิจารณ์แต่เป็นเหมือนการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น) โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีมากๆเรื่องนึง เรารู้สึกคล้อยตามอารมณ์ของคนเขียนบท เข้าใจมุมมองที่ผู้กำกับต้องการสื่อออกมา รวมถึงนักแสดงที่แสดงได้ดีมากด้วย


หนังเรื่องนี้อาจจะสามารถช่วยปรับทัศนคติของผู้ปกครองให้ดีขึ้นเกี่ยวกับสังคม ญ รัก ญ


หนังเรื่องนี้อาจจะสามารถช่วยเพิ่มมุมมองให้กับผู้หญิง ที่กำลังถูกทอมตามจีบ หรือลังเลว่าจะตกลงคบกับทอมดีหรือเปล่า? ให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะเรื่องราวในหนังสวยงามเหลือเกิน


หนังเรื่องนี้อาจจะสามารถช่วยเพิ่มความกล้า และความมั่นใจให้กับทอมมากขึ้น ในการที่จีบคนใกล้ตัว หรือคาดหวังว่า “ความรักจะสวยงาม และสมหวัง”


แต่ก่อนที่จะเคลิ้มตาม เราอยากให้คุณลองใช้สติคิดกันสักนิดนึงว่า “โลกแห่งความเป็นจริงทุกๆอย่างจะสวยงาม ลงตัวไปทั้งหมดเช่นนี้ เป็นไปได้หรือ?” (เป็นทัศนคติส่วนบุคคล)


คำถามแรกที่วิ่งเข้ามาในสมองของเราก็คือ “จะมีทอมที่หล่อ รวย นิสัยดี ดูซื่อๆแบบน่ารัก อยู่ในโลกแห่งความจริงมากแค่ไหนนะ? (คุณผู้อ่านที่เป็นทอม อย่าเพิ่งโกรธกัน แค่ลองตั้งคำถามเล่นๆ)


จะมีทอมเช่นนี้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือเปล่า?


ผู้หญิงทุกคนในโลก จะสามารถเปลี่ยนมาเป็น “ดี้” แค่ one night เลยหรือ?


Happy Ending จะเกิดขึ้นไหมหนอ?


และอีกหลากหลายคำถามที่วิ่งเข้ามา และรอคำตอบ???


หลายๆคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ และยังระบุเพศให้กับตัวเองไม่ได้ ก็คงเตรียม “เกิดใหม่” ในสังคม ญ รัก ญ (แน่นอน)


“เรายินดีด้วย สำหรับสมาชิก ทอม ดี้ ท่านใหม่ๆ”


แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจ mutant ตัวเอง เรามีคำถามที่ต้องการคำตอบ


อยากจะถามคนที่เตรียมจะมาเป็น “ทอม”


คุณอาจคิดว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะ “ขยายเครือข่าย” ไปคบกับผู้หญิงปกติ เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้ ทำให้มีความกล้ามากขึ้น (แต่คุณเคยตั้งคำถามให้ตัวเองไหมว่า “ความเป็นไปได้ที่คุณคาดหวังนั้น จะเป็นจริงไหม? ในโลกแห่งความเป็นจริง” หรือถ้าเป็นไปได้ ผู้หญิงเหล่านั้นจะคบกันเราได้นานแค่ไหน และมีอะไรมาเป็นหลักประกันว่า “เธอจะไม่กลับไปเป็นปกติ”)


คุณจะเลียนแบบพฤติกรรมของทอมในเรื่องนี้หรือเปล่า ในความกล้าบ้าบิ่น เช่นความกล้าที่จะไปพูดตรงๆกับผู้ปกครองของฝ่ายหญิง (เพราะในชีวิตจริง ตอนจบอาจไม่สวยเช่นนี้ก็ได้)



อยากจะถามคนที่เตรียมจะมาเป็น “ดี้”


คุณอยากมีแฟนเป็นทอมด้วยเหตุผลอะไร? ถ้าด้วยเหตุผลว่า ชอบคาแรกเตอร์ทอมในเรื่องนี้ และคาดหวังว่า จะได้รับบท เป็น “นางเอก” ในชีวิตจริง (เราอยากขอ ให้คุณคิดดูใหม่อีกรอบ)


หากคุณคาดหวังว่า ทอม ในสังคมนี้ จะ ดี รวย หล่อ perfect อย่างในหนังหรือเปล่า? เพราะถ้าคุณคาดหวังเช่นนั้น เราบอกได้เลยว่า “ในสังคมมีทอมที่นิสัยดีอยู่ มีทอมที่สูง หล่ออยู่ มีทอมที่รวย หน้าที่การงานดีอยู่ มีทอมที่ perfect อยู่ แต่จะหาทอมที่ “ถูกทุกข้อ” นั้น ก็ยากสักนิดนึง” (แต่จะไกลเกินเอื้อมหรือไม่ ก็ต้องเล่น “เกมวัดดวง” กว่าจะหาคนๆนั้นเจอ)


คุณอยากมีแฟนเป็นทอม โดยที่ “หัวใจไม่ได้เรียกร้อง แต่เป็นเพียงค่านิยมของสังคม” หากถึงวันนึงที่คุณรู้ว่า ชีวิตจริงๆ และหัวใจคุณต้องการอะไร? ชอบเพศไหน? คุณต้องเสียเวลาไปเปล่าๆกว่าจะหาตัวตนของคุณเจอ คุณอาจต้องทำร้ายทอมที่บริสุทธิ์ที่เดินเข้ามาในชีวิตคุณอีกหลายต่อหลายคน (โดยไม่ได้ตั้งใจ)


สื่อเกี่ยวกับ ญ รัก ญ ไม่ว่าจะเป็น หนัง ละคร หนังสือ หรือสื่อต่างๆ มีน้อยเหลือเกิน จึงเป็นธรรมดาที่สังคมของเรามีสถานะ “ไม่เปิดเผยตัวมากนัก” ทำให้หลายๆคนใคร่อยากจะรู้ อยากลอง แวะเวียนเข้ามา “ล้อเล่น” อยู่ร่ำไป ต้องยอมรับว่า ทุกสังคมมีทั้งด้านที่สวยงาม และด้านที่หายนะ การนำสิ่งที่ดี หรือไม่ดี เข้ามาและออกไปนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาของ “วัฏจักรสังคม”



ฝากไว้สำหรับหลายๆคนที่กำลังคิดว่า “ชีวิตเปรียบเสมือนนิยายรักโรแมนติก ที่ไม่มีวันที่ความเสียใจ และความผิดหวังจะเกิดขึ้น” (อย่าจมปลักกับอ้างอิงในนิยายมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้คุณหวังสูงเกินไปในโลกแห่งความเป็นจริง หมดยุค Snow White, Cinderella and Sleeping Beauty แล้ว ยุคนี้ มีแต่ โอชิน และแดจังกึม)


เขียนมาทั้งหมดนี้ หลายๆคนอาจสรุปว่า “ผู้เขียน” ช่างเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย (ก็อาจจะใช่นะคะ เพราะทุกสิ่งในโลกนี้มักมี 2 ด้านเสมอ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะอยากรับรู้ด้านไหนมากกว่ากัน)


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน