Recent News

Powered by eSnips.com

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Love without Honesty is nothing.


สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะคะ เราเชื่อว่า หลายๆคนอาจจะตื่นเต้นกับวันนี้เป็นพิเศษ เพราะลุ้นอยู่ในใจลึกๆว่า คนที่เราคาดหวังนั้น จะมอบอะไรให้เป็นของขวัญในวันพิเศษ วันแห่งความรักเช่นวันนี้ ก็ขอให้ “ความสุข ความสดใส และความรัก” สถิตอยู่กับทุกคนนะคะ
“ความรัก” ที่แท้จริง ที่ออกมาจากหัวใจนั้น มีอยู่น้อยเหลือเกิน เพราะส่วนใหญ่จะมีแต่ความรักที่ฉาบฉวย

รักเพราะแฟชั่น (ประมาณว่า ถ้าตอนนี้กระแสเกาหลีมาแรง คนที่คบด้วยก็ต้อง หล่อ สวย สไตล์เกาหลี)

รักเพราะสงสาร (โดยลืมสำรวจ และถามหัวใจตัวเราเองว่า “รู้สึกเช่นไร?”) สุดท้ายก็ต้องมาทรมานเพียงลำพังทุกที

รักเพราะเพื่อนยุ (ต้องยอมรับว่า “เพื่อน”​เป็นปัจจัยสนับสนุนอย่างดีให้กับความรักของหลายต่อหลายคู่) หากเพื่อนแนะนำคนดี ก็เป็นบุญไป หาไม่ใช่ หายนะ ก็มาเยือน

รักเพราะผลประโยชน์ (เพื่อผลกำไร ความรักจึงก่อเกิด) คบคนรวย คนหล่อ ชาติตระกูลดี ก็ทำให้สบาย  

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สร้างภาพ

เราเชื่อว่า เพื่อนๆหลายคน อาจเคย "สนทนา" กับคนที่ไม่เคยรู้จัก (ไม่ได้เป็นเพื่อนสมัยเรียน บ้านไม่ได้อยู่ติดกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางใดทั้งนั้น) ผ่านทาง "ตัวอักษร" และหากสามารถดึงดูดความสนใจของคู่สนทนาได้ล่ะก็ ก็จะพัฒนามาเป็น "เสียง" ทางโทรศัพท์ และนี่อาจเป็น "จุดเริ่มต้น" ของความรัก และความฉิบหายของคนหลายๆคน

ในวันนี้เรามีเรื่องมาแบ่งปัน เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วเราก็ขำๆ เพราะดูเหมือนเรื่องทำนองนี้ จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคม (สะท้อนได้อย่างดีทีเดียว)

"นุ๊ก" ทอมคนนึงที่แสนธรรมดา เขาบังเอิญได้มารู้จักกับ "ดาว" ดี้แสนซน แรกเริ่มทั้งคู่ก็คุยกันผ่านทาง FACEBOOK และเธอก็ประทับใจในความสนใจของเขาเกี่ยวกับ พระจันทร์ ดวงดาว ดารา (ผ่านทางตัวอักษร) หลังจากนั้นทั้งคู่ก็แลกเบอร์มือถือคุยกันเรื่อยมา ทุกอย่างดูลงตัว และอาจเป็น "คู่รัก" ที่เกิดใหม่ขึ้นอีกคู่ในสังคม หากแต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้ว ทั้งคู่กำลัง "สร้างภาพ" และไม่เป็นตัวตนของตัวเอง
 

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

ไม่คลาดกัน

หากพูดถึง “การเดินทางของความรัก” หลายๆก็ครองตัวโสดมานานแสนนาน (จนแอบน้อยใจตัวเองว่า เพราะอะไร? เราถึงไม่มีคู่ แม้คนจะจีบยังไม่มีเข้ามาเลย) ส่วนคนที่มีคู่อยู่แล้ว ก็ใจชื้นขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่ก็มีคำถามตามมาเช่นกันว่า “ทำไมเขาหรือเธอต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้” ไม่ได้ดั่งใจเสียอย่าง เรียกได้ว่า ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี มองหา “กิ๊ก” มองหาโอกาสที่ดีกว่า ใหม่กว่า (แบบว่าไม่รู้จักคำว่า “พอ”)


วันนี้เรามีเรื่องมาแบ่งปัน เชื่อว่า เพื่อนๆจะได้มีมุมมองความรักเพิ่มมากขึ้นอีกมุมนึง


เมย์ (ทอม) และ ปราย (ดี้) ทอมดี้นักเรียน ม.ปลาย ด้วยความที่ความรักก่อเกิดในช่วงวัยรุ่น เวลารัก ก็รักกันมาก เวลาทะเลาะกันก็ใส่ ENERGY มากเกินไปด้วย ทั้งคู่ รักๆ เลิกๆ กันมาหลายต่อหลายครั้ง จนเพื่อนๆในวัยเดียวกัน จัดให้ทั้งคู่เป็น “คู่ตัวอย่างที่ไม่มีทางที่จะคบจะได้ยืด อยู่ด้วยกันได้” อย่างแน่นอน


เวลาทะเลาะกัน เธอก็จะตะโกนใส่หน้าเขาว่า “ฉันรักแกมาก พอๆกับเกลียดนิสัยอวดดี เอาแต่ใจของแกมากเช่นกัน” ถ้อยคำดังกล่าวทำร้ายเขามาจนชินชา และ 2 ปีแห่งการอดทน (ที่อาจมีอีกหลายๆคู่ที่อดทนมากกว่านี้) การทะเลาะเบาะแว้งกันก็เป็นอันต้องยุติ ด้วยคำว่า “เลิกกัน และลาก่อน”


ก่อนจากกัน เธอได้บอกกับเขาว่า “ฉันอยู่โดยปราศจากคุณไม่ได้ แต่ฉันก็ทนอยู่กับคุณไม่ได้เช่นกัน” (แต่ละประโยคที่เธอสรรหามาพูดนั้น ช่างแทงใจดำผู้รับฟังเหลือเกิน) เขาแยกไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนเธอก็เรียนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ด้วยระยะทางแล้วทั้งสองไกลกัน ทั้งคู่จึงขาดการติดต่อกัน ไม่ว่าในฐานะไหน แม้แต่ฐานะเพื่อนก็ตาม แต่ก็แปลกที่เขาก็ยังเฝ้าคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆที่มีเธออยู่เสมอ (เธอคนที่เขา “ไม่เลือก” ที่จะอยู่ด้วย)


หลังจากนั้นเขาคบดี้อีกหลายต่อหลายคน เขาพบว่า ดี้ที่เขาคบแต่มาหลังจากเธอนั้น ขาดอารมณ์รุนแรง (ที่ทำให้เลือดในร่างกายของเขาฉีดพล่าน ดี้พวกนั้น เรียบร้อย หัวอ่อน และจืดชืดเกินไป) ไม่มีใคร “วิ่งตามเขาทัน ฉลาดตามเขาทัน เถียงตามเขาทัน” ได้สักคน ไม่มีคนไหนมีนิสัยดุดันเท่ากับเธอเลย แต่เมื่อเขาหวนคิดถึงเธอ เขาก็พบว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเธอไม่ต่างอะไรกับอยู่ “ในนรก” เลย (คิดวนไปวนมา ใจนึงก็อยากได้คนอย่างเธอ อีกใจก็ไม่อยากได้) สับสนในตัวเองอยู่ทุกครั้ง


หลายปีที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาก็ยังคงค้นหา ดี้ที่สมบูรณ์แบบ มีครบทุกรสชาติ ที่จะมาทำให้หัวใจเขาชุ่มชื้นอีกครั้งนึง เขาพยายามเหลือเกินที่จะเดินหาดี้สักคนในมหาวิทยาลัย ติดต่อไปยังเพื่อนเก่าๆ เผื่อว่าจะมีใครสักคนช่วยให้เขาพบรักใหม่อีกสักครั้ง แต่ก็ไม่มีดี้คนไหนที่เหมาะสมพอสำหรับเขา


5 ปีต่อมา เขาเรียนจบ เริ่มทำงานในบริษัทที่มั่นคงแห่งนึง มุมมองการใช้ชีวิตของเขาโตขึ้น ภาวะทางอารมณ์ดีขึ้น แต่ก็ยังครองตัวเป็น “โสด” เพื่อนๆที่ทำงานแนะนำสาวหลายต่อหลายคนให้เขา รวมถึงแนะนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์จับคู่ให้ (เพื่อนสงสารเนื่องจากเขาลองมาหมดทุกวิธีในการหาคู่แล้ว แต่ก็ยังไม่เจอคนที่ถูกใจเลย) แม้ว่าเขาจะอยู่กับความโสดมานาน แต่เลือกในกายเขายังรุ่มร้อนที่จะมีใครสักคนเคียงข้างกายอยู่ ทำให้เขาไม่ละความพยายามที่จะหาคนที่ “ใช่”



เขาได้เข้าไปใช้บริการในเวปทอมดี้แห่งหนึ่ง เขาได้ลงประกาศหาคู่ มีดี้หลายคนไป comment ในกระทู้ ทิ้งอีเมลล์ และเบอร์มือถือไว้หลายคน เขาได้สุ่มเลือกมาคนหนึ่ง และโทรไปหา ปรากฏว่า เขาต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงที่ปลายสายนั้น เพราะเสียงนั้น คุ้นหู และไม่มีวันที่เขาจะลืมเจ้าของเสียงนี้ได้เป็นอันขาด เสียงนั้นคือ “ปราย” แฟนคนแรกสมัยมัธยม และคนเดียวที่เขาคิดถึงตลอดมา เมื่อได้คุยกัน ทั้งคู่ได้ตัดสินใจคบกันอีกครั้ง และด้วยการเติบโตด้านวุฒิภาวะ และภาวะทางอารมณ์ ณ ปัจจุบันทั้งคู่คบกันมาได้ 5 ปีแล้ว



เราเคยได้ยินคนพูดว่า “คู่กันแล้ว ไม่แคล้วกัน” และ “ถ้าเขาคือคนที่ใช่ เขาก็คือคนที่ใช่” ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปอีก กี่วัน กี่เดือน กี่ปี แต่ด้วยพรหมลิขิต (Destiny) หรืออะไรสักอย่าง ก็จะพาคนสองคนนั้นมาเจอ และมารักกันอีกครั้ง แต่หากนั่นเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ เราควรจะรักษาคนที่เราคิดว่าเขาใช่สำหรับเราที่สุด ในขณะที่เรามีเขาอยู่ ให้อยู่กับเราให้นานที่สุด



อย่าเอาคำว่า “เลิกกัน” มาเป็นคำทักทายความรักต่อไปเลย ดูแลคนที่เรารัก และดูแลหัวใจตัวเราเองให้ดีๆ เพราะ “พรหมลิขิต” ไม่ได้มาเคาะประตูบ้านเราบ่อยๆหรอกนะคะ (ยังมีคนโสดอีกหลายคน ที่ยังคงเดินทางค้นหาความรักต่อไป) คุณโชคดีที่สุดแล้ว ที่มีคนที่ใช่ ได้เจอคนที่ใช่ รู้ไหม?



สำหรับคนที่ผ่านเรื่องราวความรักมากมาย จนรู้สึกแย่และทำร้ายตัวเอง ลองคลิกกลับไปอ่านเรี่องราวต่างๆ ที่เราเคยเขียนดู แล้วจะรู้ว่า ทุกข์ในความรักของคุณเล็กน้อยมาก หากเทียบกับของคนอื่นๆ



ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

ประชดรักภาคพิเศษ

เมื่อวันก่อนจัดห้อง เราได้เจอ “งานเขียน” เก่าๆของเรา ที่เคยเขียนไว้ใน “ไดอารี่ของเลสล่า” ที่เรา print ใส่กระดาษไว้กองใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันเราไม่มี file นั้นอยู่ในคอมเรา) หลังจากที่นั่งอ่านๆไป อ่านๆมา เราจึงขอนำเรื่องที่เราเขียนไว้แล้วในอดีต (หลายปี) ซึ่งเพื่อนบางคนอาจเคยอ่าน (เพราะเป็นแฟนคลับเราอย่างเหนียวแน่น) แต่ก็อาจจำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว รวมถึงคนบางคนที่ยังไม่เคยอ่าน อาจจะได้รับประโยชน์จากงานเขียนเหล่านี้ได้บ้าง

สิ่งที่เห็นได้ชัดในสังคมตอนนี้ก็คือ “คนหลายๆคนเริ่มจะมีอาการป่วยทางจิตใจ” หลายคนเริ่มจัดการและควบคุมปัญหาที่เข้ามาในชีวิตไม่ได้ จึงเลือกที่จะ “หนี” ออกจากปัญหา เพียงเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงสถานะที่ต้องเผชิญ พวกเขาไม่กล้าที่จะ “ยอมรับ” กับปัญหา เพราะพวกเขากลัวที่จะรับรู้ “ความจริง” จากคนที่พวกเขารัก ซึ่งจะนำพาพวกเขาสู่ “ความล้มเหลว” ในการมีชีวิตอยู่

ไดอารี่วันนี้เป็นเรื่องราวของดี้คนนึง ที่ผิดหวังต่อความรัก และอ่อนแอกับโชคชะตาที่เธอต้องเจอ

“หนู” ดี้วัย 19 เป็นคนกรุงเทพ แต่สอบติด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงมีความจำเป็นต้องย้ายไปอยู่หอแถวมหาวิทยาลัย แรกๆเธอกลัวว่าจะเหงาเหมือนกัน เพราะไม่มีเพื่อนเลย แต่เพื่อการศึกษาเธอจำเป็นต้องไปใช้ชีวิตอยู่โดดเดี่ยวในต่างถิ่น ด้วยบุคลิกน่ารักใสๆของเธอแบบนี้นั้น กลับกลายเป็นจุดสนใจให้กับ “แต้ว” ทอม playboy รุ่นพี่เข้าอย่างจัง เขารู้สึกอยากจะค้นเข้าไปในใจ รวมถึงร่างกายของเธอยิ่งนัก เขาตามจีบเธออยู่ไม่นาน เธอก็ใจอ่อน ยอมให้เขาทั้งกายและหัวใจ

เมื่อเขาพิชิตใจเธอได้แล้วนั้น ความตื่นเต้นเกี่ยวกับตัวเธอ สำหรับเขาก็หมดลง เขาเริ่มมองหาของเล่นชิ้นใหม่ ในขณะที่เธอนั้นรักและเทิดทูนเขาสุดหัวใจ ยิ่งวัน ยิ่งมากขึ้น (ช่างเป็นความรักที่สวนทางกันเสียนี่กระไร) พฤติกรรมเขาเริ่มเปลี่ยนไป พอเธอสังเกตุได้ เธอก็ยอมปรับปรุงตัวเองทุกอย่าง เพื่อต้องการให้เขาอยู่กับเธอต่อไป แต่ด้วยความเบื่อและไม่จริงจังของเขา ทำให้เขามองหา “เหยื่อ” รายใหม่

ไม่นานนัก เขาก็เจอเป้าหมายใหม่ และเขาก็ตีจากออกไปจากเธอ โดยทิ้งคำถามว่า “ทำไม? เธอผิดหรือบกพร่องตรงไหน?” และความเจ็บปวดให้กับเธอมากมาย เธอไม่รู้ว่า เธอทำอะไรผิด เธอไม่ดีตรงไหน คงมีเพียงทางเดียวที่จะทำให้เขากลับมาหาเธอ นั่นคือ “การเรียกร้องความสนใจ” เธอเริ่มทำร้ายร่างกายตัวเอง โดยใช้มีกรีดเป็นแผลเล็กๆ และโทรไปขอร้องให้เขากลับมา แต่เขาก็ไม่ยอมหันมาสนใจ (ขึ้นชื่อว่า ทอม playboy นะ ทอมประเภทนี้เป็นได้แต่ทอมจีบด่ะ เอาด่ะ ไม่รู้ซึ้งถึงความรับผิดชอบหรอก) จากแผลเล็กๆ ก็เริ่มด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองสารพัดวิธี แต่เขาก็ยังไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แถมยังด่าเธอว่า “โง่ บ้า” อีก ทำให้เธอเสียอย่างที่สุด

สุดท้ายเธอตัดสินใจที่จะ “ฆ่าตัวตาย” ด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ และกำลังจะกรอกใส่ปากตายนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปลายสายเป็น “คุณแม่” เมื่อได้ยินเสียงแม่ของเธอ เธอร้องไห้ แม่เธอได้แต่ปลอบ โดยไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไร คิดจะทำอะไร การได้พูดคุยกับแม่ช่วงเวลานั้น ทำให้ความคิดที่จะฆ่าตัวตายของเธอจบลง เธอขอ entrance ใหม่ เธอไม่อยากเรียนที่นี่แล้ว แม่เธอรับปาก และจะมารับเธอกลับ กรุงเทพ ในวันรุ่งขึ้น เธอเดินทางออกมาจากเชียงใหม่ โดยทิ้งประสบการณ์ความรักห่วยๆไว้ที่นั่น แล้วมาเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพ

เธอเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง เพื่อว่าจะได้ช่วยเตือนสติ ใครอีกหลายๆคน ที่อาจจะมีความคิดเพียงวูบหนึ่ง ที่ต้องการจะหนี โดยผ่านทาง “ความตาย”

ณ ตอนนี้เธอเข้มแข็งขึ้นมากแล้ว และจะไม่ยอมทำร้ายตัวเองเพื่อความรักอีกต่อไป

สาเหตุที่ไม่ควร “ฆ่าตัวตาย” เพื่อประชดความรักก็คือ

คุณจะรู้ได้ไงว่า “ความตาย” คือจุดจบของปัญหา การที่คุณฆ่าตัวตาย ทำให้ตัวคุณตายก่อนหมดอายุขัย วิญญาณคุณอาจจะวนเวียนอยู่ในโลกใบนี้ อย่างทรมาน คอยดูความรักครั้งใหม่ของคนที่คุณรักก็ได้ (แต่คุณเป็นเพียงแค่วิญญาณ จัดการอะไรก็ไม่ได้) คนเหล่านั้นอาจไม่เสียใจ รับรู้ และยอมรับผิดที่ทำให้คุณต้องจบชีวิตลง ตรงกันข้ามพวกเขาอาจจะหัวเราะ และเยาะเย้ยคุณก็ได้ ดังนั้น เป็นประโยชน์มากกว่า ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ เพราะคุณสามารถที่จะมองหาคนใหม่ ที่ดีกว่าเขา และเย้ยเขาได้

คุณจะรู้ได้ไงว่า เขาจะเสียใจกับการตายของคุณ เขาอาจจะดีใจก็ได้ ความผิดของเขาที่ทำไว้กับคุณจะได้ไม่ถูกขุดคุ้ยออกมาก เขาคงจะยิ้มเยาะให้กับการเสียสละที่งี่เง่าของคุณ

คุณอาจจะคิดว่า “การตาย” ของคุณทำให้คุณจบปัญหากับเขา แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ได้สร้างปัญหาให้กับคนที่รักคุณด้วยชีวิต ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อนสนิท คนที่แอบรักคุณ (แต่คุณไม่เคยรู้) เพราะพวกเขาอาจจะเสียใจไปตลอดทั้งชีวิต

อย่าทิ้งพวกเขาไป โดยไม่ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการรับรู้ และช่วยแก้ปัญหาของคุณ

จำเอาไว้ว่า โลกนี้มีอีกหลายพันล้านคน ที่พร้อมจะทำความรู้จัก และเรียนรู้เกี่ยวกับตัวคุณ ดังนั้น ก็อย่าเดินจากไปเพราะคนห่วยๆเพียงคนเดียว (เมื่อได้รับโอกาสเกิดมาแล้ว อย่าทำให้มันสูญเปล่า)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน