Recent News

Powered by eSnips.com

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สลักเพชร

เรามาเกาะช้างตั้งแต่วันอังคารแล้ว การเดินทางราบรื่นดี แต่ค่อนข้างแปลกๆ ที่มีคนร่วมเดินทางมาด้วย เพราะโดยปกติ เราจะนอนตลอดทาง แต่ครั้งนี้ เรากลับต้องตื่น และคอยคุยกับป้าเกือบตลอดทั้งทาง ทำให้เราตาแข็งเล็กน้อย มาเกาะช้างครั้งนี้ ดูเงียบเหงาเล็กๆ ไม่รู้เพราะว่าเรา “จิตตก” ไปเอง หรือว่า เพราะสาเหตุใด (แต่ป่วยการที่จะหาสาเหตุ เพราะหาไป ใช่ว่า เราจะแก้ได้ ว่าไหม?) มาอยู่นี่ก็วันนี้วันที่ 4 แล้ว ฝนตกทุกวัน เปียกฝนทุกวันเลย จึงมีความคิดว่า อยากจะตัดผมให้สั้นๆ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาเป่า เสียเวลาไดร์

เมื่อคืนนี้ ป้า ชวนเราไป “สลักเพชร” เป็นพื้นที่หมู่บ้านนึง ที่อยู่อีกส่วนนึงของเกาะช้าง ระยะทาง จากหาดทรายขาว ก็พอสมควร ถ้าหากนั่งรถยนต์ไป อาจไม่รู้สึกว่าไกลเท่าไหร่ แต่การเดินทางครั้งนี้ เรา ป้า และพี่ๆ ร่วมเดินทางไป 5 คน มอเตอร์ไซค์ 3 คัน ขี่ไปฝนก็ตกไป ตกหนักบ้าง หยุดบ้าง ทำให้รู้สึกหนาว วูบๆเป็นระยะๆ ใช้เวลาขี่รถไปประมาณ เกือบ หนึ่งชั่วโมง (นานๆมาก)

จุดมุ่งหมายการไปครั้งนี้ก็คือ ป้าอยากจะไปไหว้พระธุดงธ์ที่นั่น ไปถวายสังฆทาน และให้ท่านช่วยอวยพร และปัดรังควานให้ด้วย (จึงได้เกิด trip เปียกปอนขึ้น) ขากลับ เราก็แวะไปทานร้าน The Soak ร้านนี้ทำสปาเก็ตตี้ กระเทียม เบคอน, ปีกไก่ทอด, ปลาหมึกแดดเดียว และ ไก่มาเฟีย อร่อยที่สุดแล้ว นับแต่เราได้ไปทานมา ปีกไก่ทอด และสปาเก็ตตี้ของเขา แม้ greyhound หรือ ร้านอาหารที่ปิยะรมย์ ยังสู้ไม่ได้เลย หากเพื่อนๆคนไหนมีโอกาส เราขอท้าให้มาชิม อร่อยสุดยอดจริงๆ

หลังจากโดนฝน เปียกๆ แห้งๆ ชื้นๆอยู่หลายวัน วันนี้เราเริ่มรู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัว เหมือนจะไม่สบาย คิดว่าถ้าร่างกายอ่อนแอเกินไป และสู้เชื้อไข้หวัดไม่ไหว ก็คงจะต้องนอนซมด้วยอาการไข้อย่างแน่นอน

ถึงตัว T ที่รักของหนู

ขณะที่หนูนั่งเฝ้ามอง “เกลียวคลื่น” กระทบเข้าหาหาดทราย อย่างบ้าคลั่งในช่วงที่มรสุมกำลังเข้านั้น หนูมองแล้วเห็น “สัจธรรม” ได้เลยว่า ท้องทะเล เกลียวคลื่น ก็เหมือน หัวใจ และความรู้สึกของมนุษย์ ที่มีหนักบ้าง เบาบ้าง อย่างเช่น เสียงเต้นในหัวใจหนู บางทีหนูก็คิดถึง กังวัลถึง และ เฝ้าคอยโหยหาคุณ ความรู้สึกประจุต่างๆ ไม่ว่าจะด้านลบ หรือด้านบวก ที่มากระทบจิตใจเป็นระยะๆ บ้างก็คิดถึงเรื่องของเราด้วยรอยยิ้ม บ้างก็กังวลถึงด้วยความรู้สึกตงิดๆในใจ (ยามที่เราไม่อยู่ด้วยกัน)

แต่ไม่ว่าความรู้สึกไหนๆ ที่เกิดขึ้นมา ล้วนมีพื้นฐานมาจากอารมณ์เดียวกัน นั่นคือ “ความรัก และความเป็นห่วงคุณเสมอ”

ยามที่เราอยู่ห่างไกลกัน หนูยอมรับว่า ตัวหนูอ่อนแอ เฝ้ากังวลว่า คุณจะโอเคดีไหม? จะทานอะไรหรือยัง? จะมีใครเข้ามาทำให้คุณรู้สึกแย่หรือเปล่า? คุณจะยังรู้สึกกับหนูเหมือนเดิมไหม?

มี “คำถามสารพัด” เข้ามาในหัว เนื่องจากความรู้สึกห่วงอย่างที่สุด

ยามที่เราอยู่ใกล้กัน หนูเฝ้าสังเกตุ คอยเติมเต็ม และอยากให้คุณมีความสุขในทุกๆวินาที อยากให้คุณมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เมื่ออยู่กับหนู

หนูจึงเฝ้า “คิดสารพัด” เพื่อให้คุณพึงพอใจที่สุด

หนูเพิ่งจะสังเกตุเห็น “ดวงตาที่กลมโตของคุณ” หนูเพิ่งกล้าที่จะมองเข้าไปลึกๆในดวงตาของคุณ จนทำให้หนูได้คิดว่า บางสิ่ง ที่เราอาจคิดว่า เรารู้ และเข้าใจแล้ว เกี่ยวกับความเป็นตัวตนของเขา แต่บางทีเราอาจจะมองข้าม หรือละเลย รายละเอียดเล็กๆน้อยๆไปก็เป็นได้ แต่ไม่ว่ายังไง หนูก็รักคุณ และจะพยายามเป็นคนดีที่สุดของคุณให้ได้

ด้วยรักจากใจ

Will U marry me?

Even I have question this before many times, and I have already get ur answer. I still need it not for myself, yourself or any benefits. I’ve just want to make sure that you’ll always be with me forever and for always.

In the deepest darknest night, my heart always call out ur name, need ur touch, and feel ur heart.

Always yours,

J&P



สลักเพชร

เรามาเกาะช้างตั้งแต่วันอังคารแล้ว การเดินทางราบรื่นดี แต่ค่อนข้างแปลกๆ ที่มีคนร่วมเดินทางมาด้วย เพราะโดยปกติ เราจะนอนตลอดทาง แต่ครั้งนี้ เรากลับต้องตื่น และคอยคุยกับป้าเกือบตลอดทั้งทาง ทำให้เราตาแข็งเล็กน้อย มาเกาะช้างครั้งนี้ ดูเงียบเหงาเล็กๆ ไม่รู้เพราะว่าเรา “จิตตก” ไปเอง หรือว่า เพราะสาเหตุใด (แต่ป่วยการที่จะหาสาเหตุ เพราะหาไป ใช่ว่า เราจะแก้ได้ ว่าไหม?) มาอยู่นี่ก็วันนี้วันที่ 4 แล้ว ฝนตกทุกวัน เปียกฝนทุกวันเลย จึงมีความคิดว่า อยากจะตัดผมให้สั้นๆ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาเป่า เสียเวลาไดร์

เมื่อคืนนี้ ป้า ชวนเราไป “สลักเพชร” เป็นพื้นที่หมู่บ้านนึง ที่อยู่อีกส่วนนึงของเกาะช้าง ระยะทาง จากหาดทรายขาว ก็พอสมควร ถ้าหากนั่งรถยนต์ไป อาจไม่รู้สึกว่าไกลเท่าไหร่ แต่การเดินทางครั้งนี้ เรา ป้า และพี่ๆ ร่วมเดินทางไป 5 คน มอเตอร์ไซค์ 3 คัน ขี่ไปฝนก็ตกไป ตกหนักบ้าง หยุดบ้าง ทำให้รู้สึกหนาว วูบๆเป็นระยะๆ ใช้เวลาขี่รถไปประมาณ เกือบ หนึ่งชั่วโมง (นานๆมาก)

จุดมุ่งหมายการไปครั้งนี้ก็คือ ป้าอยากจะไปไหว้พระธุดงธ์ที่นั่น ไปถวายสังฆทาน และให้ท่านช่วยอวยพร และปัดรังควานให้ด้วย (จึงได้เกิด trip เปียกปอนขึ้น) ขากลับ เราก็แวะไปทานร้าน The Soak ร้านนี้ทำสปาเก็ตตี้ กระเทียม เบคอน, ปีกไก่ทอด, ปลาหมึกแดดเดียว และ ไก่มาเฟีย อร่อยที่สุดแล้ว นับแต่เราได้ไปทานมา ปีกไก่ทอด และสปาเก็ตตี้ของเขา แม้ greyhound หรือ ร้านอาหารที่ปิยะรมย์ ยังสู้ไม่ได้เลย หากเพื่อนๆคนไหนมีโอกาส เราขอท้าให้มาชิม อร่อยสุดยอดจริงๆ

หลังจากโดนฝน เปียกๆ แห้งๆ ชื้นๆอยู่หลายวัน วันนี้เราเริ่มรู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัว เหมือนจะไม่สบาย คิดว่าถ้าร่างกายอ่อนแอเกินไป และสู้เชื้อไข้หวัดไม่ไหว ก็คงจะต้องนอนซมด้วยอาการไข้อย่างแน่นอน

ถึงตัว T ที่รักของหนู

ขณะที่หนูนั่งเฝ้ามอง “เกลียวคลื่น” กระทบเข้าหาหาดทราย อย่างบ้าคลั่งในช่วงที่มรสุมกำลังเข้านั้น หนูมองแล้วเห็น “สัจธรรม” ได้เลยว่า ท้องทะเล เกลียวคลื่น ก็เหมือน หัวใจ และความรู้สึกของมนุษย์ ที่มีหนักบ้าง เบาบ้าง อย่างเช่น เสียงเต้นในหัวใจหนู บางทีหนูก็คิดถึง กังวัลถึง และ เฝ้าคอยโหยหาคุณ ความรู้สึกประจุต่างๆ ไม่ว่าจะด้านลบ หรือด้านบวก ที่มากระทบจิตใจเป็นระยะๆ บ้างก็คิดถึงเรื่องของเราด้วยรอยยิ้ม บ้างก็กังวลถึงด้วยความรู้สึกตงิดๆในใจ (ยามที่เราไม่อยู่ด้วยกัน)

แต่ไม่ว่าความรู้สึกไหนๆ ที่เกิดขึ้นมา ล้วนมีพื้นฐานมาจากอารมณ์เดียวกัน นั่นคือ “ความรัก และความเป็นห่วงคุณเสมอ”

ยามที่เราอยู่ห่างไกลกัน หนูยอมรับว่า ตัวหนูอ่อนแอ เฝ้ากังวลว่า คุณจะโอเคดีไหม? จะทานอะไรหรือยัง? จะมีใครเข้ามาทำให้คุณรู้สึกแย่หรือเปล่า? คุณจะยังรู้สึกกับหนูเหมือนเดิมไหม?

มี “คำถามสารพัด” เข้ามาในหัว เนื่องจากความรู้สึกห่วงอย่างที่สุด

ยามที่เราอยู่ใกล้กัน หนูเฝ้าสังเกตุ คอยเติมเต็ม และอยากให้คุณมีความสุขในทุกๆวินาที อยากให้คุณมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เมื่ออยู่กับหนู

หนูจึงเฝ้า “คิดสารพัด” เพื่อให้คุณพึงพอใจที่สุด

หนูเพิ่งจะสังเกตุเห็น “ดวงตาที่กลมโตของคุณ” หนูเพิ่งกล้าที่จะมองเข้าไปลึกๆในดวงตาของคุณ จนทำให้หนูได้คิดว่า บางสิ่ง ที่เราอาจคิดว่า เรารู้ และเข้าใจแล้ว เกี่ยวกับความเป็นตัวตนของเขา แต่บางทีเราอาจจะมองข้าม หรือละเลย รายละเอียดเล็กๆน้อยๆไปก็เป็นได้ แต่ไม่ว่ายังไง หนูก็รักคุณ และจะพยายามเป็นคนดีที่สุดของคุณให้ได้

ด้วยรักจากใจ

Will U marry me?

Even I have question this before many times, and I have already get ur answer. I still need it not for myself, yourself or any benefits. I’ve just want to make sure that you’ll always be with me forever and for always.

In the deepest darknest night, my heart always call out ur name, need ur touch, and feel ur heart.

Always yours,

J&P



วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วันจันทร์

ใกล้สิ้นเดือนแล้ว เดือนหน้าก็เข้าเดือนที่ 6 ของปี (ผ่านไปแค่แวบเดียวก็จะปีใหม่อีกแล้ว) เรายังจำได้ติดตาเลยว่า คืนวันที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมานั้น เราอยู่ “เกาะช้าง” ยืนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วย “พลุ” จุดเพื่อต้อนรับปีใหม่ (เพียงลำพัง) เรามองฟ้าตอนนั้น และก็พูดกับตัวเองว่า “นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมาเกาะช้าง เราคงทนความโดดเดี่ยวแบบนี้ไม่ได้แน่นอน” แต่เมื่อเวลาเดินผ่านไป “เบื้องบน” ก็ได้บันดาล และบันดลให้เราได้พบเจอกับคนๆนึงวันที่ 13 ก.พ. และตั้งแต่วันนั้นจะถึงวันนี้ ชีวิต ความหวัง ความฝัน ทุกอย่างรอบตัวของเราก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง (บางทีสิ่งที่เรียกว่า Destiny ก็มา Knock หัวใจอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว)

ถึงตัว T ที่รักของหนู

พรุ่งนี้หนูก็จะเดินทางไป “เกาะช้าง” อีกแล้ว (หลายๆคนเริ่มจะสงสัย และมีคำถามว่า เกาะช้างมีอะไรดี? ของดีของเกาะช้างคือ “กะปิเกาะช้าง” เอ๊ะ หรือว่า หนูติดอกติดใจ กะปิเกาะช้างกันแน่นะ) ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้คะ

แต่การเดินทางไปของหนูพรุ่งนี้นั้น หนูไม่ได้เดินทางไปเพียงลำพัง หนูเดินทางไปพร้อม “ป้า” (เป็นบุคคลที่เราต่างเคารพและนับถือ) ตอนแรกตั้งใจจะเดินทางตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่ “ป้า” โทรไปเช็คกับเพื่อนที่เกาะช้าง ได้ความว่า “พรุ่งนี้เกาะช้างไฟจะดับตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น” ดังนั้น หนูไม่ควรไปถึงเร็วนัก เดี๋ยวจะร้อนตายก่อน ก็เลยเลื่อนเดินทางมาเป็นตอน 8 โมงเช้า คิดว่า ไปถึงเกาะช้าง ก็คงได้เวลาไฟฟ้ามาพอดี (หนูเป็นสาวไฟแรงสูง เดินทางมาพร้อมกระแสไฟ)

ช่วงเวลาที่หนูได้มีโอกาสทานข้าวกับคุณ หนูมีความสุขมาก แต่กิจกรรมที่หนูชอบทำร่วมกับคุณมากที่สุด เห็นจะเป็น “การดูหนัง” ด้วย (คุณจะรู้ไหมนะว่า หนูเฝ้ารอคอยการดูหนังเรื่องต่อไปกับคุณอยู่นะคะ)

แปลกไหมคะ ขณะที่หนูนั่งเขียนไดอารี่นี้อยู่ เพลง อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ก็ดังก้องออกมาจากคลื่นวิทยุ (ขนลุกเลย!!!! อาณุภาพแห่งความคิดถึงมีจริงนะ)

หนูไปอาบน้ำแล้วนะคะ พรุ่งนี้ต้องเดินทาง ไม่ต้องห่วงหนูนะคะ หนูต้องเดินทางปลอดภัยแน่นอนคะ แล้วเจอกันนะคะ

หนูรักคุณคะ

J&P

In you, will I trust.



จุดที่ปลอดภัยที่สุด


หลายๆคน ต้องเสียโอกาสในชีวิตไป (อย่างช่วยไม่ได้) เพราะมัวแต่ “ย้ำอยู่กับที่ (ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเอง ณ ตอนนั้น)” ทำให้ไม่กล้าที่ก้าวออกจาก “กะลา” บางคนอาจเสียโอกาส เสียความเป็นตัวตน เสียความฝันไป เพียงเพื่อต้องการให้ตัวเองแน่ใจอยู่เสมอว่า “ชีวิตของคุณ มีความเสี่ยงต่อ อุบัติเหตุทางอารมณ์ น้อยที่สุด” ยกตัวอย่างเช่น

กลัวที่จะต้องเปลี่ยนงาน เพราะถ้าย้ายไปแล้ว อะไรจะเป็นหลักประกันได้ว่า จะทำงานได้สำเร็จ, เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะดีกว่าที่เป็นอยู่แค่ไหน? ใครจะรับประกันว่า ถ้าเปลี่ยนงานแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้นมา (ก็ไม่มีใครกล้ารับประกัน ดังนั้น ย้ำอยู่กับที่ ไม่ควรเสี่ยงจะดีกว่า)

กลัวที่จะต้องแยกทางกัน ทำให้ต้อง “ทรมาน” อยู่กับแฟน (คนที่คุณไม่ได้รัก และเขาก็ไม่ได้รักคุณ) เพียงแต่ “ยื้อกันไป” เพียงเพราะ “เคยชิน” กับกิจวัตรประจำวันเช่นเดิมๆ ที่ดูจะ “ลงตัว” แล้วในชีวิตช่วงนั้นๆ (เพราะไม่แน่ใจว่า ถ้าต้องเลิกกับเขาแล้วหาใหม่ จะ “เข้ากันได้” เช่นนี้หรือเปล่า)

กล้วที่จะยอมรับความจริงว่าเราอยู่ในฐานะ “กิ๊ก” เท่านั้น รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ได้รักเราแล้ว เขามีแฟนอยู่แล้ว แต่เรายังคง “หลอกตัวเอง” อยู่ได้ว่า “สักวันเขาจะต้องเลิกกัน แล้วเราก็จะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเป็นแฟนอย่างเต็มตัว” (เพ้อฝันสิ้นดี)

กลัวที่จะ “เริ่มต้นรักใคร หรือมีแฟนใหม่” เพราะประสบการณ์ หรือความทรงจำที่เจ็บปวดในอดีต คอยหลอกหลอน ตอกย้ำ และยังคงมีคำถามวิ่งวนเวียนอยู่ในสมองตลอดเวลา (กล้าๆ กลัวๆ ชีวิตจึงวนเวียนอยู่ในความทุกข์)

กลัวที่จะเสียเขาไป แล้วจะอยู่คนเดียวบน “คานทอง” ไม่ได้ จึงยอมทำทุกๆอย่าง เพื่อจะ “ยื้อยุด ฉุดกระชาก” ให้เขามาอยู่กับเราตรงนี้ (อะไรที่ไม่ใช่ของๆเรา เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเรา ก็ปล่อยเขาไปเถอะ)

ไม่ว่าคุณจะอยู่ใน “อารมณ์” ไหนๆก็ตาม ทุกอารมณ์เหล่านี้ ก็เริ่มมาจาก “ความกลัว” ทั้งสิ้น แต่บางที “การเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเสมอไป อาจจะมีอะไรใหม่ๆรอเราอยู่ก็ได้ จะ “จมปลัก” อยู่ทำไมล่ะคะ

โดยปกติร่างกายมนุษย์ก็ “ปรับอุณหภูมิ” เกือบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว (ไม่เห็นว่าการปรับเปลี่ยนแต่ละครั้ง จะทำให้ชีวิตของมนุษย์คนไหนถึงคราว “วิบัติ” ได้สักคน) ดังนั้น ถึงเวลาหรือยัง? ที่คุณควรจะ “ปรับ เปลี่ยน และเลือกเส้นทางดำเนินชีวิต” ทำในสิ่งที่คุณต้องการเสียที อย่าได้นำชีวิตของคุณไปให้ “ตกเป็นเมืองขึ้น” ของชีวิตใครอีกเลย

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผู้หญิงบาร์ ตอนจบ

วันนี้เป็นอีกวันนึง ที่เราได้มีโอกาสไปเล่น "น้ำตกคลองพลู" เรานัดพี่ๆน้องๆ ร่วมเดินทางรวมเราด้วยเป็น 4 คน นัดไว้ 11.00 แต่เป็นเราเองที่ตื่นสาย ทำให้พวกเขาต้องมารอรับเราถึงหน้าห้อง (น่ารักกันมากเลย) พวกเราพากันขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในน้ำตก และจอดทิ้งไว้ วันนี้เราเดินเข้าไป 500 เมตร ไปถึงจุดที่น้ำตกไหลลงมา ต้องยอมรับว่า ทางขึ้นที่นี่ แม้ไม่ลำบากมากนัก เมื่อเทียบกับน้ำตกอื่นๆ แต่ก็หนักเอาการสำหรับเรา ขึ้นไปถึง เราก็ไปนอนแช่น้ำ ขัดหน้า พอกหน้า ให้บรรดาพี่ๆน้อง (หน้าใสกันไป) ขากลับก็แวะทาน ก๋วยเตี๋ยวร้านเดิม (เมื่อวานนี้) แต่เพิ่มส้มตำไทยใส่ปู และน้ำตกหมูมาเท่านั้น เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากเลย
เราพึ่งจะเข้าใจ และมองเห็นความสวยงามอีกมุมนึงของธรรมชาติ (เพราะโดยปกติ เราจะชอบไปเที่ยวทะเล ไม่ชอบเที่ยวน้ำตกเท่าไหร่ เพราะตอนเราอายุ 14 ปี เราตกมาจากน้ำตกที่สูงมากๆ และตอนอายุ 18 ก็เจอ "ทาก" ที่น้ำตก จึงทำให้ขยาดน้ำตกมานาน) แต่ขณะที่เรากำลังนอนแช่น้ำ เรามองขึ้นไปสูดกลิ่นไอเย็นของต้นไม้สีเขียว และกลิ่นไอที่บริสุทธิ์จากธรรมชาติ
เมื่อก่อนเวลาไปทะเล เราจะมองออกไปยังท้องทะเลที่กว้างใหญ่ และปล่อยความทุกข์ ความเครียด ความกังวลออกไปสุดปลายฟ้า เดินไปปะทะแรงคลื่นที่วิ่งเข้ามาชนร่างกายของเรา ราวกับธรรมชาติจะบอกว่า "ไม่ว่า เราจะระวัง หรือวิ่งหนีอะไรแค่ไหน สุดท้าย เราก็หลีกเลี่ยงปัญหา และความวุ่นวายใจไม่ได้หรอก"
แต่ตอนนี้ เมื่อเราได้มาเล่นน้ำตก เราได้สัมผัสถึงกระแสน้ำที่ปะทะตัวเรา มีแต่ไหลลงไปตามกระแส (ไม่มีไหลย้อนกลับ) ก็คงจะคล้ายๆชีวิตของมนุษย์ที่ไม่ว่า กระแส (น้ำ) ชีวิต ของเราจะต้องปะทะกับ (ก้อนหิน) ปัญหาใดๆมากมายแค่ไหน แต่เราก็ต้องดำเนินชีวิตไปตามกฏของธรรมชาติ เพื่อไปให้ถึงสุดทางของชีวิต
เพราะนั่นคือ "กฏของธรรมชาติ" ที่เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆเท่านั้น ไม่สามารถห้ามหรือหยุดยั้งอะไรทั้งนั้น (ไม่ว่าจะเราจะใช้ "ทรัพยากร เงิน" มากแค่ไหนก็ตาม)
วิถีและแนวทางดำเนินชีวิตของมนุษย์แต่ละคน ดูเหมือนจะ "ดำเนินไป" ด้วย "แรงผลักดัน" ของจุดหมาย และความฝันส่วนลึกๆในจิตใจ
บางคนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง "อนาคต" (ที่ไม่รู้จะมาถึง จริงแท้หรือไม่) โดยยอมเสียสละ "ปัจจุบัน" และ หันหลังให้กับ "อดีต"
จากการที่เราได้นั่งนิ่งๆ ที่ Pub & Restaurant แห่งหนึ่ง ในทุกๆค่ำคืนที่เราอยู่ที่นี่ เราเฝ้าสังเกตุจนพบว่า แขกส่วนใหญ่ของที่นี่ซึ่งเป็น "ชาวต่างชาติ" ที่มักจะไม่ได้มาสังสรรค์ เฮฮา เพียงลำพัง พวกเขาเหล่านั้นจะ "นำพา" ผู้หญิงบาร์มานั่งเคียงข้างด้วยเสมอ
ผู้หญิงบางคนก็มานั่งด้วย "รอยยิ้ม และความสุขในใจลึกๆ" ที่ได้มีชายเคียงข้างที่หล่อเหลา และกระเป๋าหนัก พร้อมจะปรนนิบัติเธอดุจเป็น "เจ้าหญิง"
ผู้หญิงบางคนก็มานั่งด้วยอารมณ์นิ่งๆ ฝืนยิ้มไปด้วยแววตาที่หม่นหมอง เพราะอาจรำคาญมือไม้ที่ดูจะล้วงไล้เกินราคา ค่าตัวที่ตกลงกันไว้
แต่ผู้หญิงบางคนกลับมานั่งด้วยสีหน้า และแววตาที่เบื่อหน่าย เศร้า อยากจะข้ามผ่านค่ำคืนนี้ไปอย่างรวดเร็ว เพราะเธอต้องยอมแลกอิสรภาพ และความสุขส่วนตัว เพื่อให้ได้มา "เงิน" เพียงเท่านั้น
เราได้มีโอกาสคุยกับ "ผู้หญิงบาร์" คนนึง เธอได้บอก "ค่านิยมของผู้หญิงบาร์" แบบคร่าวๆให้เราได้รับรู้กัน
1. ฝรั่งเพียงคนเดียวไม่สามารถส่งเสียเลี้ยงเธอให้อิ่มหนำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีสำรองไว้ หลายๆเชื้อชาติ
2.ต้องมีพิธีแต่งง่าน และเรียกสินสอดจากฝรั่งได้ แต่ไม่ควรจดทะเบียน เว้นแต่ จะคิดใช้ชีวิตกับคนๆนั้นแล้ว
3. ไม่มี "สามี" ที่แน่นอน ปรับเปลี่ยนไปตาม "ค่าตัว และ tip"
4. การเก่งภาษานั้นไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ เพราะยิ่งโง่เท่าไหร่ สื่อสารกับยากเท่าไหร่ ดูจะเป็นเรื่องท้าทายของฝรั่ง
5. ไม่ต้องรีบหรือ "ฝังอนาคต" ไว้กับฝรั่งคนใดคนนึง เพราะ "โอกาส" ที่ดีมีอยู่เสมอสำหรับพวกเธอ
เราถามเธอว่า "คิดจะเปลี่ยนอาชีพที่ทำอยู่ไหม?"
เธอส่ายหน้า พร้อมกับบอกว่า ทำแบบนี้แหละสบายดีแล้ว ถ้าไม่ทำอาชีพนี้ แล้วจะไปทำอะไร เมื่อแก่ตัวลง ก็แค่เก็บเงินไว้สักก้อน เปิดบาร์เป็นของตัวเอง และบริหาร หาเด็กเองซะเลย เพราะเจ้าของบาร์ที่นี่ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นผู้หญิงบาร์มาก่อนเท่านั้น
เราถามเธอว่า "โดยปกติใช้ถุงยางไหม?"
เธอตอบว่า ฝรั่งร้อยทั้งร้อย ต้องการใช้ถุงยาง แต่เธอไม่ต้องการ เพราะเธอรู้สึกไม่เสียวถึงทรวง และโดยปกติเธอก็กินยาคุมอยู่แล้ว ไม่มีท้องหรอก แต่ถ้าท้องขึ้นมา ก็ไม่เห็นจะยากเลย อย่างที่เราเคยเขียนไว้ในเรื่องที่แล้ว "การขับเลือด" ที่ไม่ต้องการออกนั้น ที่นี่ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
เรื่องราวนี้อาจทำให้ใครหลายๆคนได้คิด และสะท้อนให้เห็นบางอย่างในสังคมที่แท้จริง บางคนอาจคิดว่า หญิงบาร์พวกนี้เป็นผู้หญิงชั้นต่ำ หรือคนละชั้นกับพวกคุณ แต่เราบอกได้เลยว่า เธอต้องยอมทำทุกอย่างแลกกับเงิน และอาจเพราะความไม่ตั้งใจ หรือตั้งใจ ทำให้พวกเธอได้เลือกเดินทางเช่นนี้ ผู้หญิงบางคนที่ไม่รักตัวเอง มั่วไปเรื่อยโดยไม่มีจุดหมาย ไม่ว่ากับทอม หรือผู้ชาย โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆอย่างเช่นพวกเธอ อาจจะ "ฉุดรั้ง" ให้ชีวิตของตัวเอง "ตกต่ำ" มากกว่าพวกเธอเหล่านี้ก็ได้ เอาไว้เราจะมาเขียนให้อ่านกันนะคะ
ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เล่นน้ำตก

วันนี้เป็นอีกวันที่เรารู้สึกสดชื่นที่สุด เนื่องจากวันนี้เราตื่นตอน 10 โมงเช้า ซึ่งตอนแรกเราตั้งใจว่า เราจะไปทานมื้อเช้าที่ Saffron แต่สุดท้ายก็มาลงเอยด้วยก๋วยเตี๊ยว โกเด้ง (เจ้าที่อร่อยที่สุดในเกาะช้าง แต่สำหรับเรา ก็อร่อยแค่ระดับเดียวเท่านั้น) เมื่อทานเสร็จ ไกด์ส่วนตัวของเรา ก็ได้พาเราไปเที่ยวน้ำตกคลองพลู เป็นน้ำตกแห่งหนึ่งของเกาะช้าง ด้วยความที่เราซน อยากเที่ยวอยู่แล้วด้วย เราก็เลยกระโดดซ้อนมอเตอร์ไซค์เขาไป โดยไม่มีคำถามใดๆ เมื่อไปถึง ต้องจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ข้างล่าง (ซึ่งเสียค่าจอดมอเตอร์ไซค์ คันละ 10 บาท รถยนต์ 20 บาท) และต้องเสียค่าเข้า คนไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาดิผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท เมื่อเข้าไปใสนน้ำตก ต้องเดินต่อไปเป็นระยะทางอีก 500 เมตร ก็จะถึงจุดเล่นน้ำ (ทางไม่ชันมาก ท่าเทียบกับน้ำตกอื่นๆที่เราเคยไป) เราเดินไปได้แค่ 200 เมตร ก็ขอลงแช่เท้าที่น้ำตกเบื้องล่างสักพัก ก็เดินต่อไปอีก 100 เมตร นอนแช่น้ำตก ให้กระแสน้ำ (ที่มีไหลเพียงบางเบา ไม่แรงมาก) ไหลผ่านทั่วตัว ประหนึ่ง "เข้าสปา ทำวารีบำบัด" (ช่างเป็นช่วงเวลาที่สุขสดชื่นเสียนี่กระไร) นอนเล่นสักพัก เราก็ออกมา ไกด์พิเศษของเราทำ surprise ด้วยการพาเราขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งๆที่ตัวยังเปียกน้ำตกอยู่ พาไป "บางเบ้า" ซึ่งระยะทาง่ก็ 15 กิโลเมตร ทางไป "บางเบ้า" นั้น เป็นไหล่เขา ที่ค่อนข้างชัน และน่ากลัว แต่เราไว้ใจคนขี่มอเตอร์ไซค์ได้ เมื่อไปถึงบางเบ้า เราก็เดินไปท่าเรือที่เขาจอดไว้รอสำหรับคนที่จะไป ดำน้ำ ชมปะการัง เมื่อเราได้เห็นเรือเหล่านั้น เราก็เร่มมีความรู้สึกอยากจะซน อยากจะเที่ยว อยากจะดำน้ำขึ้นมาตะหงิดๆ แต่ก็นะ โดนคำสั่งห้ามเหมือนเดิม (บางทีหนูก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะคะ ว่าทำไม? คุณถึงห้ามหนูทำกิจกรรมเสี่ยง แต่ถ้าไม่เชื่อฟังคุณจะให้หนูไปเชื่อฟังใครใช่ป่ะ?) และก็ขี่รถกลับมาที่พัก อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งพรุ่งนี้ เราก็มีโปรแกรมไปทำสปาเต็มรูปแบบที่น้ำตกคลองพลูอีกเช่นกัน จะได้เล่นน้ำตก 2 วันติด ช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเสียนี่กระไร
พรุ่งนี้ถ้าเรามีเวลา เราจะมาเขียนเรื่อง "ผู้หญิงบาร์" ต่อ ยังมีอีกหลายๆแง่มุม ที่เราอยากจะสะท้อนให้พวกเพื่อนได้รับรู้กัน
นอนหลับสนิททุกคนนะคะ
ที่รักคะ นอนหลับสนิทนะคะ หนูจะอยู่ข้างๆ และโอบกอดคุณไว้ตลอดเวลา
J&P

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผู้หญิงบาร์ ตอนที่ 1

ณ เกาะช้างวันนี้อากาศครึ้ม และฝนก็ตกลงมา แม้ไม่หนักมาก แต่เราก็ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ผ่าฝนไปอย่างเปียกชื้นๆ จากการที่ได้มาที่นี่บ่อยครั้ง และมีโอกาสนั่งสังเกตุชีวิตของคนที่นี่ เราก็พอจะเข้าใจวิถีชีวิตของคนแต่ละคนที่นี่ได้อย่างชัดเจน
เนื่องจาก เกาะช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน ที่อาจเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายๆคน จึงทำให้มีอาชีพ อาชีพนึง เกิดขึ้นมา นั่นคือ ผู้หญิงนั่ง Drink หรือ ผู้หญิงบาร์ ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้มีหน้าที่นั่นคือ "สร้างช่วงเวลาที่ดี เติมเต็ม และสร้างบรรยากาศให้กับผู้ที่ต้องการมาพักผ่อนอย่างแท้จริง"
ช่วงแรกๆที่เรามา บอกตามตรง เรายังทำใจในการอยู่ร่วมกับผู้หญิงเช่นนี้ไม่ค่อยได้ อาจเพราะเราอยู่ในสังคมอีกสังคมนึง (ซึ่งอาจถูกปลูกฝังมาอีกแบบนึง) แต่เมื่อเราได้รู้จัก และคลุกคลีกับผู้หญิงบางคน ทำให้เราได้รู้ว่า พวกเธอก็เป็น "มนุษย์ธรรมดา ปกติ" เช่นกับพวกเรา เพียงแต่ การใช้ชีวิต หรือ จุดมุ่งหมายในชีวิตของพวกเธอเหล่านั้น อาจจะต่างไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคม
ค่านิยมของพวกเธอก็คือ การมีสามีเป็นชาวต่างชาติ การมีชาวต่างชาติส่งเสีย เลี้ยงดู หรือการแต่งงาน และเดินทางไปใช้ชีวิตร่วมกับชาวต่างชาติ ยกระดับให้กับชีวิต และบั้นปลายในชีวิตของพวกเธอ
เธอมีชีวิตอยู่ด้วย "ไฟลุกโชติช่วงแห่งความหวัง" ความหวังที่จะมีอนาคตที่ดี รวมถึงส่งเสียให้ญาติพี่น้อง ได้อยู่สบายด้วย แต่จะมีผู้หญิงสักกี่คนนะ ที่ทำให้ความฝันของพวกเธอเป็นจริงๆ
บางคนก็สมหวัง ชีวิตมีความสุข
บางคนก็เกือบจะสมหวัง ชีวิตเกือบจะมีความสุข
บางคนก็ผิดหวัง ชีวิตที่เหลือก็ต้องค้นหาต่อไป
แต่ไม่ว่า อนาคต หรือ ความฝันของพวกเธอจะเป็นเช่นไร (เราขอเอาใจช่วย)
เมื่อก่อนเราเคยคิดว่า ผู้หญิงเหล่านี้ไม่มีหัวใจ ไม่มีความรักที่แท้จริง หลอกผู้ชายไปวันๆ แต่ใครจะรู้ว่า จริงๆแล้ว ฝรั่งที่เกาะผู้หญิงไทยกินก็มีเยอะแยะไป ฝรั่งที่หลอกให้ผู้หญิงไทยรัก ทุ่มเท และเทิดทูน สุดท้ายก็ ไข่ทิ้งเอาไว้ และให้ผู้หญิงหาเงินทำแท้งเอง (ข้อมูลอย่างนึง ที่เรารู้แล้วต้องตกใจก็คือ ยาหม้อทำแท้งนั้น มีขายอย่างเปิดเผย ณ ตลาดนัด ที่เกาะแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ยาหม้อ มียาฉีดเพียงแค่เข็มละ 500 ฉีดขับเลือดก้อนนั้นออกด้วย) ช่างเป็นความเป็นจริงที่ปวดร้าว แต่ก็ต้องยอมรับว่า "ผู้หญิงพวกนี้ แม้จะผ่านชีวิตร้อนและหนาวมามากมาย แต่พวกเธอนั้นก็ด้อยซึ่งการศึกษา และน้อยนักที่จะรู้ผิดชอบชั่วดี แค่ทำทุกอย่างไปตามกระแส และความมักง่ายในสังคม"
พรุ่งนี้เราจะมาเขียนเรื่องราวของพวกเธอในอีกแง่มุมต่อนะคะ
ถึงตัว T ที่รักของหนู
เมื่อเช้าหนูร้องเพลงท่อนนี้ให้คุณฟังข้างๆหู
"อยากลืมตาทุกๆเช้า แล้วมีเธอนอนอยู่ข้างกาย
อยากได้ยินเสียงหัวใจ เธอเต้นข้างฉันทุกคืนเรื่อยไป
อยากร่วมทุกข์และร่วมสุขกับเธอ จนถึงวันสุดท้าย
อยากใช้หัวใจดวงเดียวกับเธอได้ไหม"
แต่คุณยังไม่ได้ตอบหนูเลยว่า คุณตกลงไหมคะ คนดีคะ ทุกๆครั้งที่หนูได้ทานข้าวร่วมกับคุณ ทำกิจกรรมร่วมกับคุณ หนูมีความสุขมากเลยนะคะ ชีวิตของหนูเหมือนได้ "เติมเต็ม" อย่างถึงที่สุด ขอบคุณนะคะสำหรับทุกๆช่วงเวลา ทุกๆความเอาใจใส่ หนูจะดูแลคุณให้ดีที่สุดตลอดไปคะ
หนูรักคุณมากนะคะ J&P
In you.

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การเดินทางวันแรก

เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ตี 3 ครึ่ง แต่ต้องตื่นตอนตี 4 เพื่อเตรียมตัวเดินทางมาเกาะช้าง การเดินทางในเช้าวันนี้ค่อนข้างราบรื่น ไม่มีฝนตกเลย เราจึงนอนหลับอย่างสบายตั้งแต่ เอกมัย จนถึงท่าเรืออ่าวธรรมชาติ เราข้ามเรือมาที่เกาะช้าง ฝนก็ตกปรอยๆไม่ตกมาก แต่เมื่อเรามาถึงแล้ว ฝนก็ตกตั้งแต่เย็นจนถึงบัดนี้ก็ยังปรอยๆอยู่ตลอดเวลา (เราแอบคิดในใจว่า กรุงเทพ ฝนจะตกไหมนะ?)
ณ ตอนนี้ ร่างกายเราค่อนข้างเพลียและเหนื่อยพอสมควร คืนนี้คงจะได้นอนดึกน่าดูเลย พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ เราหวังว่า เราจะตื่นสายสักวัน เพื่อ Charge batt ชีวิตให้เต็ม
ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว เราไปเดินเล่นชายหาดดีกว่า
ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่าน

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บุคคลซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ

เรากลับมาอยู่ในกรุงเทพได้ 6 วันแล้ว และพรุ่งนี้เราก็จะเดินทางกลับไป “เกาะช้าง” อีก ยอมรับว่า เวลาในอาทิตย์นี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน และกิจกรรมอาทิตย์นี้ของเรา ก็เยอะมากเหลือเกิน ทั้งเดินแบบ ร้องเพลง พาคุณแม่ไปเที่ยว จัดการธุระส่วนตัว ฯลฯ แต่มีบุคคลนึงที่ทำให้เรารู้สึกว่า อาทิตย์ที่เหน็ดเหนื่อยนี้ดูมีความหวัง และมีพลังขึ้นอย่างประหลาด

เมื่อคืนวันที่ 12 เราไปซ้อมเพลงที่โบสถ์ตามปกติ และเมื่อไปถึงหน้าโบสถ์ เราก็พระสงฆ์องค์นึงยืนอยู่ เราจึงถามคนที่ยืนอยู่แถวๆนั้นว่า คุณพ่อท่านนี้ชื่ออะไร? และคำตอบที่เราได้รับ ก็ทำให้เรารู้สึกตื้นตัน และปิติมากมาย

ท่านที่ยืนอยู่ห่างจากเรา 10 เมตรนั้น คือพระสงฆ์ นักเขียน และเป็นบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ งานเขียนของท่าน “ส่งเสริม และกระตุ้น” ให้เรามีแนวเขียนที่ดี (ที่ไม่ใช่แค่เรียบเรียงตัวอักษรเป็นบรรทัด)

เราเคยมีคำถามอยู่ในใจเสมอมา ในช่วงที่เราได้อ่าน “งานเขียนหลายๆหน้าของท่าน” ว่าท่านคือใคร? ผู้ใช้นามปากกานี้จริงๆแล้วเป็นใครกันแน่ เราเคยแอบจินตนาการไปเอง ตามแนวความคิด การเรียบเรียงตัวอักษร และอารมณ์ที่ถ่ายทอดมาจากงานเขียน เราจึงคิด บุคลิก ลักษณะ และแนวการพูดของท่านผ่านทางงานเขียน และเมื่อวันนี้ เราได้มีโอกาส ยืนอยู่ตรงหน้า “นักเขียนที่เราชื่นชอบที่สุด”

และเราก็ได้มีโอกาส “สนทนา” กับท่าน ท่านเป็นคนที่สง่า มีสายตาที่แน่วแน่ เมื่อได้ยืนอยู่ใกล้ๆท่าน เรารู้สึกได้ว่า “ตัวอักษร” ที่เราเคยอ่านไม่เป็นแค่เพียงตัวอักษรอีกต่อไป

เราได้ถามท่าน (ในคำถามที่เรามีอยู่ในใจของเราตลอดเวลา) นั้นคือ “ก่อนที่คุณพ่อจะเริ่มเขียนงานนั้น คุณพ่อได้มีแรงบันดาลใจมาจากไหน?”

และเมื่อท่านได้ตอบคำถามนั้น เราจึงได้เข้าใจ และตอบตัวเองได้ทันทีว่า “นักเขียนที่ดีนั้น ไม่เพียงแต่ต้องมีพรสวรรค์ในการใช้ภาษา แต่ต้องสังเกตุ และมีความคิดเห็นในหลายมุมด้วยเช่นกัน”

พรุ่งนี้เราต้องเดินทางแต่เช้า เราหวังว่าการเดินทางไปในครั้งนี้ คงทำให้หัวใจ และเรื่องวุ่นๆที่รบกวนในหัวใจเรานั้นหายไป

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ณ เกาะช้าง

ณ เกาะช้าง ก่อนเดินทางกลับ กทม. ในเช้าวันพรุ่งนี้

พรุ่งนี้แล้วสินะ เราต้องเดินทางกลับไปเพื่อทำภารกิจของเราต่อไป มีกิจกรรมหลายๆอย่างที่เราจะต้องกลับไปทำ รวมถึงการไปดูหนังเรื่อง Angel and demon ด้วย ต้องยอมรับว่า เราซื้อหนังสือเล่มนี้มาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่เรายังไม่ได้มีเวลาอ่านให้จบอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (หนังสือทุกๆเล่มที่เราซื้อมา เราไม่เคยอ่านเรื่องไหนจบเลย ยกเว้นหนังสือ 5 เล่มเท่านั้น ที่เราอ่านจนจบ) เราได้นำหนังสือเล่มนี้มาที่เกาะช้างด้วย เผื่อว่า เราจะได้ใช้บรรยากาศที่เงียบสงบและอบอุ่น อ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบ แต่แล้วจนถึงตอนนี้ หนังสือเล่มนี้ก็ยังไม่จบ (แต่เราตั้งใจไว้ลึกๆว่า ถ้าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ เราก็จะไม่ยอมไปดูหนังเรื่องนี้เด็ดขาด ก็มาดูกันว่า เราจะใจแข็งได้แค่ไหน)

ช่วงนี้คนที่เกาะ ทั้งคนไทย และหนังท่องเที่ยว กำลังฮิตดูบอลกัน เราก็แอบเชียร์ตามไปด้วย (ขอเกาะกระแสนิดนึง) การที่เราได้คลุกคลี และได้เข้าถึงคนที่เล่นบอล หรือดูบอล ทำให้เราได้เข้าใจ ทัศนคติของเขาเสียใหม่ว่า "จริงๆแล้ว บางคนที่เล่นพนันบอลแล้วเสียเงิน หลายคนอาจคิดว่า พวกเขาเล่นบอลเพื่อต้องการเงิน และเมื่อผิดหวัง เสียเงินแล้ว พวกเขาเสียใจ จริงๆแล้ว เปล่าเลย การเล่นบอลได้หรือเสีย ถือเป็นการวัดความมั่นใจของพวกเขาด้วย

ถึง ตัว T

หนูกำลังเตรียมตัวลงไปเล่นน้ำทะเลนะคะ การมาเกาะช้างในครั้งนี้ หนูมั่นใจมากขึ้นในการขี่มอเตอร์ไซค์ เพราะรัศมีการขี่ของหนูไปได้ไกลขึ้น คุณอาจจะต้องห่วง หรือกังวลในความซนของหนู แต่ไม่เป็นไรหรอกนะคะ "เด็กซน คือเด็กฉลาด" และ เด็กซนคนนี้ก็รักคุณด้วยคะ

ขอตัวไปเล่นน้ำทะเลก่อนนะคะ

หนูรักคุณคะ

In you, will I trust. (ประโยคของหนู)

Thanks GOD, I found you. (ประโยคของคุณ)

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หากทุกข์ใจ

ตอนนี้เราอยู่เกาะช้างแล้ว บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างเงียบเหงา อาจเป็นเพราะกำลังเคลื่อนเข้าสู่ Low Season (แต่นักท่องเที่ยวมีพอประมาณแบบนี้ เราว่าดีออก จะได้บรรลุถึงความสงบอย่างแท้จริง)
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราต้องยอมรับว่า เราสุขภาพจิตไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ มีเรื่องเครียดๆ ให้คิดนิดหน่อย ระหว่างที่เราเข้ามิสซาในวันอาทิตย์ เราได้นั่งนิ่งๆ คุยกับพระเจ้าอย่างสงบ (ปัญหาที่เรามีก็เรื่องเดิมๆ นั่นคือ "ผิดหวังในตัวมนุษย์") ซึ่งเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่า "เป็นการโง่งี่เง่ามาก ที่บังอาจความสุขไว้กับมนุษย์ ในเมื่อตัวเขาเองนั้น ยังไม่เข้าใจตัวเขาดีพอเลย ความรู้สึกน้อยใจ ตงิดๆ นี้ เราได้นำพาเดินทางมาที่เกาะช้างด้วย เรานั่งรถทัวร์รอบ 6.30 วันจันทร์ (ทั้งๆที่เราเพิ่งนอนไปตอน ตี 3 และตื่นตี 4.30) กะไว้ในใจแล้วว่า จะมาหลับต่อในรถทัวร์ แต่ทุกสิ่งก็ไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจาก ผู้หญิงที่นั่งข้างๆเรานั้น เริ่มที่จะพูดคุยกับเรา
เธอบอกว่าเธอเป็นพยาบาลทหาร กำลังเดินทางไปหาแฟนที่ จันทบุรี และเธอก็เริ่มเล่าเรื่องส่วนตัวไปเรื่อยๆ เราได้แต่ฟัง (ทั้งๆที่อยากจะหลับตานอนมากกว่า) คุยกันตลอดทาง เธอกำลังเสียใจเกี่ยวกับเรื่องเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่เธอตัดสินใจ "หย่า" กับสามีคนก่อน ซึ่งมีลูกด้วยกันแล้วด้วย 1 คน เธอบอกว่า เธอคิดแล้วคิดอีก นอนกลุ้มอยู่หลายวัน แต่สุดท้ายการหย่าจากกันคงเป็นหนทางที่ดีที่สุด
เราและเธอคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องต่างๆ ยาวนานจนเธอต้องลงรถที่จันทบุรี เมื่อเธอลงไปปั๊ป เราก็นอนหลับได้อีกแค่ 30 นาที เมื่อตื่นขึ้นมา เราก็ได้แต่นั่งยิ้ม และหัวเราะเพียงลำพังว่า "ขอบคุณพระเจ้านะคะ ที่ส่งผู้หญิงคนนี้มาให้ลูก เพราะเมื่อเราได้ยินเรื่องของเธอคนนี้แล้ว สิ่งที่เรารู้สึกแย่ หรือผิดหวังนั้น ก็พลันหายไป เพราะว่า เรื่องและความเสียใจของเรานั้น เล็กจิ๋วมาก เมื่อเทียบกับเรื่องที่เธอต้องเจอมา"
ในที่สุด เราก็มาถึงเกาะช้าง ด้วยความสบายใจ หมดความกังวล มีแต่รอยยิ้มต่อไป
เพื่อนๆคะ คุณทำอะไรเพื่อบรรเทาความทุกข์ของตัวเอง shopping? หาความสุขทางอื่น?
เราขอนำเสนอวิธีง่ายๆก็คือ "หากคุณทุกข์ใจ หรือเสียใจ ลองไปฟังปัญหาและเรื่องทุกข์ใจของคนอื่นๆดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่า ความทุกข์เป็นเรื่อง ธรรมชาติ จะทุกข์มากหรือทุกข์น้อยนั้นอยู่ที่ตัวคุณ"
ฝากไว้ให้คิดกันนะคะ
ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ความรัก หนอ ความรัก

ผลการตัดสิน The Star 5 ได้ออกมาแล้ว เป็นการตัดสินการชนะระหว่าง “The Star คนแรกที่อายุน้อยที่สุด” หรือ “The Star คนแรกที่แต่งตัวได้เซอร์สุดๆ” ก็เป็นไปตามที่เราคาดเดาไว้ว่า “สิงโต The Star ที่อายุน้อยที่สุด” เป็น “ผู้ชนะ”

ในที่สุดก็เข้า Slogan ของ The Star เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น The Star หญิงคนแรก (ปีที่แล้ว น้องแก้ม ได้เป็น The Star 4) ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการได้แชมป์เป็นผู้หญิง และปีนี้ ก็จะคง Concept เดิมนั่นคือ หาคนที่เป็นที่สุดในแขนงต่างๆ ดูไปเราก็หัวเราะไป นี่ถ้าไม่ติดว่ามี “ดิว” ขวัญใจเราแข่งขันด้วยล่ะก็ จ้างให้ก็ไม่รีบทิ้งทุกอย่างกลับมาบ้านเพื่อมาดูรอบตัดสินหรอก

สำหรับ “ดิว” ไม่เป็นไรนะ นายทำดีที่สุดแล้ว นายอาจไม่ได้เป็น The Star ที่สุด ที่คนไทยทั้งประเทศพยายามให้เป็น แต่นายเป็น “ที่สุด” ในหัวใจเรา แค่นั้นน่าจะเพียงพอแล้วนะ

(ลึกๆก็ผิดหวังกับผลการตัดสินนิดหน่อย แต่ช่างเถอะ!!!!)

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า ตอนแรกว่าจะไม่เขียนแล้ววันนี้ แต่ด้วยอารมณ์ที่อดไม่ได้ และคันนิ้ว อยากจะ “ร่ายรำบน keyboard” ทำให้เราตัดสินใจเขียนดีกว่า เรื่องก็มีอยู่ว่า “เมื่อเย็นนี้ มี ดี้ นางนึง กดโทรศัพท์มาหาเราเป็นการด่วน ขณะที่เรากำลังแต่งตัวออกไปซ้อมเพลง” เธอโทรมาโอดครวญ ร้องไห้ บรรยายความเจ็บปวดจากความรักที่เธอมีเสียยืดยาว เราจับประโยคได้ประมาณว่า

“ทำไม?? เขาไม่รักเราอ่ะ?”

“เราไม่ดีพอหรือ?”

“แต่เราทำดีที่สุดแล้วนะ”

“ความรักของเรา เติมเต็มเขาไม่พอหรือ?”

“แต่รักคือการเสียสละ เราอดทนได้หากเขาจะไม่เลือกเรา”

“แล้วทำไม? เขาไม่เปิดโอกาสให้เราบ้าง”

“เรายอมหลีกทางให้ เพื่อเขาจะได้มีความสุข”

“ทำไมเราต้องรักคนที่เขาไม่รักเรา”

เราฟังเธอ “พร่ำเพ้อ” แล้ว เราก็ได้แต่ยิ้มในใจ และคิดว่า

“ความรัก หนอ ความรัก” จะ “ทำร้าย” ใคร ก็ดูหน้าดูหลังให้ดีหน่อย ดูซิเนี่ย!!! เดือนร้อนชาวบ้าน (อย่างเรา) หมด

“รักมาก ก็ทุกข์มาก แต่ถ้าจะถามว่า “เข็ดไหม?” เจ้าหล่อนก็คงตอบว่า “ยังไหวอยู่ ยังได้อีก” (กี่ราย กี่ราย ก็ตอบแบบนี้ทุกที หายเจ็บหน่อย ก็เริ่มต้นวัฏจักรใหม่)

“นี่ล่ะหนอ ความรัก”

เมื่อมี “ความรัก” ก็ต้องมี “ความกลัว”

เมื่อมี “ความสมหวัง” ก็ต้องมี “ความผิดหวัง”

เมื่อมี “รอยยิ้ม” ก็ต้องมี “น้ำตา”

เมื่อมี “ความสบายใจ” ก็ต้องมี “ความวิตกกังวล”

เราเห็นมาหลายต่อหลายคู่แล้ว ชอบมี “ความรักแบบไม่บรรลุนิติภาวะ” สุดท้ายก็ต้อง “ถูกพรากความสุขไปจากชีวิต” บ้างก็เสียคนไปตลอดชีวิต บ้างก็เสียใจไปหลายปี บ้างก็เป็นบ้าประชดชีวิตรักไปวันๆ

หากเรารักใครสักคน “แบบทางสายกลาง แบบพอเพียง” ความทุกข์ระทม ขมขื่น ประหนึ่ง “ควายถูกเชือด” คงไม่เกิดขึ้นแน่นอน

หากใครกำลังมีความรักแบบไร้สติ ได้โปรด ปรับแต่ง และเตรียมสภาพจิตใจโดยด่วน ก่อนที่ “จะหมดสภาพ” แบบเพื่อนเราคนนี้

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

พรุ่งนี้เราต้องเดินทางไปเกาะช้างแล้ว ไปเห็นหาดทรายขาว ขี่มอเตอร์ไซค์รับลม อยู่เงียบๆ ใช้ชีวิตเฉื่อยๆ สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ อาจทำให้ “ความวุ่นวาย ภายในจิตใจ” นั้น “บรรเทา” ลงได้ ไม่มากก็น้อย

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การร้องเพลง

คืนนี้เป็น “คืนวันเสาร์” ซึ่งปกติ เราต้องไป “ซ้อมร้องเพลง” (เพื่อนๆ อาจคิดว่า เราร้องเพลงเพราะ และร้องถูกคีย์) แต่ความจริงก็คือ เราร้องเพลง ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เราร้องเพี้ยน ค่อมคีย์เกือบตลอด (แต่หลังจากซ้อมร้องเพลงทุกอาทิตย์ พัฒนาการด้านการร้องเพลงของเราก็ดีขึ้น เรื่อยๆ แต่ก็อาจยังดีไม่พอ)

มีหลายคนเคยบอกเราว่า “มนุษย์แต่ละคน มีพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน เพื่อรับใช้พระเจ้า และเพื่อนมนุษย์ด้วย “หน้าที่ต่างๆ” บางคนเกิดมามีเสียงที่ไพเราะ บางคนเกิดมามีความคิดสร้างสรรค์ และ ฉลาดในด้านอื่นๆ”

สำหรับเรา ต้องยอมจำนนต่อพรสวรรค์ที่แย่เอามากๆในด้านการร้องเพลงของเรา แต่เหตุผลนึงที่ทำให้เราตัดสินใจสมัครเข้าร้องประสานเสียงที่โบสถ์ก็เพราะ “ดิว” (เพื่อนๆบางคนอาจจะจำได้)

เมื่อหลายปีก่อน “ดิว” ชายซึ่งไว้ผมยาว มาดเซอร์ๆคนนึง เดินเข้าไปประกวด AF4 ด้วยบุคลิก และการร้องเพลงที่ “รูปปาก” น่าเกลียดมากๆคนนึง แต่ด้วย “เสน่ห์” สิ่งเดียวของชายคนนี้นั่นก็คือ “การร้องเพลงที่ร้องออกมาจากหัวใจจริงๆ” นั่นทำให้ “เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์ในการร้องเพลงเอามากๆ”

ถึงแม้ว่า เส้นทางฝันของเขาในเวที AF นั้น จะติดได้แค่ 1 ใน 20 นักล่าฝัน แต่นั่นก็เป็น “โอกาส” ที่ดีที่สุดของเขาแล้ว และในปีนี้ เขาก็ได้สมัครเข้าประกวด The Star 5 ซึ่งคืนพรุ่งนี้แล้ว ก็จะเป็นรอบตัดสินว่า เขาจะเป็น The Star คนที่ 5 หรือแค่รองอันดับหนึ่ง

แต่ไม่ว่าเส้นทางในการร้องเพลงของเขาจะไปหยุดอยู่ที่จุดสูงสุดแค่ไหน? แต่ “ความเป็นตัวตนของเขา การร้องเพลงด้วยความรู้สึกที่ออกมาจากหัวใจของเขา ซึ่งทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสฟังเขาร้องเพลง หัวใจเรามักจะลิงโลด และแอบอมยิ้มอยู่เสมอ และเขานี่แหละ ที่เป็นแรงบันดาลใจในการร้องเพลงของเรา ถึงแม้เราอาจไม่มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง ร้องเพลงไม่ถูกคีย์ ผิดบ้าง เพี้ยนเสมอก็ตาม แต่สิ่งนึงที่เรามีแน่นอนในทุกๆครั้งที่เรา “เปล่งเสียงร้องเพลง” ออกมา นั่นก็คือ เราร้องเพลงออกมาจากหัวใจ เพื่อสรรเสริญพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดหัวใจของเรา แม้ว่าเกือบจะทุกๆครั้งที่เราร้องเพลง จะมีเสียงรอบข้าง ตำหนิ ติเตียนในการร้องเพลงของเราก็ตาม แต่เราก็พร้อมที่จะน้อมรับคำตินั้น พยายามพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ด้วยว่า เรามั่นคง และดำเนินตามจุดประสงค์ของเรา ที่จะกลั่นกรองบทเพลงออกมาจากหัวใจ และความจริงใจทั้งหมดที่มี เพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง”


ถึง ดิว

คืนนี้ นายคงนอนไม่หลับสินะ เพราะพรุ่งนี้ จะเป็นคืนแห่งการตัดสินอนาคตของนาย เราอยากจะบอกนายว่า “ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้ เพราะคนตัดสินไม่ใช่ มนุษย์หน้าไหน หรือว่าคะแนนโหวต หากแต่ ตัวนายเองต่างหาก ที่จะกลั่นกรองทุกสิ่งจากหัวใจนายออกมาได้มากแค่ไหน” เราเป็นกำลังใจ ให้นายมีสติ และไม่ลืมความตั้งใจแรกที่นายต้องการร้องเพลง นายไม่ได้ต้องการร้องเพลง เพื่อขับกล่อมให้คนรอบข้าง อึ้ง ทึ่ง และเสียวในเทคนิคชั้นสูงของนาย หากแต่นายต้องการร้องเพลง เพื่อให้คนฟังมีรอยยิ้ม และมีนายเป็นแรงบันดาลใจในการร้องเพลง (อย่างเช่นเรา เป็นต้น)

ขอพระเจ้าอวยพรให้นายด้วย เราจะรอดูนายอยู่ และในทุกๆครั้งที่เราจะร้องเพลง เราก็จะร้องออกมาด้วยหัวใจเช่นกัน

ถึง ตัว T ของหนู

คืนนี้หนูกลับบ้านดึกมาก และหนูก็โดนหมาเกือบ 10 ตัว วิ่งไล่เห่า ดักหน้า และดักหลัง บอกตามตรงนะคะ หัวใจหนูหล่นไปอยู่ที่ “ตาตุ่ม” ก็อย่างที่เคยบอกคุณ หนูไมได้กลัวถูกหมากัดเพราะ “กลัวเจ็บ” แต่หนูมีความเชื่อลึกๆที่ว่า “หากใครโดนหมากัด จะต้องโชคร้ายไปอีก 2 ปี เพราะหมานั้นมี ญาณวิเศษ” นั่นคือเหตุผลที่หนูพยายามหลีกเลี่ยง และระวังตัวให้มากที่สุด

เหนื่อยจังเลยคะคนดีวันนี้ กิจกรรมหลายๆอย่าง ดูวุ่นวาย และสับสนไปหมด แต่คุณไม่ต้องห่วงหนูนะคะ หนูต้องผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้แน่นอน ก็หนูมีคุณเป็นกำลังใจให้หนูมีแรงก้าวไปนี่คะ

หนูขอตัวไปนอนก่อนนะคะ เริ่มจะง่วงแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าด้วย ไว้คุยกันนะคะคนดี

หนูรักคุณในทุกๆวันคะ




วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ความเปลี่ยนแปลง

ห่างหายจากการเขียนไดอารี่ไปหลายวัน จริงๆแล้ว เราไม่ได้หายไปไหนหรอกนะ เพียงแต่เพราะว่า ภาระที่วุ่นวาย รวมถึงสุขภาพที่ยังไม่หายดี ทำให้เราไม่มี “ทั้งอารมณ์ และแรงบันดาลใจ” ใน “การสร้างสรรค์” ผลงานดีๆ ออกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

มา update ชีวิตกันหน่อย ช่วงนี้เราต้องซ้อมเพลงอย่างหนัก เนื่องจากมี “งานใหญ่” รอเราอยู่ถึง 2 งาน แต่ก่อนที่เราจะต้อง “เหน็ดเหนื่อย” กับภารกิจที่รอเราอยู่ เราขอเดินทางไป “พักผ่อน” สมอง และ หัวใจที่เกาะช้างเสียก่อน เรามีแผนว่าจะเดินทางเช้ามืดวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ถึง ตัว T ที่รักของหนู

ช่วงเวลาหลายๆวันที่ผ่านมานี้ ชีวิตหนู “วนเวียนอยู่ในห้วงอารมณ์คิดถึง และเป็นห่วงคุณ” คนดีคะ ยิ่งเราอยู่ “ห่างไกลกัน” หนูไม่สามารถดูแลคุณแบบใกล้ๆ ได้ แต่อีกไม่นานนะคะ อดทนไว้นะคะคนดี

หนูรักคุณนะคะ

เพลงนี้ให้คุณนะคะ





เพลง ความเปลี่ยนแปลง

ไม่เอาอีกแล้ว ฉันพอทีกับความรักทุ่มเทกี่ครั้ง ฉันก็ยังต้องผิดหวังกี่ทีกี่ครั้งที่เสียน้ำตา
เจ็บจนอ่อนล้าฉันช้ำเกินไปวิ่งตามแค่ไหนก็ได้เพียงเงากับความเหงาใจ… แค่เท่านั้น
ได้เจอกับเธอ ก็เริ่มเข้าใจในความรักคนที่บอบช้ำ
ได้มาเจอกับความหวังจากสิ่งที่คิดว่ามันว่างเปล่า
ที่เราไขว่คว้าไม่เคยมีจริงเธอนำความรักแท้จริงเข้ามาผูกพันในหัวใจ…และวันนี้ฉันเปลี่ยนไป
ตั้งแต่เมื่อฉันรู้จัก และฉันได้มาพบเธอมันทำให้ฉันต้องเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไปได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ที่ฉันไม่เคยพบเจอ
เพราะสำหรับฉันแต่ก่อน ความรักคือการคว้ามาแต่ในวันนี้ฉันเปลี่ยน ความรักคือการให้ไปเพิ่งจะรู้และเข้าใจ เมื่อฉันได้มารักเธอ
ตั้งแต่เมื่อฉันรู้จัก และฉันได้มาพบเธอมันทำให้ฉันต้องเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไปได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ที่ฉันไม่เคยพบเจอ
เพราะสำหรับฉันแต่ก่อน ความรักคือการคว้ามาแต่ในวันนี้ฉันเปลี่ยน ความรักคือการให้ไปเพิ่งจะรู้และเข้าใจ เมื่อฉันได้มารักเธอ
ตั้งแต่เมื่อฉันรู้จัก และฉันได้มาพบเธอมันทำให้ฉันต้องเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไปได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ที่ฉันไม่เคยพบเจอ
เพราะสำหรับฉันแต่ก่อน ความรักคือการคว้ามาแต่ในวันนี้ฉันเปลี่ยน ความรักคือการให้ไปเพิ่งจะรู้และเข้าใจ เมื่อฉันได้มารักเธอ..เพิ่งจะรู้และเข้าใจ เมื่อฉันได้มารักเธอ