Recent News

Powered by eSnips.com

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

iMac

จากเมื่อคืนที่นอนแทบไม่หลับ กว่าจะกลับก็เกือบตีห้าไปแล้่ว (ขอบคุณพี่หนิงนะคะ ที่อยู่เป็นเพื่อนกันนะคะ ไม่รู้ว่าได้วางไปตอนไหน? หรือไม่ได้วาง? หรือยังไง?) เช้านี้เราจึงตื่นแต่เช้า มาทำงานบ้าน ซักผ้า และทำความสะอาดห้องไปเรื่อยๆ ตั้งใจว่า เสร็จแล้ว เราออกไป "ว่ายน้ำ" คลายเครียดเสียหน่อย แต่เราเหลือบไปเห็น กล่องใหญ่กล่องหนึ่ง วางอยู่ เราจึงเดินไปยกกล่องนั้น มาเปิดออก และกล่องนั้นก็คือ iMac รุ่นใหม่ล่าสุด


สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 28 เดือนที่แล้ว เราเอา macbook ไปให้เขาดู software ให้ และพี่ที่ร้าน istudio ก็พูดถึงเรื่อง iMac ตัวใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาเมืองไทยในวันที่ 3 รวมถึง magic mouse ตัวใหม่ด้วย ด้วยความที่เราต้องการ Computer แบบตั้งโต๊ะ (เนื่องจากไม่เคยได้ใช้มานานแล้ว) เราจึงเกิดอาการ "อยากได้" อย่างแรง แต่เนื่องจากเราต้องเดินทางไป ภูเก็ต วันที่ 2-10 เราจึงต้องได้แต่จองเอาไว้ก่อน และสุดท้าย เราก็ได้เครื่องนี้มาในครอบครอง ได้มาตั้งแต่วันอังคาร แต่เราก็ยังคงปล่อยทิ้งไว้ในกล่อง เนื่องจาก ไม่มีเวลา และอารมณ์จะเปิด วันนี้ได้ฤกษ์ดีแล้ว (อยากบอกว่า จากปกติใช้ macbook อยู่แล้ว พอมาเล่น iMac ตัวนี้ สุดยอดดดดดดดดด นี่แหละ คือสิ่งที่ต้องการมาตลอด) หน้าจอใหญ่มาก เรียกได้ว่า เล่นไม่ถึง ชั่วโมง เราก็ปวดตาจะแย่แล้ว


ระหว่างที่นั่งเล่น "imac” ไปเรื่อย เราก็นั่งฟังเพลง "ทั้งชีวิต" ไปเรื่อยๆ


เฝ้ารอใครซักคน ท่ามกลางหมู่คนนับล้านรอบกาย


อยู่ในใต้ฟ้าเดียวกัน โลกพื้นเดียวกัน เธออยู่ที่ใหน

กี่คนที่ผ่านเข้ามา ไม่เคยเจอกับคนที่หวังไว้ซักที

ไม่รู้อีกนานเท่าไร รักที่โหยหา จึงจะได้พบ


หากใครข้างบนกำหนดให้ฉันต้องรอ


ก็ขอให้ช่วยเห็นใจซักครั้ง ทำให้เราเจอกันซักที


หากโชคชะตากำหนดให้เรารักกัน


ขอช่วยเร่งคืนและวันได้ไหม อย่าปล่อยให้รอทั้งชีวิต


อยากรู้กำหนดด้วยใคร อยากถามมีเหตุผลไหมบอกฉันที

อะไรคือการพิสูจน์ ว่าคนๆนี้ ควรจะมีรัก


อยากถามว่าคนบนฟ้าซ่อนความรักทำไม


จะดึงดันแกล้งกันไปอีกแค่ใหน ให้ผู้คนมากมายได้สุขใจในรัก


แต่ทำไมเป็นฉันคนเดียวที่ต้องอ้างว้าง


เมื่อช่วงเย็น เราลงไปทานข้าวข้างล่าง เราเห็นคุณพ่อ กับคุณแม่เรา นั่งคุย หยอกล้อกัน อย่างสนุกสนาน เราสังเกตุเห็นท่านทั้งสอง มีความสุขมากๆ เราจึงยิ้มอยู่ในใจ และก็ย้อนคิดว่า "เป็นเรื่องมหัศจรรย์เหลือเกิน ในความรัก การที่คนสองคน จะอยู่ด้วยกัน รักกัน และยังดูแลกันและกันตลอดไป (ไม่ใช่เพียงชั่วคราว แต่นานตราบนานเท่านาน) เราไม่รู้ว่า "ในชีวิตนี้ เราจะมีโอกาสมีความสุข หรือพบเจอคนๆนั้น อีกสักครั้งบ้างหรือเปล่า" แต่ไม่ว่ายังไง ณ ตอนนี้ เราก็มีชีวิตที่มีความสุขที่สุดแล้ว


ขอตัวไปเล่น iMac ต่อก่อนนะคะ


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


"ความรัก" รักษาได้ทุกโรค

ตอนนี้เป็นเวลา ตีสี่นิดๆ เรายังคงไม่ได้เข้านอน (แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ มันก็ผ่านมาแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น เจ็บปวด และจบไป ตาม "วนเวียนของชีวิต")


ไม่ว่า เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น จะทำให้เราเสียใจ หรือทุกข์ใจแค่ไหน แต่เชื่อไหม? เรายังมีรอยยิ้มอยู่ที่แก้ม (รอยยิ้มที่เกิดจากการรู้ว่า จริงๆแล้ว หัวใจของเรายังเต้นอยู่ ยังรับรู้ความเจ็บปวดได้ หัวใจยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ "ด้านชา" ไปเสียแล้ว)


ใน "ความวิบัติ" มักจะมี "ปาฏิหารย์" เกิดขึ้นเสมอ (ถ้าเราเหลียวมองสักนิด ก็จะพบ)


เวลาที่ "คุณ" ทุกข์ใจ คุณจะมีวิธีหาความบรรเทาใจได้อย่างไร? (แต่ละคน ก็จะมีวิธี "ปลดเปลื้อง" ความทุกข์ที่แตกต่างกัน)


บ้างก็ "หักเห" ความทุกข์ด้วยการเสพความสุขในวิธีต่างๆ เช่น


“shopping” (เสียเงินซะ จะได้ไปเครียดเรื่องเงิน ว่าจะหมุนทันไหม สิ้นเดือนนี้ หรือเดือนต่อๆไป แทนเรื่องที่กำลังทุกข์ใจอยู่)


"กินอาหารอร่อย" (เพื่อให้กระเพาะได้ทำงาน สมองจะได้ไป focus เรื่องการย่อยอาหารแทน)


"พบปะเพื่อนฝูง" (ไปคุย และรับฟัง เรื่องราวของคนอื่นบ้าง เผื่อว่า จะมีใครสักคนที่กำลังมีความทุกข์ใหญ่หลวงกว่าคุณ)


"เล่น Internet” (ดูความเป็นไปของเทคโนโลยี เผื่อว่าจะมีอะไรน่าสนใจให้เราได้อ่าน ได้ศึกษา เวลาของความทุกข์ก็จะได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว)


"ท่องเที่ยวต่างจังหวัด" (เอาเวลามานั่งดูแผนที่ วางแผนการเดินทาง จัดกระเป๋า จนลืมไปว่า กำลังทุกข์ใจอยู่)


บ้างก็ "นั่งนิ่ง" หยุดอยู่กับที่ รอให้ความทุกข์เหล่านั้นผ่านไปอย่างช้าๆ โดยไม่คิดที่จะแก้ไข เคยชินกับความทุกข์ของชีวิต ขยับตัวไปก็มีแต่เจ็บปวด อยู่นิ่งๆดีกว่า ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ร้อนรน


บ้างก็ "ค้นคว้า ดิ้นรน" เพื่อทำให้ตัวเองหลุดพ้น กระเสือกกระสน ค้นหาทุกวิถีทาง เพื่อให้เหตุผลกับตัวเอง แต่ดูเหมือนยิ่งหาคำตอบ ก็จะไม่พบมัน (จริงๆแล้ว ไม่จำเป็นหรอกนะ สำหรับชีวิตของเรา ที่จะต้องได้รับคำตอบ เพื่อตอบในทุกๆคำถามที่เรามี)


บ้างก็ "แทนที่" ดึงภาพในอดีตที่มีความสุขออกมา เพื่อให้ตัวเองได้เข้าใจว่า "ชีวิตไม่ได้บัดซบ หรือเลวร้ายตลอด อย่างน้อยครั้งนึง หรือหลายๆครั้งเราก็เคยประสบ พบเจอกับความสุข"


แต่สำหรับเรา เวลาเรารู้สึกกังวลใจ ไม่ปลอดภัย ทุกข์ใจ หรือพบกับปัญหาชีวิตในแง่มุมต่างๆ เราก็จะมีวิธีปลดเปลื้องความรู้สึกนั้น ด้วยการ "แทนที่" เราจะคิดถึงภาพความทรงจำที่ประทับใจ และยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ และภาพๆนั้น ก็เคยเกิดขึ้นเมื่อ สิบกว่าปีที่แล้ว


ภาพนั้นสะท้อนให้เราเห็นตัวเอง ในวัยกระเตาะ ไม่เคยมีแฟนเลยสักคน ไม่ว่าผู้ชาย หรือทอม ตอนนั้นเราเดินเข้าไปในร้านแห่งหนึ่งกับเพื่อนสนิท และสายตาของเราก็ไป "สะดุด" กับ ผู้หญิงสูง 175 ใส่แว่น ผิวขาว ใส่เสื้อลายสก๊อตสีแดง เมื่อเดินสวนกับเขา เราก็ได้กลิ่นน้ำหอม CK1 อ่อนๆโชยมาแตะจมูก ช่วงเวลานั้น เราไม่อาจจะละสายตา ไปจากเขาคนนั้นได้ เรามองตามเขาไปเรื่อยๆ จนเพื่อนเราตะโกนเรียกข้างหู เราจึงหันไปแล้วบอกว่า "ฉันจะเอาคนนี้ ฉันจะต้องได้คนนี้เป็นแฟน" (ประโยคนี้ ไม่รู้ลั่นออกมา ด้วยความอยากได้ หรือความต้องการจากส่วนใดในจิตใจ) แต่ประโยคนี้ ดูจริงจัง และมีความมุ่งมั่นมาก


หลังจากนั้นไม่นาน เราก็เดินเข้าไปหาเขา (แบบไม่อาย ถือคติ ด้าน ได้ อาย อด) แล้วถามว่า "คุณเป็นทอมหรือเปล่าคะ เราเป็นดี้" เมื่อเราพูดประโยคนั้นจบ "ตัวเราชาตั้่งแต่ปลายเท้า ขึ้นมาที่สมอง" ลุ้นระทึก รอฟังคำตอบที่อยากฟัง และเขาคนนั้นก็หันมายิ้ม และตอบว่า "เป็นทอม" จริงๆแล้ว คำถามแรก เราไม่ได้ต้องการรู้หรอก ว่าเขาเป็นทอมหรือเปล่า เพราะท่าทางของเขา ก็บ่งบอกได้อยู่แล้ว เพียงแต่ในคำถามนั้น เราต้องการให้เขาได้รู้ว่า เราเป็นดี้นะ เผื่อว่า เขาจะได้สนใจมองเราบ้าง (ร้ายตั้งแต่เด็กเลยนะเรา)


คำถามที่สอง ก็เตรียมหลุดออกจากปากเรา (เพราะได้เตรียมไว้แล้ว ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คำถามแรก แต่ที่คำถามที่สองต่างหาก) เราถามเขาว่า "มีแฟนหรือยังคะ ลองคบกันไหม" เขาได้แต่ยิ้ม และเชิญเรานั่งที่โต๊ะ เขาเริ่มยิงคำถามเราว่า "คุณอายุเท่าไหร่แล้ว ทำไมบ้าดีเดือดจัง เกิดมาเขาไม่เคยเจอใครมาถามเขาแบบนี้ จะให้ตอบยังไงล่ะ เอายังงี้แล้วกัน ไปนั่งรถเที่ยวกัน เราจะได้เริ่มทำความรู้จักกันไป ระหว่างทาง"


เราเดินตามเขาไป โดยไม่ได้สนใจ ลืมหันไปบอกเพื่อนที่มาด้วย "ไม่รู้เพราะอะไร เราถึงรู้สึกไว้ใจเขาได้ขนาดนั้น" เขาพาเราไปที่รถ honda accord ของเขา" และเรื่องราวหลังจากนั้น เราก็คบกับเขา เขาคือแฟนคนแรกของเรา คบกันเกือบสิบปี นี่อาจจะเป็น "พรหมลิขิต" ของชีวิตก็ได้


และนี่คือ "ความทรงจำ" อีกบทนึงในชีวิตของเรา และทุกๆครั้งที่เรารู้สึกทุกข์ใจ อกหัก กังวล ไม่ปลอดภัย เรื่องราวนี้ก็จะแวบเข้ามาในสมองเรา สร้างรอยยิ้ม เพื่อย้ำเตือนเราว่า "ในท่ามกลางกระแสสังคม หรือทุกส่ิงรอบๆตัวเรานั้น ในความทุกข์ ยังมีแสงสว่างเล็กๆ ลอดออกมา แสงสว่างที่เป็นเหมือน "น้ำทิพย์" ชโลมใจ และทำให้เรารู้สึกปลอดภัยได้ในทุกๆที่ และนี่คือ ความทรงจำที่สวยงามของชีวิตเรา"


ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ จะเช้าแล้ว ตอนนี้เรายิ้มได้อย่างเต็มที่ และหัวใจเราก็ "ฟูฟ่อง" ด้วยความรู้สึก ณ ตอนนั้น ก่อนนอน เราคิดว่า เราจะส่งข้อความไปหา "คนๆนั้น" เสียหน่อย ไปบอกว่า "ขอบคุณนะคะ แม้คุณไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ ช่วยปลอบ ช่วยกอด หรือ เช็ดน้ำตา แต่ความเป็นคุณ และเรื่องราวของคุณ ก็มีอำนาจในการรวบรวม "เศษชิ้นส่วนของหัวใจที่แตกสลาย" ให้กลับมารวมตัวได้อีกครั้ง หนูยังคงรักคุณอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะอยู่ห่างกันแค่ไหน" (นี่สินะ "อาณุภาพแห่งความรัก" ที่คนเฝ้าใฝ่หา)



ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน



วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ดี้ยุคใหม่ (ไม่ง้อทอม)

ชีวิตการเป็น "ดี้" คนภายนอกอาจคิดว่า "แสนสุขสบาย เพียงแค่มีความสวย sexy” ทอมต่างๆ ก็จะรุมเข้ามาจีบ เข้ามาตามใจ แต่ความสวย และปัจจัยภายนอกก็ไม่ได้ "ช่วยอะไร" ได้เลย สำหรับ "ตุ๊ก" ดี้วัย 38 ผู้ผ่านการอกหักมานับสิบๆครั้ง และแต่ละครั้งนั้น เธอต้องเป็นฝ่ายถูกทิ้ง ต้องนอนร้องไห้จนเกือบจะประสบภาวะ "เสียสติ" ถึงแม้เธอจะมีหน้าตา รูปร่าง ฐานะ และหน้าที่การงานดีก็ตาม (ขึ้นชื่อว่า "ความรัก" ก็ต้องแล้วแต่ "โชคชะตา" ใช่ว่าคุณเกิดมาสมบูรณ์ และคุณจะประสบความสำเร็จในเรื่องความรักไม่) สำหรับใครที่เคยประสบกับเหตุการณ์ "รักคุด และถูกทิ้ง" ก็คงอยากจะมีสักครั้งที่อยากเป็น "ฝ่ายเลือก หรือถือไพ่เหนือกว่า")


จากประสบการณ์เสียใจนับสิบๆครั้ง ทำให้เธอ "ถอดใจ และเข็ดขยาด" ที่จะมีความรักครั้งใหม่อีกครั้ง เธอกลัวที่จะเป็น "ฝ่ายถูกเลือก และถูกทิ้ง" ชีวิตแต่ละวันของเธอต้องขึ้นอยู่กับ อารมณ์ ความต้องการ ของคนอีกคน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "ทอม"


และชีวิตของเธอ ก็พลันได้พบทางสว่าง เมื่อเธอได้คุยกับเพื่อนดี้วัยเดียวกัน ซึ่งหล่อนคนนี้ มี "ทอมเด็ก" ในสังกัดอยู่หลายๆต่อหลายคน หลังจากที่หล่อนได้เล่าประสบการณ์ และเรื่องประทับใจของการมี "ทอมเด็ก" ไว้ในครอบครอง เธอก็เริ่มจะสนใจขึ้นมา (ความอยากรู้อยากลอง ไม่เข้าใครออกใคร)


หล่อนจึงแนะนำ "พูล" ทอมเด็กวัย 21 ที่กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ให้เธอรู้จัก หลังจากที่ได้พบปะพูดคุย และตกลงกันแล้ว การที่เธอจะ "ครอบครอง และมีสิทธิเหนือชีวิตเขา" เธอต้องส่งเสียให้เขาเรียน (ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน) รวมถึงเงินเดือน ที่ต้องจ่ายให้เขาเดือนละกว่า 20000 บาท หลังจากที่เธอมา "บวก ลบ คูณ หาร" แล้ว เธอตอบได้ทันทีเลยว่า "โอเค" เพราะว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ไม่ต้องเสี่ยงเจอกับสภาพความงี่เง่า ไร้สาระของทอม, ไม่ต้องเสียสุขภาพจิตไปหึงหวง เพราะยังไงเขาก็หนีไปไหนไม่รอด, ไม่ต้องคอยตามง้องอน เอาอกเอาใจให้ยุ่งยาก ที่สำคัญ ไม่ต้องไปคอยเฝ้าถามว่า "เขายังรักเธออยู่ไหม"


เธอจึงตกลงใจเลือกเขาคนนี้ ชีวิตของเธอหลังจากอยู่กับเขาแล้ว ก็ดีขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆ เธอมีความสุขในชีวิตประจำวัน (ทั้งทางด้านจิตใจ และร่างกาย) เขาปฏิบัติเธอดุจเป็น "ราชินี") เธอมีเวลาทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น ได้เงินเดือนที่มากขึ้น (เรียกได้ว่า การลงทุนครั้งนี้ ไม่สูญเปล่าจริงๆ)


ชีวิตที่ต้องไป "แขวนอยู่บนอารมณ์" ของอีกคน (ท่ี่ไม่รู้จะขึ้น หรือลงเมื่อไหร่)


ต้องขอบคุณเธอ ที่ยอม "แบ่งปัน" เรื่องราวนี้กับเรา แถมเธอยังชักชวนเราอีกว่า "สนไหม? เธอจะจัดหาให้หนึ่งคน" (สนน่ะ สนนะคะ แต่เอาไว้เราอายุเยอะกว่านี้สักนิด รับรอง เราต้องลองดูแน่ๆ ตอนนี้ขอใช้ความสามารถที่มีอยู่ในตัวอันน้อยนิด เสาะหาไปก่อน)


เอ้า!!!!! ดี้ทั้งหลาย ที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ อย่าเพิ่งตื่นเต้นกันไป เราเขียนแบ่งปันให้อ่านกัน เพื่อความบันเทิงเท่านั้น หาใช่ แนะนำ หรือสนับสนุนนะคะ


ส่วน คุณทอมๆทั้งหลาย เมื่ออ่านแล้ว ก็ขอให้รู้ไว้ซะด้วย เดี๋ยวนี้ "ดี้" มี "ทางเลือก" แล้ว ถ้าพวกคุณยังทำตัว "งี่เง่า เจ้าอารมณ์" อยู่ล่ะก็ "คาน" น่ะ รู้จักไหม? จะได้ "ต้อนรับ" พวกคุณอย่างแน่นอน


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน



วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ดี้ผู้ไร้เดียงสา

ขณะที่กำลังตัดสินใจว่า "จะตื่นดีหรือไม่ตื่นดี? เราก็หยิบโทรศัพท์มาไล่ contacts ชื่อต่างๆก็ผ่านตาไป ซึ่งบางชื่อเราก็ต้องหยุดนิ่งๆสักพัก เพื่อคิดว่า "เขาคือใคร? เราเคยรู้จักคนๆนี้หรือเปล่า?” และชื่อก็ไปหยุดอยู่ที่ชื่อ "Ning hair” เราคิดอยู่นานกว่าจะนึกออกว่า คนที่ชื่อ หนิง คนนี้เป็นใคร เธอก็คือ "ดี้ ที่เรารู้จักตอนเราเรียนทำผม ณ สถาบันแห่งหนึ่ง" เมื่อจำชื่อได้ หน้าตาเธอก็ลอยปรากฏ รวมถึง วีรกรรมของเธอก็ชัดเจนขึ้นอีกครั้งในความทรงจำ


วันนี้เราจะมาแบ่งปันเรื่องราวของเธอให้ได้ฟัง เธอเป็นดี้อายุเกือบจะ 35 ปี ที่แสนสวยคนนึง ก่อนที่เธอจะมาเรียนทำผม เธอเปิดร้านขายอาหารอีสานชื่อดังแห่งหนึ่ง อยู่แถวสุขาภิบาล 3 แต่ด้วยแรงชักชวนจากเพื่อนที่รู้จัก ให้เธอมาลองเรียนทำผม เผื่อว่า จะเปิดร้านเป็นอาชีพเสริม เธอจึงตัดสินใจมาสมัครเรียน และ ณ สถานที่เรียนแห่งนี้ เธอก็ได้พบเพื่อนใหม่มากหน้าหลายตา หลายนิสัย หลายประสบการณ์ และนอกจากความรู้เรื่องเสริมสวยแล้ว เธอยังได้รับประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมได้ในชีวิตของเธอเช่นกัน


เนื่องด้วยเธอมีแฟนเป็นทอม รับราชการครู ที่เธอคบมาเกือบ 5 ปีแล้ว เดือนๆนึง เขาจะมาหาเธอสักครั้ง มาอยู่ก็ 3-4 วัน ความรักของเธอและเขา เป็นไปตามปกติ และทุกๆอย่างก็มาเปลี่ยนไป เมื่อเธอได้มาเรียนเสริมสวย (ก็อย่างที่รู้ๆกัน คนที่มีพรสวรรค์ทางด้านเสริมสวย มักจะมีความสามารถพิเศษในการสืบเสาะ ค้นหา อยากรู้อยากเห็น เรื่องของชาวบ้านด้วย) การคบกันของเธอและเขา ที่เธอคิดว่า "ปกติ" ไม่มีอะไร "ผิดปกติ" กลับกลายเป็นเรื่อง "ผิดปกติ" เมื่อเธอนำมาเล่าให้กับ เพื่อนๆที่อยากรู้อยากเห็นเหล่านี้ฟัง


เธอเล่าว่า "เขาจะมาหาเธอเดือนละ 3-4 วัน และมีโอกาสได้คุยโทรศัพท์กันเวลาทำงานเท่านั้น เพราะเขาจะปิดมือถือทันทีที่ถึงบ้าน และวันเสาร์ วันอาทิตย์ เขาก็จะปิดเครื่อง" (เธอไม่เคยคิดสงสัย แต่เพื่อนเธอเหล่านี้กำลังสงสัย และหาคำตอบที่ซ่อนอยู่)


คบกันมาตลอด 5 ปี เธอไม่เคยได้ไป "โคราช" บ้านของเขาเลย เพราะเขาห้ามไม่ให้เธอไป (แต่เธอมีที่อยู่เขา เธอไม่เคยคิดสงสัย แต่เพื่อนเธอเหล่านี้เริ่มได้เงื่อนงำใหม่ ที่จะนำพาข่าวร้ายมาสู่เธอ)


เวลาที่เธอกับเขาทะเลาะกัน เขาจะไม่รับโทรศัพท์เธอ แต่เมื่อเธอขู่ว่าจะไปหาเขาที่โคราช เขาจะรีบดีกับเธอ (เธอไม่เคยคิดสงสัย แต่เพื่อนเธอคิดว่า เขาต้องมีเรื่องปิดบังเธออยู่แน่นอน)


และด้วยแรงยุ หรือความอยากรู้อยากเห็น (ของเพื่อนๆ ที่คิดว่า เรื่องของคนอื่น เป็นเรื่องของตัวเอง) เพื่อนๆ จึง ชักชวนให้เธอลองไปทำให้เขาประหลาดใจ ด้วยการไปหาเขาที่ โคราช โดยมีเพื่อน (ที่รัก) อาสาสมัครนั่งรถ taxi ไปเป็นเพื่อนเธอ ถึง 10 คน เหมา taxi ไป 2คัน (เพื่อไปตามหาความจริงที่ เธอ หรือ เพื่อนก็ไม่ทราบอยากจะรู้) ใครทีี่มีเพื่อนอยากรู้อยากเห็นแบบนี้ คงพอเข้าใจ feel ของคนกลุ่มนี้


เมื่อเขาไปถึงโคราช เธอก็พาเพื่อนๆไปตามที่อยู่ของเขา ที่เธอจดมาจากบัตรประชาชน เมื่อไปถึงบ้านหลังนั้่น ทั้งหมด ก็พากันลงจากรถ ภายในบ้าน มีผู้ชายอายุเยอะคนนึง ยืนใส่ผ้าขาวม้าเพียงผืนเดียวกวาดอยู่หน้าบ้าน เพื่อนเธอรีบเดินเข้าไป "สวัสดี" เพราะคิดว่า ผู้ชายคนนั้นคือ คุณพ่อของเขา ผู้ชายคนนั้นไม่ได้พูดอะไร บอกว่า "เขายังไม่กลับมา แต่อีกสักพักก็จะกลับมาแล้ว เพราะลูกชายกำลังขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับ"


สิบเอ็ดสาว นั่งรออยู่หน้าบ้าน เมื่อเขามาถึง เขาเห็นเธอ เขาตกใจ หน้าซีดมาก แล้วก็เดินดุ่มๆไปหาเธอ และลากตัวเธอเดินไปสวนข้างๆบ้าน เขาตบหน้าเธออย่างแรง และโมโหอย่างสุดๆ เมื่อเห็นเธอมาที่นี่ เธอตกใจ และไม่เข้าใจว่า "ทำไม? เขาต้องทำเช่นนั้น" เขาไล่ให้เธอกลับไป และบอกเลิกเธออย่างไม่มีเยื่อใย เธอร้องไห้อย่างหนักวิ่งไปกลับที่รถ taxi เพื่อนๆที่นั่งรออยู่หน้าบ้านตกใจอย่างมาก จึงรีบลา "ชายคนนั้น" ไปอย่างเร่งรีบ ชายคนนั้นรับไหว้ ก่อนที่จะเอ่ยว่า "ไม่รอคุยกับเมียฉันก่อนหรือ มารอตั้งนาน ทำไมจะรีบกลับ" ทุกคนรีบวิ่งขึ้นรถ แบบไม่ได้คิดอะไร? และเมื่อกลับมาถึง กทม. ทุกคนจึงถึง "บางอ้อ" ว่า "ที่เขาต้องบอกเลิกเธอ และสิ่งที่สงสัยนั่นคือ จริงๆแล้ว เขามีสามี (เป็นทอมที่มีสามี) และเธอก็ไม่รู้ตกในฐานะ เมียน้อย หรือ ฐานะไหน"


หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เราเชื่อว่า เธอคงต้องเสียใจมาก เพราะเธอก็ไม่ได้กลับเข้ามาเรียนอีกเลย เรื่องนี้กลายเป็น talk of the class นานอยู่ 2-3 วัน จนในที่สุด ก็มีเรื่องฉาวโฉดเรื่องใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนประเด็น


เราค่อนข้างเห็นใจเธอ กับเหตุการณ์ในวันนั้น เธอคงจะทุกข์ทรมาน และเศร้าใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไงดีอ่ะ ควรจะขอบใจเพื่อนผู้สอดรู้สอดเห็นพวกนี้ หรือดีใจที่เธอได้ตาสว่างเสียทีกันแน่ อันนี้ก็ไม่มีใครจะตอบได้


จริงๆแล้ว "ความจริง" ต่างๆในโลก มีมากมาย แต่บางครั้ง "ความจริง" ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น หรือแย่ลงสักเท่าไหร่ บางที เรื่อง "หลอกลวง" ก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายเกินไป ตรงกันข้ามอย่างน้อย ก็ช่วยทำให้ชีวิตช่วงนึง ของคนบางคนมีความสุขได้


นี่คือ "บทเรียนชีวิต" อีกบทนึงในสังคม


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน