วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553
LesBaRa
วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553
ไดอารี่ "เข้าเงียบ"
ไดอารี่ “การไปเข้าเงียบ ในหัวข้อ “มาหาพระ”ณสว่างรีสอร์ต เพชรบุรี”
วันศุกร์ที่ 23 เมษายน
14:00 เดินทางออกจากบ้าน
14:30 แวะล้างรถ เติมน้ำมัน และซื้อ waffle to go ของ A&W
15:00 เดินทางขึ้นทางด่วน
16:10 ขับเลยทางเข้า สว่างรีสอร์ต (เป็นรีสอร์ตที่เดินทางไปยากแห่งนึงเลย) วนไปวนมา เลี้ยวเกือบผิดตั้งหลายรอบ
16:30 เดินทางถึง check in และเอาของไปเก็บในห้อง อาบน้ำ (เพราะร้อนมาก)
18:00 ทานอาหารเย็น พร้อมหน้ากัน (ระหว่างที่นั่งทางอาหาร คนขับรถส่วนตัวแอบกระซิบข้างหูว่า คืนนี้จะพาไปหาอะไรอร่อยๆทานที่ตลาดโต้รุ่งของหัวหิน ซึ่งห่างจากที่นี่ ร้อยกว่ากิโลเมตร) เพราะเนื่องจากคิดว่า อาหารคงไม่ถูกปากเราเป็นแน่
19:00 พิธีมิสซา และพิธีจูบรูปพระบิดา หรือ God of the Mankind
21:00 สงบจิต ฝึกเพ่งจิต และทำสมาธิ
21:30 กลับห้องพักเพื่อไปพักผ่อน นัดเจอกันพรุ่งนี้ 6:00 เช้า เพื่อภาวนาเช้า
22:00 ออกเดินทางจากสว่างรีสอร์ต เพื่อไปตลาดโต้รุ่งหัวหิน
23:00 ถึงตลาดโต้รุ่งหัวหิน เนื่องจากคืนนี้เป็นคืนวันศุกร์ ทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่เริ่มปิดแล้ว เพราะไม่ค่อยมีคนเดิน (แล้วจะตั้งชื่อว่า “ตลาดโต้รุ่ง” ทำไม? ไม่ตั้งชื่อว่า “ตลาดตามใจแม่ค้า” เนอะ) สรุปได้ทานแค่ ผัดไทย น้ำมะนาวปั่น และโรตี (เหอ เหอ ขับรถมาตั้งไกล เพื่อ?)
00:00 ออกจากตลาดโต้รุ่ง เพื่อเดินทางกลับ
01:00 ถึงห้องพัก อาบน้ำ และเตรียมตัวนอน ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ตี 5:20
04:00 ยังคงนอนพลิกตัวไป และมา ไม่หลับเสียที
วันเสาร์ที่ 24 เมษายน
05:20 เสียงนาฬิกาปลุกดัง กดดับ และคิดในใจว่า “ขอโดดภาวนาเช้าไปแล้วกัน” ตื่นสัก 06:20 ไปทานอาหารเช้าเลยแล้วกัน
08:30 สะดุ้งตื่นแบบกระทันหัน มองดูนาฬิกา กระโดดลงจากเตียง ตายแล้ว ภาวนาเช้าก็ไม่ได้ไป อาหารเช้าก็ไม่ได้ทาน บรรยายหัวข้อแรกก็ไม่ได้เข้า รีบอาบน้ำ เพื่อไปให้ทันพิธีกรรมสงบจิตรอบต่อไป
09:00 เดินเข้าห้องประชุม สายตาทุกคู่จ้องมองเรามา ประดุจเรา “พลาด” อะไรที่สำคัญไปในชีวิต รีบก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปในที่นั่ง และแล้ว “ความซวย” ก็มาเยือน เมื่อที่นั่งที่เรานั่งอยู่นั้น คือคิวต่อไปของการออกไป “แบ่งปัน” บนเวที ด้วยความไม่อายอะไรแล้ว เราเดินขึ้นไปและแบ่งปัน เดินลงมาท่ามกลางเสียงปรบมือ
10:30 เริ่มสงบจิตแบบเข้มข้น แต่เนื่องจากเราปวดท้อง เหมือนจะเป็นโรคกระเพาะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เราจึงขอตัวไปทาน “ราดหน้าหมู” เสร็จแล้ว เดินขึ้นห้องประชุมเพื่อที่จะเข้าร่วม แต่แง้มประตูเข้าไป สมาชิกทุกท่านกำลังนั่งสมาธิเข้าญาณอย่างล้ำลึก เราจึงเดินกลับห้องพัก และทานยานอน
12:00 ลงไปทานอาหารเที่ยง
14:00 เริ่มตระหนักว่า การมาเข้าเงียบครั้งนี้ เราล้มเหลวแล้ว จึงเข้าไปคุยกับวิทยากร เพื่อขอตัวกลับ
15:00 Check out ออกจากสว่าง รีสอร์ต คนขับรถส่วนตัวของเราขับรถพาเราไป “หัวหิน” เพื่อไปทานร้านอาหารทะเลที่อร่อยที่สุด
16:15 ถึงร้าน “แสงไทยซีฟู๊ด” ในซอยหัวหิน 55 สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ “กุ้งผัดพริกเกลือ ปลากระพงทอดราดน้ำปลา ปูม้านึ่ง ข้าวผัดปู ต้มยำทะเลน้ำใส” ทานกันแค่ 2 คน หมดไป 1820 บาท (คนขับรถเลี้ยงคะ)
18:00 คนขับรถพาเราไปหา “ของหวาน” ทานที่ตลาดโต้รุ่งที่หัวหิน ทาน น้ำส้มปั่น ลูกตาลลอยแก้ว ข้าวโพดปิ้ง ฯลฯ ซื้อมะม่วงน้ำปลาหวาน (เจ้าอร่อย) สาคูไส้หมู (กลับบ้าน)
19:15 ไปแวะ “เพลินวาน” คนเยอะมาก ได้ไปเล่นเกมส์ปาโป่ง และคนขับรถของเราเล่นเกมส์ “ยิงปืน”
20:00 เดินทางกลับ กทม.
21:00 แวะร้าน “แม่กิมไล้” ซื้อลูกตาลสด น้ำตาลสด ชมพู่เพชร หม้อแกง กล้วยหอม
23:00 ถึงบ้านอย่างปลอดภัย
01:00 นอนหลับอย่างสบาย
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน
11:30 ตื่นนอน
13:00 อาบน้ำ แต่งตัว
14:00 คนขับรถส่วนตัว พาไป The Mall งามวงศ์วาน เพื่อไปทาน สลัดหมูทอด มักกะโรนีกุ้ง เอานาฬิกาที่เราให้เขาไปตัดสาย (ดีใจนะคะที่คุณชอบนาฬิกาเรือนนั้น)
17:00 ออกจาก The Mall ไป Central ลาดพร้าว
17:30 ถึง Central ลาดพร้าว เขาพาเราไปเลือกนาฬิกา และซื้อนาฬิกาให้ (ขอบคุณนะคะ)
19:30 นั่งอยู่ Coffee World รอเขาเลือกหนังสือ และดื่มกาแฟ
20:30 ออกจาก Central และกลับบ้าน
ณ ตอนนี้อยู่บ้านแล้วคะ นั่งเขียนไดอารี่ให้เพื่อนๆได้อ่านเล่นๆกัน
หมายเหตุ ถึงแม้ว่าการเดินทางไป “เข้าเงียบ” ในครั้งนี้ จะ “ล้มเหลว” แต่เราเชื่อว่า “พระ” อยู่ในใจเราเสมอ
ใครที่อยากแลกเปลี่ยน facebook กับเรา สามารถ search คำว่า revealtomdy@hotmail.com แล้วคุยกันนะคะ
ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553
เตรียมตัวไป "เข้าเงียบ" สว่างรีสอร์ต เพชรบุรี
ไดอารี่ที่เขียนไว้เมื่อวันศุกร์ เอามา “เกริ่นนำ” ให้อ่านกันก่อนนะคะ
วันนี้วุ่นๆกับการเตรียมเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า (ต้องหาเฉพาะเสื้อผ้าสีขาว) เนื่องจาก เราจะไป “เข้าเงียบ” ที่ “เขาย้อย จ.เพชรบุรี” ซึ่งเราไม่ได้แต่ไปแต่เพียงลำพัง “คนขับรถส่วนตัว” จะขับรถพาไป แล้วไปร่วม “เข้าเงียบ” ด้วย (ทั้งๆที่เขาไม่ได้เป็นคาทอลิก และการไปครั้งนี้ต้องตื่นแต่เช้าด้วย ไม่รู้ว่า เราสองคนจะตื่นกันไหวไหม? เนื่องจากต้องตื่นมาภาวนาแต่เช้ามืด)
“การเข้าเงียบ” (ทางคาทอลิก) ก็คล้ายๆกับการไป “ถือศีล อยู่ร่วมทำกิจกรรมที่วัด” ของคนพุทธ การเดินทางไปครั้งนี้ สืบเนื่องจาก คุณพ่อ (พระสงฆ์ทางศาสนาคริสต์) ที่เราได้เคยร่วมงาน “จิตอาสาอ่านพระคัมภีร์ให้คนตาบอด” ได้ส่งจดหมายติดต่อเรามาให้ไปร่วมเข้ากิจกรรม เมื่อเราได้รับจดหมาย เราก็รีบโทรไปหาคุณพ่อทันที และได้จองที่ไว้ 2 ที่ ตอนแรกคุณพ่อต้องการคนไปร่วมกิจกรรม 40 คน แต่คุณพ่อต้องการไปๆ มาๆ คุณพ่อต้องการแค่ 20 คนเท่านั้น (ดีนะที่เรารีบโทรไปจองล่วงหน้าก่อน)
เราจะต้องไปรายงานตัววันนี้ตอน 16.00 คิดว่าจะออกจากบ้านสักช่วงบ่าย และกลับเลิกเข้าเงียบวันอาทิตย์ตอนบ่าย “คนขับรถส่วนตัว” อยากจะพาเราไป “หัวหิน” ต่อ เพื่อไป dinner ไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมาวันอาทิตย์หรือเปล่า
ช่วงนี้น้องแมวของเรา “น้องวอดก้า” อ้วนปุกลุกเลย เนื่องจากได้รับประทาน snack ตลอด (แบบไม่ยั้ง) สงสัยต้อง “ให้เข้าคอร์สไดเอ็ท” เสียแล้ว
วันนี้แล้ว ที่ album เต็มตัว ของ “ดิว” นักร้องคนเดียวที่เราชื่นชอบ จะวางแผน บอกตามตรง ในชีวิตของเรา เราไม่เคยซื้อ เทป หรือซีดีเพลง ของนักร้องคนไหนเลย (อ๊ะ อย่าคิดนะว่า เราซื้อแต่ เทปผี ซีดีเถื่อน เปล่าเลยคะ เพียงแต่ว่า ส่วนใหญ่เพื่อนๆก็จะซื้อมาให้ฟัง หรือไม่เราก็ฟังวิทยุซะส่วนใหญ่) ยังไงก่อนเดินทาง เราต้องหาโอกาสไปซื้อซีดีให้ได้ เพื่อจะได้ไปฟังในรถ
ช่วงนี้เรากำลัง "เพลิดเพลิน" กับการอัพรูป และเล่น facebook เพื่อนๆคนไหน ก็สามารถ add เราได้ โดย search หา e-mail ของเรา revealtomdy@hotmail.com หรือ search คำว่า "Reveal Heal"
ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน
วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553
Lesla Night
เมื่อวานเรามีโอกาสได้เข้าใน www.lesla.com เราเห็นประกาศงาน Lesla Night ที่จะมีขึ้นในต้นเดือนหน้านี้ เรารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากแทน ทอม ดี้ เลส ทุกท่าน ที่จะได้กลับมาพบกับ “มิตรภาพ และความสนุกสนานแบบอบอุ่น” อีกครั้งนึง (สำหรับวันที่ พี่ดี๋ยังไม่ได้ประกาศออกมาเป็นทางการ) แต่เราเคลียร์วันให้ว่างไว้เสมออยู่แล้ว หากมีการประกาศวันจัดงานที่แน่นอน เราจะแจ้งให้เพื่อนๆได้ทราบอย่างแน่นอนคะ (แล้วเจอกันที่ Lesla Night นะคะ )
ขณะที่เรากำลังนั่ง “จินตนาการ” ย้อนกลับไปยัง “อดีต” ตอนที่ไปเที่ยว “งานเลสล่า” เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราพลันนึกถึงหน้าทอมคนนึง ซึ่งเขาจะเป็นที่รู้กันในงานว่า “เขามาเพื่อเก็บเกี่ยวความเมากลับบ้าน” หากได้เห็นเขาที่งานทีไร ไม่มีหรอกที่จะเห็นเขา เดินเข้าไป “หลี” หรือ “ขอเบอร์” หญิง เขาจะนั่งดื่ม และก็ดื่ม เหล้าแก้วแล้ว แก้วเล่า ถูก “กรอก” เข้าปาก จนบางครั้งเราก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า “ไปตายอด ตายอยาก มาจากไหนเนี่ย” และทุกๆครั้งเมื่องานเลิก เขาก็จะค่อย “พยุงสังขาร” อันไร้สติ และไร้มาดทอม ค่อยๆ เดินออกไปเรียก taxi หากวันไหน เขาดื่มจนเมาแบบ “จุกอก” เขาก็จะ “สำรอก” ความเมาออกมาให้ ทอม ดี้ เลส ในงาน ได้เป็น “สักขีพยาน” ในการดื่ม เราไม่เคยนึกถึงภาพของเขาตอน “มีสติ” ออกเลย
จนกระทั่งวันนึง เรารีบไปงานเลสล่า แต่ “หัววัน “ เวลาประมาณ 20.00 ช่วงนั้นพี่ดี๋กำลังจะแจกตุ๊กตา และแผ่นหนัง L word (เราคาดหวังว่าจะ “ได้อะไรติดไม้ติดมือ” กลับมาเป็นที่ระลึกเสียหน่อย) และวันนั้น เราก็ได้เจอเขา (ในสภาพปกติ) เขาเป็นทอมวัย 27 ที่หน้าตาใสๆ มีรอยยิ้มที่แสนเศร้า และมีดวงตาที่เลื่อนลอยเล็กๆ แต่ก็เป็นทอม “มีมาด” คนนึง ก่อนที่เขาจะ “สั่งเหล้าชุดใหญ่” เราจึงไม่รอช้า เดินเข้าไปทำความรู้จัก (ต้องออกตัวก่อนว่า ปกติเราไม่ค่อยเป็นฝ่ายเริ่มคุยกับคนแปลกหน้าเท่าไหร่? แต่ความกล้าในครั้งนี้ อาจด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า เขาจะใช้ปากในการสนทนาได้ดีเหมือนดื่มเหล้าไหม?)
เราเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวเอง และก็คุยเรื่องใกล้ตัวไปเรื่อยๆ เขาก็ตอบกลับอย่างดี เขาเล่าว่า เขาเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อบริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งนึง เขาจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างจะมีฐานะ เขารู้ตัว และยอมรับว่าตัวเองเป็นทอมตอนเขาเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก ในงานรับน้องเขาได้พบกับ “แฟน” (คนแรก และคนปัจจุบัน) ของเขา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่ง “วิบากกรรม” ในชีวิตรักของเขา
เธอเป็นดาวคณะที่สวยมาก เธอเรียนเก่ง และเป็นคนที่ไม่ค่อยคบหากับใครเท่าไหร่ เขาจึงเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเธอ ซึ่งตอนแรก เขาคิดไปเองว่า “เธอคือทุกอย่าง ทั้งหมด ในชีวิตรักที่เขาต้องการ” แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า “ความรักที่มากเกินไป มันก็ก่อให้เกิดทุกข์” และ “ทุกข์” นั้นก็เริ่มต้นจาก “ตัวเธอ” เมื่อเธอ “หึงและหวง” เขามาก เรียกได้ว่า เขาไม่สามารถมีสังคม มีเพื่อนไม่ว่าจะ ชาย หญิง ทอม หรือดี้ได้เลย และทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เธอจะลงไม้ลงมือ ทั้งตบ ตั้งปาของใส่หัวให้หัวแตก ทำให้เขาต้องเจ็บไปทั้งตัวและใจ หากเขาต้องการให้เธอหายโกรธ ต้องคลานเข้าไป “กราบเท้า” ของเธอ แล้วเธอก็จะให้อภัย แต่เธอก็ไม่ยอมลืมเรื่องเก่าๆ เพราะเมื่อไหร่ เธอนึกขึ้นได้ เธอก็จะพูด ย้อนด่า และใช้กำลังกับเรื่องเก่าแต่เล่าใหม่ อยู่ร่ำไป (ตามแต่สภาวะฮอร์โมน)
ประโยคเด็ดของเธอนั่นคือ “เลิกกันเลยไหม? อย่างมึงจะไปไหนรอด สุดท้ายก็ต้องมายอมกราบตีน ง้อกูอยู่ดี” หลายครั้งที่เขาต้องการที่จะ “เลิกรา” จริงๆ เพราะเนื่องจาก ครอบครัวเขาเริ่มรับรู้เรื่องของเธอ และรู้สึกไม่ปลื้มมากๆ ถึงขนาดที่แม่ของเขา ร้องไห้ ขอร้องให้เขาเลิกกับเธอ แต่เมื่อเขาตั้งใจเลิกจริงๆ เธอก็ “ขู่” จะฆ่าตัวตาย จะเอาคลิปที่เคยถ่ายตอนเขาและเธอแก้ผ้ามีอะไรกัน ไปเผยแพร่ ทำให้เขาต้องทนเก็บเรื่องราวต่างๆ และทนอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขา “เก็บกด” มาตลอด เราฟังแล้วก็ได้แต่ “ขอบคุณพระเจ้าในใจ ที่เราไม่ได้เอาหัวใจไปเสี่ยงกับคนจิตไม่ปกติเช่นเธอ” และ ช่วงนี้ เธอต้องไปดูแลคุณพ่อที่ป่วยที่ต่างจังหวัดทุกเสาร์ และอาทิตย์ จึงทำให้เขามีโอกาสเป็น “อิสระ” และ Lesla Night นี้แหละ ที่เป็น “สถานที่” ที่ทำให้เขารู้สึก “ปลอดภัย และสนุก” ในแบบของเขาเพียงลำพัง เพราะเขาไม่อยากจะรู้จัก หรือนำตัวไป “พัวพัน” กับความรักรูปแบบอื่นๆอีก
และนี่คือเรื่องราวของ “ทอมอีกคนนึงในสังคม” ที่คืนนั้น เขาก็กลับไปอยู่ในสภาพเดิม คือ “เมาเพื่อให้ลืมความรักที่มีแต่ความทุกข์ลืมความจริงของชีวิตที่ละเอียดอ่อน และ “เป็นปม” จนยากแก่การ “คลาย” ลืมทุกอย่าง” เพราะช่วงเวลาที่เมานี้ เขามีโอกาสที่จะเป็นตัวของตัวเอง และ “ปลดปล่อยสมอง” ออกจาก “เครื่องพันธนาการ” ที่โหดร้ายในชีวิต
นี่ก็ผ่านมานานแล้ว พอเราย้อนคิดถึงเขา เราก็ใคร่อยากจะรู้ว่า “ตอนนี้เขาเป็นเช่นไร? ยังทุกข์อยู่หรือเปล่า?”
และนี่คือ “บันทึก” แห่งความประทับใจอีกหน้า ที่เรามีต่อการไป Lesla Night เพราะหลังจากที่เราได้คุยกับเขา เรามีสติมากขึ้นในการใช้ชีวิต และเลือกที่จะคบใครสักคน เพราะ “ความรัก” และ “การตัดสินใจ” เลือกแฟนสักคน ที่ใครๆคิดว่า เป็นเรื่อง ชิวๆ ง่ายๆ นั้น สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ
ที่ Lesla Night ไม่เพียงแต่คุณจะได้เพื่อนใหม่ หรือมาสนุกในคืนวันเสาร์เท่านั้น คุณจะ “ค้นพบ” สิ่งดีๆ และประสบการณ์ชีวิตมากมายที่นี่ แล้วเจอกันนะคะ
ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน