Recent News

Powered by eSnips.com

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

เหตุการณ์สมมุติ

วันนี้วันเสาร์สิ้นเดือน เงินเดือนออก หลายๆคน ก็เริ่มมีการวางแผนตั้งแต่ต้นเดือนแล้วว่า “จะเอาเงินจำนวนนี้ไปสรรสร้างความสุขแบบไหนดี?” บางคนเอาเงินไปซื้อ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ทานอาหารที่อยากทาน จ่ายหนี้บัตรเครดิต (ที่ใช้เดือนที่แล้ว) หรือเก็บเงินเข้าธนาคาร (เหนื่อยมาทั้งเดือนแล้ว ต้อง “เติมเต็ม” ความสุขให้กับตัวเองบ้าง)

ในชีวิตมนุษย์ ต้องเผชิญการตัดสินใจเล็กๆแบบนี้ เกือบจะทุกๆวินาทีก็ว่าได้ นับตั้งแต่ต้องตัดสินใจว่าตื่นกี่โมง? จะอาบน้ำด้วยสบู่ยี่ห้อไหน? จะแปรงฟันไปพร้อมกับนั่งชักโครกไปหรือเปล่า? จะใส่เสื้อผ้าสีอะไร? ทำผมทรงอะไร? แต่งหน้าโทนไหน? ทานอะไรเป็นอาหารเช้า? จะเดินทางไปทำงานยังไง? ใส่รองเท้าคู่ไหน? เรียกได้ว่า “ชีวิตที่ดำเนินอยู่เกือบ 24 ชั่วโมง” นั้น ต้องตัดสินใจตลอด (ซึ่งส่วนใหญ่ เราจะตัดสินใจตามความเคยชิน โดยใช้ จิตสำนึก เป็นตัวสั่ง)

แต่บางทีก็อาจจะมีบางเรื่อง ที่ “วิ่งเข้ามา” ให้เราได้ตัดสินใจ โดยที่เราไม่ได้เตรียมตัว หรือล่วงรู้มาก่อน (ซึ่งแต่ละคน ก็จะมีกระบวนการ การตัดสินใจที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับการทำงานของจิตใต้สำนึก)

และไดอารี่วันนี้ เราอยากให้เพื่อนๆ ได้ลองสมมุติตัวเองว่าเป็น “ดี้คนหนึ่ง” ที่คบกับ “ทอมคนหนึ่ง” ได้ 2 เดือน คุณและเขามีโอกาสไปเดิน Shopping ด้วยกัน และระหว่างที่คุณทั้งสองกำลังเดินจับมือกันอย่างมีความสุขอยู่นั้น ก็มี “ผู้หญิงคนหนึ่ง” เดินมุ่งตรงเข้ามากระชากมือคุณออกจากเขา และบอกว่า “เขาคนนี้ เคยร่วมหลับนอน และมีความสุขกับหล่อนนานเป็นเดือน”

คุณจะมีวิธีการรับมืออย่างไร? กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ (ถ้าคุณเป็นทอม ก็ลองคิดกลับกันนะคะ ว่ามีทอมอีกคน มาพูดถึงแฟนคุณเช่นเดียวกัน)

นี่คือตัวอย่างคำตอบ และทางเลือก ที่อาจตรงกับใจคุณ หรือไม่ตรงใจคุณ (คุณอาจมี “คำตอบ” ที่ต่างจากนี้ได้นะคะ)

ถามแฟนคุณต่อหน้าผู้หญิงคนนั้นให้รู้เรื่อง เพื่อจะได้รู้กันไปเลยว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นพวกลวงโลก หรือโรคจิตหรือเปล่า (แต่การถามแบบนี้ ค่อนข้างเสี่ยงกับคำตอบที่อาจทำให้คุณล้มทั้งยืนได้)

หรือ เดินหนี งอนออกไปเลย ปิดโทรศัพท์นี้ ให้เขาทรมานไปสักอาทิตย์ และรอดูว่า เขาจะตามมา “ง้อ เคลียร์ และอธิบาย” กับคุณไหม (ถ้าไม่ตามมาง้อ ก็ถือว่า เขาผิด เลิกกับเขาเลย โทษฐาน ทำให้คุณต้องเดินออกมาแบบ “เสียหน้า” และยังไม่รับผิดชอบอีก)

หรือ ดึงเขามาควงแขน และตอกใส่หน้าผู้หญิงคนนั้นเลยว่า “อดีตก็คืออดีต ปัจจุบัน เขาเป็นแฟนฉัน นอนกับฉัน อยู่กับฉัน ฉันไม่แคร์สิ่งที่ผ่านมาแล้วหรอก” (แล้วค่อยกลับมาเคลียร์กับเขาต่อที่บ้าน)

หรือ กล้าหาญพอที่จะรับรู้ความจริง (ก็ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ถ้ารู้ความจริง คุณอาจเสียใจตายได้) ไล่แฟนคุณกลับไปก่อน ชวนผู้หญิงคนนั้นไปนั่งทานกาแฟ คุณกับหล่อน และให้หล่อนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง (เก็บข้อมูล แล้วค่อยมาตัดสินใจอีกที ว่าจะเลิกกับเขาดีไหม)

หรือ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรเรียกเพื่อนผู้หญิงที่กล้าได้กล้าเสีย ท้าตบ และจัดการผู้หญิงคนนั้นเลย (โทษฐานทำให้คุณเสียหน้า)

หรือ ทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วดึงเขาเดินหนีออกมาจากผู้หญิงคนนั้น

หรือ ยิ้มให้เขา แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตกเย็นชวนเขาไปหาแฟนเก่า หรือกิ๊กเก่าของคุณ แล้วแสดงออกว่า คุณก็เคยเป็น “Playgirl” คนนึง (เรียกว่าแผน ตาต่อตา ฟันต่อฟัน)

ไม่ว่าเพื่อนๆจะเลือก “หนทางไหน แก้ปัญหาเฉพาะหน้านี้” ก็ขึ้นอยู่กับ “นิสัย บุคลิก ความคิด ทัศนคติในการแก้ปัญหา และประสบการณ์ในอดีต” (ซึ่งแต่ละคนก็จะมีหนทางที่แตกต่างกัน)

“ชีวิตคือของเรา ทางเลือกคือของเรา เลือกผิด เราก็ “ซวย” ไป เลือกถูกเราก็ “ดี” ไป จะดี จะแย่ ก็ขึ้นอยู่กับหนทางที่ “เราได้เลือก” ไป”

ข้อแนะนำ เมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ สิ่งที่ควรทำก็คือ นับ 1-10 ตั้งสติ คิดถึงหนทางเลือก และ ผลดี ผลเสียของแต่ละทาง

ห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด!!! เพราะคุณอาจเป็น “คนโง่ หรือเหยื่อ” ได้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวที่คุณตัดสินใจพลาดผิด

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

"ความบังเอิญ" จริงหรือ?

บางทีเราก็อาจนำ “ประสบการณ์ทั้งดี และเลวร้าย” ของคนรอบข้างเรา มาเป็น “ชี้นำ” การตัดสินใจของเราก็เป็นได้ จนทำให้ “จุดยืน” ของเราเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น “ถ้าเพื่อนของคุณ พบรักแท้จาก Internet ก็ส่งผลให้คุณมีความหวัง และเชื่อมั่นว่าสักวันคุณก็จะ “ค้นพบ” รักแท้ ได้เช่นกันในนั้น”

“ด้วง” ทอมนักกิจกรรมประจำมหาวิทยาลัย ชีวิตของเขาชอบอยู่ในหมู่คนเยอะๆ ชอบ “มีส่วนร่วม” ในทุกๆกิจกรรม และวันนึง เขาก็ได้มาสนิทกับ “จีจี้” ดาวมหาวิทยาลัย (รุ่นน้อง) ที่เรียนคณะเดียวกัน ด้วยความที่เธอเป็นคนบุคลิกเงียบๆ ไม่กล้าแสดงออก พูดน้อย และอ่อนโยน ทำให้เขามุ่งมั่นและตั้งหน้า ตั้งตาจีบเธออย่างไม่ลดละ ในที่สุด ความฝันของทอมนักกิจกรรมอย่างเขา ก็เป็นจริงขึ้นมา เมื่อเขาสามารถพิชิตใจเธอได้

แรกเริ่ม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ก็ลุ่มๆดอนๆ ขรุขระบ้าง ตามสภาวะทางอารมณ์ของทอมดี้วัยรุ่น พอพ้น 3 เดือน (ช่วงโปรโมชั่น) แล้ว ทุกอย่างก็ดูลงตัวไปหมด เขามักพาเธอไปกินข้าว ดูหนัง และทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆในกลุ่มของเขาเสมอ (เพื่อนกลุ่มทอม) ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นดี แต่แล้วเพื่อนในกลุ่มของเขา ชื่อ “ต้น” (ทอม) เกิดอาการอกหักอย่างแรง เนื่องจากแฟนสาวที่คบกันมานานกว่า 5 ปี หนีไปคบผู้ชาย ทิ้งให้ต้นต้องตกอยู่ในสภาพ “ทอมกึ่งเป็นกึ่งตาย” ชีวิตประจำวัน มีแต่ดื่มเหล้า นอน และก็ร้องไห้

ด้วยความที่ต้นสนิทกับเขามาก เขาจึงเป็นคนเดียวที่ดูแล และรับฟัง (เรื่องแฟนทรยศของต้นเสมอ ในทุกๆครั้งที่ต้นเมา) ด้วยการฟังเรื่องซ้ำๆ เหตุการณ์เดิมๆ ก็ทำให้เขา “รับเอา” ประสบการณ์เลวร้ายของต้นมา แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

และปัญหาก็เกิดขึ้น เมื่อเธอทำรายงานคู่กับเพื่อนผู้ชายคนนึง เธอจึงจำเป็นต้องกลับบ้านดึกๆ และทุกๆครั้งผู้ชายคนนั้น ก็จะขับรถมาส่งเธอเสมอ ด้วยความที่เขารับฟังประสบการณ์เลวร้ายที่ถูกแฟนหักหลังหนีไปคบกับผู้ชาย จากเพื่อนของเขา (ต้น) ทำให้เขาเกิดความระแวง และกลัวผู้ชายทุกคนที่จะเข้ามาใกล้เธอ ด้วยว่า เขาไม่ต้องการที่จะเสียใจ ถูกหักหลังเหมือนกับต้น

และนับวันอารมณ์หึงหวงแบบไม่มีเหตุผลในตัวเขา ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เเหมือนถูก “ผีบ้า” เข้าสิง เขาเช็คทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น มือถือ กระเป๋าสตางค์ และโทรเช็คเพื่อนๆเธอ (ว่าไปไหนกับใครที่ไหน เมื่อไหร่จะกลับ) สร้างความอึดอันใจ ให้กับเธอ

และหลายๆครั้ง เรื่องเล็กๆ แต่ด้วยความกังวล และระแวง เขาก็ “ตี” ให้มันใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น จนเกิดการใช้กำลัง และขู่บังคับเธอเกิดขึ้น สุดท้ายเธอทนใน “ความหึง (แบบไร้เหตุผล)” ของเขาไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจบอกเลิกกับเขา ทั้งๆที่ลึกๆเธอยังรักเขาอยู่ (แต่จะให้ทนอยู่ด้วย แบบขาดอิสระ คงไม่ไหวแน่)

ในที่สุด เขากับเธอก็เลิกรากัน แต่ถึงทุกวันนี้ เขาก็ยังไม่รู้นะว่าเหตุผลที่เธอเลิกกับเขานั้น เพราะเขาระแวงมากไป เขายังคงคิดว่า เธอก็ทิ้งเขาไปคบกับผู้ชาย (ประสบการณ์เดียวกับเพื่อนเขา) เขาและเพื่อนเขาถูกทิ้งเหมือนกัน ในเวลาใกล้ๆกัน (ช่างเป็นความบังเอิญ โชคชะตา หรือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนะ)

แปลกดีเนอะ “ความรัก บางทีก็เริ่มต้นและจบลง ด้วยเหตุผลบางสิ่ง บางอย่าง ที่ไม่สามารถอธิบายได้ (และสิ่งที่อธิบายไม่ได้นี่แหละ ที่เราเรียกว่า “โชคชะตา หรือ destiny) จนบางทีเราก็เหนื่อยเหลือเกิน ที่จะวิ่งตามหาเหตุผลพวกนั้น”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

InkHeart

วันนี้ เราไปดูหนังเรื่อง “Ink Heart” มา เป็นหนังที่เกี่ยวกับ บุคคลที่มี “พรสวรรค์” คนนึง ที่เรียกว่า “พวก Silver tongue (ลิ้นเงิน)” คือบุคคลที่สามารถเรียกสิ่งต่างๆ ที่ถูกเขียนในหนังสือออกมาได้ในโลกแห่งความเป็นจริง และความสามารถเช่นนี้ก็มีทั้ง “ผลดี และผลร้าย” ที่สามารถเป็นประโยชน์ และเป็นโทษให้คนตัวเขาเอง และผู้อื่น

Ink Heart เป็นหนังที่ดีมากเรื่องนึง แฝงไว้ด้วย แง่คิด การตัดสินใจ เพราะหากเพียงเสี้ยวนึงของชีวิต หากคุณเลือกที่จะเห็นแก่ตัว และนึกถึงแต่ตัวเองนั้น ก็อาจส่งผลกระทบ และทำลายสิ่งมีชีวิตรอบข้างคุณได้เพียงพริบตา (เพราะชีวิตของมนุษย์บนโลก เชื่อมโยง กันเสมอ ด้วยการกระทำ)

หลังจากดูหนังจบ เราก็ได้แง่คิดจากหนังเรื่องนี้หลายด้าน ที่เด่นชัดก็คือ

“You are what you eat,
You are what you READ,
You are what society need”

เมื่อเราอ่านหนังสืออะไร? ประเภทไหนนั้น? ด้วย “ตัวอักษร และเรื่องราว” อาจจะทำให้เรา “ดึงดูด หรือ รับเอา” บางสิ่งบางอย่าง ที่สะท้อนมุมมองของ “คนเขียน” ออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมี “พรสวรรค์แบบพวก Silver tongue” หรอก

อย่างเช่น บุคคลที่ชอบอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรมเยาวชน แนวจินตนาการ ก็จะมีจินตนาการ และความคิดที่ค่อนข้างเพ้อฝัน (มีชีวิตอยู่กับจินตนาการที่ทั้งให้ประโยชน์ และโทษในเวลาเดียวกัน)

หรือ บุคคลที่ชอบอ่านหนังสือสืบสวน สอบสวน ฆาตรกรรม ก็จะมีแนวคิดที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน และไม่สามารถเข้าใจได้ในบางที (อาจกระตุ้น พฤติกรรมก้าวร้าว และการไม่สามารถระงับอารมณ์เชิงลบได้)

หรือ บุคคลที่ชอบอ่านนิยายรักเกาหลี ก็มีความหวังเล็กๆ มองความรักสวยงามเสมอ และอยากจะสุขสมหวัง Happy Ending เหมือนกับตอนจบในหนังสือ (ทั้งๆที่ชีวิตจริง ไม่ใช่นิยาย)

หรือ บุคคลที่ชอบอ่านหนังสือโป๊ ก็จะหมกมุ่น อยู่กับ “การช่วยตัวเอง” และค้นหา “สาวในฝัน” ที่สวย Sexy และ Perfect (จะตั้ง spec สูงไว้แค่ไหน? ก็ช่วย ก้มลงมองดูตัวเองนิดนึงนะคะ)

หรือ บุคคลที่ชอบอ่านการ์ตูนทำอาหาร ก็จะมีแรงดึงดูด อยากไปลองชิม ลองทาน และลองทำอาหารสูตรนั้นๆ (กระตุ้นต่อมอยากรู้ อยากชิมเหลือเกิน)

หลายครั้งที่คุณอาจ “นำพา” ความคิด หรือตัวอย่างทั้งดี และไม่ดี จากการ “อ่าน” หนังสือ “ดึงดูด” เข้าหาตัวคุณ (แบบที่คุณอาจไม่รู้ตัว) และ “กฏของแรงดึงดูด” (แนวคิดของหนังสือ The Secret) นี้เอง ที่ “ส่งผล” โดยตรงกับการดำเนินชีวิตของเราแต่ละวัน (หนังสือคือจุดรวมความรู้ และผลักดันความคิดของเราอย่างเยี่ยม)

บางครั้ง “ตัวอักษร” ในหนังสือ ก็ชักนำ “ ความอ่อนโยน ความรัก ความเกลียด การมีเมตตา การเสียสละ ความริษยา ความโลภ และการมองโลกในแง่ดี หรือร้าย” เข้ามาสู่ “จิตใต้สำนึก” ของเรา ดังนั้น “แรงดึงดูด” (ที่หนังสือ The secret ได้กล่าวถึงนั้น) ก็ “วนเวียน” และแวะมา “เยี่ยมเยียน” ชีวิตประจำวันของคุณเสมอ

“หาหนังสือดีๆสักเล่ม ที่อ่านแล้วให้แง่คิด และเปิดมุมมองของคุณให้กว้างขึ้น” (แล้วคุณจะพบว่า โลกใบนี้นั้น ยังมีอะไรที่ให้คุณศึกษาอีกเยอะคะ)

วันนี้เรา “เต็มอิ่มทั้งอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ” จริงๆ เนื่องจาก ได้ดูหนังที่พัฒนามุมมองของชีวิตให้กว้างขึ้น ได้ทานอาหารที่อร่อย และได้เล่นโยคะ (เห็นไหมคะ? ชีวิตจะสุข หรือจะเศร้าก็อยู่ที่ “คุณเลือก”)

เรื่องราววันนี้อาจอ่านแล้วดู “หนักไป” สำหรับเพื่อนๆบางคน ขอโทษไว้นะที่นี้ด้วยนะคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน




วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

แค่ 1 นาที

ย้อนไปวันเสาร์เราไปเข้าโบสถ์ ซ้อมร้องเพลง และไปทานข้าว (กับพวกพี่ๆที่โบสถ์) กลับมาบ้านก็เกือบจะตีหนึ่งแล้ว กลับมาถึงก็ง่วงนอนสุดฤทธิ์ แต่เหลือบไปเห็น DVD เรื่อง Wall-E ที่เช่ามา (ต้องคืนพรุ่งนี้) ทำให้ไม่มีทางเลือก อาบน้ำเสร็จก็เปิดดู (ตามคำบอกเล่าของหลายๆคน ว่าหนังเรื่องนี้สนุกมาก) แต่ใครจะรู้ ด้วยอารมณ์ง่วงนอน บวกกับหนังเรื่องนี้ บทสนทนาน้อยมากๆ เป็นหนังที่ต้องใช้สมาธิและอารมณ์ร่วมอย่างแรง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เราหลับแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย (สุดท้าย ดูไม่จบ แทบเครียดอีก ที่ดูไม่รู้เรื่อง)

วันอาทิตย์ เราตื่นไม่สายมาก เพราะช่วงบ่ายต้องพาคุณแม่ไปทานข้าว เข้าโบสถ์ และไปทานข้าวงานวันเกิดพี่ที่โบสถ์ (ไปทานที่ครัวชุมสาย แถวซอยราชครู อาหารอร่อยดี ใช้ได้เลยทีเดียว) ทานเสร็จพี่เขาก็ขับรถมาส่งที่บ้านก็สี่ทุ่มกว่า กะว่าจะนอนเลย แต่ไม่รู้อารมณ์ไหนเหมือนกัน อยู่ๆก็อยากจะอ่านหนังสือมาซะงั้น เราจึงนอนอ่านหนังสือ กว่าจะหลับได้ก็เที่ยงคืนกว่าๆ (อารมณ์อยากอ่านหนังสือ มักจะมาโดยไม่รู้เนื้อ รู้ตัวเสมอ)

วันนี้ต้องตื่นแต่เช้า ตั้งแต่ เจ็ดโมง ตื่นด้วยอาการงัวเงียมากๆ ขับรถไปโบสถ์ แบบไม่รู้ตัว พอไปถึงโบสถ์เหลือเวลาอีก 30 นาทีก่อนโบสถ์จะเข้า เราก็เอนเบาะนอนในรถซะเลย หลับแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว หลังจากเลิกโบสถ์ เราก็ขับรถไปเยี่ยมน้องแมวที่คลีนิกคุณหมอ เราค่อยๆอุ้มเขาเบาๆ และกระซิบข้างหูเขาว่า “ไม่ต้องกลัวนะ หนูต้องผ่านมันไปได้แน่นอน”

ร่ายยาวเลย เรื่องส่วนตัว เพื่อนๆจะเบื่อกันหรือเปล่าคะ (จะเบื่อคงไม่ทันแล้วอ่ะ เพราะอ่านไปแล้วเนอะ)

มาถึงเรื่องราวที่เราไปอ่านแล้ว “สะดุดสมอง” เข้าอย่างจัง จึงอยากจะนำมา “แบ่งปัน” ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

ชายหนุ่มไฟแรงมุมานะทำงานอย่างมุ่งมั่น เขามีความฝันที่จะสร้างครอบครัวที่สมบุรณ์กับแฟนสาว เธอจะไปรอการกลับมาที่หน้าประตูบ้านของเขาทุกวัน ยิ้มแย้ม ต้อนรับ สนทนากัน และเธอก็กลับไป

วันนี้เขากลับบ้านช้ากว่าปกติมาก แต่แปลกที่ยังเห็นเธอยืนรอเขาเหมือนเดิมทุกวัน “โทษทีนะที่รัก วันนี้ผมมีงานด่วนเลยกลับช้า” เขาบอกเธอ

เธอยังยิ้มให้เขา “คุณทำงานจนมีรถ มีบ้านอย่างที่ตั้งใจแล้ว ทำไมยังทำงานหนักอีกคะ”

“ผมอยากมีบ้านที่มีบริเวณมากกว่านี้ รถที่ดูโอ่อ่ากว่านี้ เพื่อคุณนะจ๊ะ” เขาตอบ

เวลาผ่านไป 1 ปี หญิงสาวมารอเขาบ้าง ไม่มาบ้าง แต่เขาไม่มีเวลาที่จะมาใส่ใจกับเรื่องนี้

วันหนึ่งเธอเอ่ยถามเขา “คุณมีเงินพอที่จะซื้อบ้านหลังใหญ่หรือยังคะ”

“ขอเวลาอีกหน่อย ผมอยากซื้อแหวนวงใหม่มาเปลี่ยนให้คุณ” เขาจุมพิตมือที่สวมแหวนทองวงเล็กเบาๆ

“ฉันบอกหรือว่าอยากได้แหวนวงใหม่”

“ผมอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ...ที่รัก”

3 เดือนแล้วที่เขาไม่เห็นเธอหน้าประตูบ้าน วันนี้เขามีบ้านหลังใหญ่จึงตัดสินใจ ลางาน 1 วันเพื่อไปหาเธอ เขาขับรถคันหรูผ่านเส้นทางที่ขรุขระอย่างยากลำบาก

“นี่คุณต้องเดินผ่านทางเส้นนี้มาหาผมทุกวันเหรอ...” (เขาคิดในใจ)

เมื่อมาถึง แม่ของเธอออกมาต้อนรับ และมอบกล่องไม้ใบหนึ่งให้เขา และบอกทางไปสถานที่ ที่เขาจะพบเธอได้ ที่เนินเขาเล็กๆ รายล้อมไปด้วยดอกไม้ แท่นหินสลักชื่อหญิงสาวตั้งอยู่กลางเนิน มือสั่นเทาเปิดกล่องไม้อย่างช้าๆ ข้างในอัดแน่นไปด้วยกระดาษแผ่นเล็ก เขาเริ่มอ่านข้อความที่ละใบ

“วันนี้คุณกลับมาช้า ฉันรอ 2 ชั่วโมง ไม่เป็นไร ฉันรักคุณ”
“วันนี้ฝนตก ฉันยังรอแม้ไม่เจอคุณ แต่ฉันยังรักคุณ”
“ฉันเริ่มป่วย จนไปหาไม่ได้ คุณคงไม่ทันสังเกตุ แต่ฉันยังรักคุณ”
“วันนี้คุณบอกจะเปลี่ยนแหวนวงใหม่ คุณคงลืมว่า ฉันตอบแต่งงานกับคุณ เพราะแหวนวงนี้ ฉันยังรักคุณ”
“ฉันป่วยมาก จนไม่อาจไปพบคุณได้ ภาวนาให้คุณรู้สึกตัวสักทีว่า ฉันแค่ต้องการคุณ เพราะฉันรักคุณ”

ชายหนุ่มเรียนรู้แล้วว่า บางทีสิ่งที่เขาไขว่คว้ามาตลอดชีวิต อาจเทียบไม่ได้กับสิ่งเล็กน้อยที่เขาเคยได้รับจนเป็นเรื่องปกติทุกวัน รถคันหรูแล่นไกลออกไปมีเพียงกล่องแหวนเพชร ราคาแพง หน้าหลุมศพ ที่ดูไม่เหลือค่าอะไรสำหรับเขาอีกต่อไป

“ผมมีบ้านหลังใหญ่ แต่คงกว้างไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมมีรถราคาแพง แต่ไม่รู้จะขับพาใครไปไหน ผมมีเวลาอยู่กับงานครึ่งชีวิต แต่ไม่เคยมีเวลาที่จะได้อยู่กับคนที่ผมรัก ตอนนี้ผมมีเงินมากมาย แต่ไม่อาจซื้อเวลาเพียง 1 นาที ที่จะบอกรักเธอ ผมมีทุกอย่างเพียบพร้อม แต่ขาดส่วนสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ได้”
(คัดจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่)

เรื่องราวทำนองนี้ ได้ถูกเขียนออกมามากมาย หลายๆคนอาจเคยอ่านเรื่องประเภทนี้มาแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่อ่านรอบเดียวแล้ว “กระตุ้น” ตัวเองให้ “เห็นความสำคัญของคนใกล้ตัวในทันที”

ในเมื่อคุณมี “โอกาสได้อ่าน และรับรู้ประสบการณ์อันน่าเศร้า และเรียกกลับมาไม่ได้” ของชายในเรื่องนี้แล้ว ถึงเวลาหรือยัง ที่จะใช้ “เวลา 1 นาที” ของคุณให้มีคุณค่า และสร้างความสุขให้กับชีวิตคู่ของคุณ

ฝากไว้นะคะ ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

ความรักล้วนๆ

เมื่อหลายวันก่อนคุยกับเพื่อนคนนึงทาง MSN เขาถามเราว่า “คุณเอม หากจะเปรียบคนที่เอมจะรักเป็นหนังสือ เอมอยากอ่านหนังสือประเภทไหนคะ? เราตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “เราอยากให้คนที่เรารัก เป็นหนังสือประเภท “คู่มือการใช้อะไรก็ได้ เช่นคู่มือการใช้ IPhone, คู่มือการใช้ Window XP ฯลฯ” เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก แค่หนังสือประเภทนี้ ไม่ใช้อ่านรอบเดียวแล้วต้องจบไป หากแต่การอ่านหนังสือเล่มนี้ ต้องอ่าน ควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง และหากเรามีปัญหา หรืออุปสรรคอะไรก็ตาม เราก็สามารถเปิดค้นหาคำตอบได้ตลอดเวลา (แม้ว่าในชีวิต เราอาจทำผิดบ้าง พลาดบ้าง แต่ก็มีทางแก้ไขได้เสมอ) ด้วยหนังสือเล่มนี้ (เป็นแค่ความคิดส่วนตัวของเราน่ะ)

หลายๆวันที่ผ่านมา นั่งถามตัวเอง นั่งอยู่คนเดียว คิดคนเดียว ว่าเรามีสิ่งใดนะ? ที่รบกวนในจิตใจของเรา ทำให้เรารู้สึกแย่ และกังวล จนอยากจะนั่งนิ่งๆอยู่กับตัวเอง นอนก็ไม่ค่อยหลับ กินอะไรไม่ค่อยได้ ไม่อยากคุยกับใคร ในที่สุด เราก็ “ค้นหาคำตอบ” จนพบ

นั่นคือ เรากำลังกังวลมาก เรื่องที่เราจะเอา “น้องแมว เพศเมีย สุดที่รักของเรา” ไปทำหมัน เราคิดล่วงหน้าไปถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และยังไม่มาถึง กังวลไปต่างๆนาๆ คิดหาความเป็นไปได้ที่จะมีข้อผิดพลาด คำนวณไปล่วงหน้าถึงอาการปวดหลังจากการผ่าตัด นึกภาพเหตุการณ์ในอนาคตว่าเขาจะมีความสุขเหมือนในวันนี้ได้อีกไหม (ต้องยอมรับว่าบางที คนบางคนอาจมีเรื่อง sensitive มากๆในบางเรื่อง)

เราต้องสะกดจิตใจตัวเองไว้ลึกๆว่า “ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัย ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัย ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัย” อย่างนี้อยู่ร่ำไป

บางที ความรู้สึกอะไร? ที่มันมากเกินไป (เกินพอดี) นั้น ก็นำพา “ทุกข์มหันต์” มาให้เราได้เหมือนกัน ที่เรารู้สึก sensitive กับเรื่องน้องแมวมาก มากจนบางทีคนรอบข้างอาจจะมองว่า “เราบ้าไปแล้ว” แต่ก็นะ อาจเพราะ เราตั้งใจ ทุ่มเท และเต็มที่ กับการดูแลและรักเขาด้วยชีวิตก็ได้

เคยมีเพื่อนบางคนถามเราว่า “ทำไม? เราดูหยาบกระด้างกับความรักต่อมนุษย์ (ใจเด็ดกับความรัก) แต่กับน้องแมวนี่ ดูเราอ่อนแอมากเลยนะ” เราได้แต่ยิ้มๆ โดยไม่ตอบพวกเขากลับไป

เราเคยนำคำถามนั้น มานั่งคิด นั่งถามตัวเอง เพียงลำพังเหมือนกันว่า ทำไม? จน “คำตอบ” นึง ผุดเข้ามาในความคิดของเรา นั่นคือ “น้องแมวไม่เคยทำร้ายเรา ไม่เคยทำให้เราเสียใจ ไม่เคยเดินจากเราไป ไม่เคยอ่อนแอ และไม่เคยเห็นแก่ตัว” นั่นอาจเป็นสาเหตุก็ได้ ที่ทำให้เรา “ภูมิใจ และไว้ใจ” สิ่งมีชีวิตเล็กๆเช่นพวกเขา

คนบางคนอาจมองความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่คนบางคน อาจแค่ “เคย” มองความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม สิ่งที่เปลี่ยน “ทัศนคติ และมุมมองในความรัก ของคนแต่ละคนนั้น อาจเป็น อดีต ความทรงจำ หรือประสบการณ์ ที่พวกเขาได้ประสบ พบเจอมาก็ได้” (เจอความรักและคนรักที่ดี ก็จะมองความรักสวยงาม เจอความรัก และคนรักที่ไม่ดี ก็จะมองความรักแบบมี “อคติ”)

บางคนยอมให้อภัยคนที่เรารักได้ทุกอย่าง แม้เรื่องที่ร้ายแรงที่สุด (ยอมตาบอด เพราะความรัก) แต่สำหรับบางคน วิบากกรรม และความทุกข์ที่เกิดจากความรัก ครั้งเดียวในชีวิตก็เกินพอแล้ว จึงขอปิดตัวเอง อยู่กับตัวเอง ทำเพื่อตัวเองในทุกๆวันให้ดีที่สุด (เข็ดและไม่ยอมเสี่ยงเอาหัวใจตัวเองไปเดิมพันกับความรักอีก)

แต่ไม่ว่าเพื่อนๆ จะรัก หรือผูกพัน กับอะไร? (คน หรือ สัตว์) ถ้าหากเราอยู่บน “ทางสายกลาง” รักแต่พอดี รักแต่พองาม ความทุกข์คงไม่มาเป็นส่วนเกิน จากความรักที่มันมากไป (รักแบบพอดี ยากนะ ณ ปัจจุบัน เรายังทำไม่ได้เลย) อย่างนี้หรือเปล่านะ ที่เขาเรียกว่า ความรักเป็นสิ่งที่ทำให้คนเรา รู้สึกมีความสุข ทุกข์ กลัว กังวล ยิ้ม หัวเราะ และร้องไห้ ในเวลาเดียวกันเสมอ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน




วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

Perfect Couple

เมื่อคืนนั่งดู “Love Letter” เกมโชว์เกาหลี ทาง True Visions เนื้อหาประมาณว่า จะมีดารา นักร้อง นักแสดง ผู้ชาย และผู้หญิง ต้องมา แสดงความสามารถส่วนตัว ในการเล่นเกมส์ ทำกิจกรรม แข่งขันกัน เพื่อแสดงความสนใจ และบอกความในใจกับอีกฝ่าย (ที่ตัวเองได้เลือกที่จะเป็น “คู่” ด้วย)

แต่จุดเด่นของรายการนี้อยู่ ณ ตอนสุดท้าย ที่ค้นหา “Perfect couple” ในรายการ โดยให้ฝ่ายหญิงเดินมาขอฝ่ายชายเพื่อเป็น “คู่รัก (ในรายการ)”

(ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ ฝ่ายหญิงคนอื่นๆได้คัดค้านในการเลือกผู้ชายคนนั้นได้ด้วย และ ถ้าฝ่ายหญิงที่ค้าน มีฝ่ายชายที่จะค้านฝ่ายหญิงคนนั้นต่อ ก็จะเป็น “ค้านต่อกันไปเรื่อยๆ” จนกว่าจะมีใครสักคนที่เลือกคู่ที่เหมาะสม หรือก็ไม่มีใครสักคนได้ “สมหวัง” กับคนที่ตัวเองได้รักเลย)

กฏกติกาเกมส์นี้ ทำให้เรามอง “ชีวิตรัก” อีกมุมนึงว่า ยังมีทอม ดี้ เลส อีกเป็นจำนวนมาก ที่กำลัง รักใครสักคนข้างเดียว หรือ ถูกรักเพียงข้างเดียว ทำให้ “ก่อเกิด” ความไม่สมดุลทางอารมณ์รักซึ่งกันและกัน (คนที่เรารักเขา เขาไม่รักเรา แต่เขาไปรักอีกคน ซึ่งอีกคนก็ไม่รักเขา... ต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด) จะมีสักกี่คู่นักในโลกนี้ ที่ถ้าเรารักเขา เขารักเราตอบ (ตั้งแต่แรกพบ)

“แก้ว” ทอมหน้าตาธรรมดา แต่มีความขยันขันแข็ง เขาเริ่มต้นตั้งแต่การเป็นพนักงานขายมือถือ จนเก็บเงินได้ก้อนนึง มาเปิดร้านขายและซ่อมมือถือ (เล็กๆ) เป็นของตัวเอง เขามีพนักงานขายในร้านชื่อ “วิ” เธอเป็นดี้ (น้องสาวเพื่อนสนิทของเขา) เธอแอบหลงรักเขามาตั้ง 4 ปีแล้ว (ซึ่งเขาไม่เคยรับรู้เลยว่า เธอแอบชอบเขามาตลอด) เธอขยันขันแข็งเพื่อจะทำให้ธุรกิจของเขาดำเนินไปอย่างดีที่สุด แค่ได้อยู่ใกล้ๆตัวเขา ในทุกๆวัน ทานข้าวเที่ยงและข้าวเย็นพร้อมๆกับเขาได้รับรู้รายรับ รายจ่าย และกิจวัตรประจำวันของเขา แค่นี้เธอก็สุขใจแล้ว

สิ่งเดียวที่เธอไม่อยากจะรับรู้ก็คือ “ความทุกข์เสียใจของเขา” เขาเป็นคนที่ทุ่มเทมากในเรื่องความรัก และในความรักของเขาทุกๆครั้ง เขาจะเป็นฝ่ายที่ถูก “หักหลัง” และแอบรักใครอีกคนเพียงข้างเดียว เมื่อ “อกหัก” เขาก็จะประชดด้วยการ “กรีดแขน” ตัวเอง เขามักชอบผู้หญิงที่ สวย sexy แต่เธอนั้นไม่เคยเข้าตาเขาเลย และเขาก็ไม่เคยรับรู้เลยว่า “ทุกครั้งที่เขาอกหัก เสียใจ ถูกปฏิเสธนั้น มีเธออีกคนที่เจ็บและรู้สึกแย่ไม่แพ้กับเขาเลย”

หลายๆครั้ง เวลาที่เขาทรมานจากบาดแผลความรัก เธออยากจะบอกให้เขาได้รับรู้ว่า “เขายังมีเธอที่พร้อมจะดูแลเขา” และ “เธอแอบรักเขามานานแค่ไหน?” แต่คนรอบข้างของเขาห้ามไว้ เพราะทุกคนต่างรู้จักนิสัยเขาดี มีผู้หญิงมากมายที่เดินเข้ามาบอกรักเขา แต่ถ้าไม่สวยถูกใจเขา เขาก็จะปฏิเสธ จนหมดความมั่นใจกันไปหลายต่อหลายรายแล้ว

ถึงตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้ก็คือ “เก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียว และห่วงเขาอยู่ห่างๆ ทำหน้าที่พนักงานขายในร้านของเขาให้ดีที่สุด ก็แค่นั้น” โดยที่เธอยังแอบมีความหวังเล็กๆว่า “สักวัน หากเขาแก่ตัวลง และมองหาใครไม่ได้ เธออาจเป็น “เพื่อนแท้ เพื่อนคู่คิด” กับเขาก็ได้”

แต่เรื่องของ “ความรัก” มันบังคับ ดึงดัน ฝืนใจ กันไม่ได้ “ถ้าเขาเป็นคนที่ใช่สำหรับเรา เขาก็จะ “เหลียวหันมามอง” เจอเราเอง ถ้าเขาไม่ใช่ก็ป่วยการที่จะดึงดัน” ว่าไหมคะ?

เราเชื่อมั่นเหลือเกินว่า “เพื่อนๆหลายๆคนที่เข้ามาอ่านงานเขียนของเรานั้น มีหลายคนที่เคยตกอยู่ในอาการแอบรักใครสักคน จนถึงบัดนี้ ก็ยังแอบรักอยู่ แต่สิ่งที่ทำได้ ก็คงเป็นเพียงแค่ แอบมองอยู่ห่างๆ และคนที่เพื่อนๆมีอยู่ข้างๆกายนั้น อาจจะไม่ใช่คนในฝันซะทุกอย่าง แต่ทำไงได้อ่ะ เขาคือคนที่เหมาะสม และตอบรับความรักจากเรานี่น่า ใช่ป่ะ?


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

สนอง NEED ตัวเอง

ไดอารี่วันนี้ขอเขียนเพื่อ “สนอง need” ตัวเองเสียหน่อย (เขียนเพื่อ “สะท้อน” อารมณ์ และความคิดของตัวเองในขณะนี้) ช่วงนี้เราดู “เหงา เศร้า เฉื่อย และหาจุดยืนให้กับตัวเองไม่ค่อยได้” มีอัตราเสี่ยงสูง ที่จะเกิด “ภาวะจิตตก” ดังนั้นช่วงนี้จึงอยากจะ “หลีกหนี” ความวุ่นวายของสิ่งรอบตัว ไป “เว้นวรรค” ให้กับหัวใจ และร่างกายตัวเอง

อารมณ์นี้ วินาทีนี้ ต้องไป “ทะเล” เลย ไปนั่งอยู่บนเตียงผ้าใบ มองท้องฟ้ากว้างไกลสุดขอบฟ้า (สะท้อนให้เรามีมุมมองกว้างๆในชีวิต) สูดกลิ่นไอทะเล (ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นลึกๆในอารมณ์) สัมผัสกับเสียงคลื่นที่กระทบฝั่ง อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (ก็คงเหมือนชีวิตที่จะต้องดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นไปตามคาดหวังหรือไม่ก็ตาม) ลิ้มชิมรสอาหารทะเล โดยเฉพาะ ปูนึ่งสดๆ ที่ต้องแกะด้วยตัวเอง (ทำให้ตระหนักได้ว่า กว่าที่จะได้รสละมุนหวานๆของปูนั้น ต้องผ่านภาวะเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็น เล็บหัก นิ้วเป็นแผล หรือฟันโยก)

เมื่อนำ “จิ๊กซอว์” แห่งสิ่งที่จะได้รับเมื่อไปทะเล มาเรียงต่อกัน ก็จะได้ ผลลัพธ์ว่า “ไปทะเลกันเถอะ” (แต่ขอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนนะ ทะเลจ๋า อีกไม่นานเราก็ได้เจอกันนะ)

อีกวิธีผ่อนคลายอารมณ์ของผู้หญิง เวลาเครียดๆก็คือ “ไป Shopping” คือขอให้ได้ไปเดินซื้อของ ไม่ว่าจะได้ซื้อหรือไม่ก็ตาม ช่วงนี้ เรากำลังหาข้อมูล อยากไป “โรงเกลือ” มากมาย (ตามคำบอกเล่าของคนรอบตัว ว่า โรงเกลือ มีของถูก) แต่จริงๆ แล้วไมได้อยากจะไปซื้ออะไรเป็นพิเศษหรอกนะ เพียงแต่อยากไป อยากลอง อยากรู้ว่า “เขาขายอะไรบ้างนะ?” (แต่ก็นะ ยังไม่รู้รายละเอียดเลยว่า ไกลจากกรุงเทพไหม? จะขับรถไปทางไหน?...)

หลังจากห่างหายจากการเล่น “โยคะ” มานานพอควร วันนี้ออกไปเล่นโยคะดีกว่า เผื่อว่า “เหงื่อ” ออกแล้ว “สมอง” จะโลด ปลอดโปร่งขึ้นบ้างเนอะ

จบไดอารี่แบบดื้อๆเลยนะคะ ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2552

ค้นหา และล่าฝัน

ถ้าพูดถึง “พรสวรรค์ หรือความใฝ่ฝัน” นั้น มนุษย์แต่ละคนก็มี “หนทาง” ที่แตกต่างกันไป ตาม “ความสามารถ และความชำนาญ” เฉพาะตัว แต่ที่เห็นจะ In Trend และได้รับ “โอกาส” จากสังคมมากที่สุด ก็คงเป็น “การสานฝัน” ในการร้องเพลง จะเห็นได้จาก “เวทีค้นฟ้าคว้าดาว The Star”, “ปฏิบัติการล่าฝัน True AF” และอีกหลายเวทีที่เปิดโอกาสให้ “เยาวชน” ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น

บางครั้ง “คนนอก หรือ ผู้เฝ้ามอง” อย่างเรา ก็มีบ้าง ที่ “ไม่เข้าใจ” บุคคลที่พยายามทุ่มเท ความมุ่งมั่น ตั้งใจ วิ่งไล่ล่าฝัน อย่างไม่รู้จักเหน็ดและเหนื่อย

เรามักจะตั้งคำถามว่า ทำไม? บางคนถึงต้องยอม “ดิ้นรน” อย่างไม่รู้จักท้อ หรือหมดแรงเลย?

“ความฝัน” สำคัญกับเขามาก เพียงนั้นเลยหรือ?

บางคนรู้ตัวเองดีว่า ตัวเองไม่มี “พรสวรรค์” ก็ยัง “มุ่งมั่น และสร้างสรรค์” พยายามสร้าง “พรแสวง” นั้นขึ้นมา เหมือนในสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

จึงมีคน 2 ประเภทในสังคมเกิดขึ้น กลุ่มแรกคือ บุคคลที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อย่างแท้จริง และกลุ่มหลังคือ บุคคลที่พยายาม และตั้งใจที่จะ “เสริมสร้าง” หา “วัตถุดิบแวดล้อม” เพื่อ “นำพา” ตัวเองไปให้ถึงฝั่งฝัน

เมื่อพูดถึง “ความฝัน” นอกจากเรื่องความสำเร็จในหน้าที่การงาน และฐานะทางสังคมแล้ว “การได้พบเจอ และมีความรักแท้ไว้ในครอบครอง” ก็เป็นอีกความฝันนึง ที่ใครหลายๆคนยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อให้ได้ “ค้นพบ และครอบครอง”

แม้ว่า “ความเป็นจริง” อาจดูเหมือน “ไกลเกินฝัน” ก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ยัง “ดิ้นรน(อย่างมาก)” เพื่อให้ “ได้มา” ซึ่งสิ่งนี้ และด้วย “ความรีบร้อน” และ “ด่วนได้” แบบ “ขาดสติ” นี่แหละ ที่ “ชักนำ” ความผิดพลาด และประสบการณ์ที่เลวร้ายมาสู่ชีวิตของพวกเขา

แต่ที่น่าสังเกตุก็คือ คนส่วนมาก มักประสบกับความผิดหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกเขาก็ไม่เคย “ท้อถอย” ยังคงมี “ความเชื่อ และความศรัทธา” ในความรักอย่างแรงกล้า มีแรงลุกขึ้นมา ค้นหาคนๆนั้นต่อไป อย่างไม่รู้จัก “เจ็บปวด” และ “ยอมแพ้” (ขอปรบมือให้นะคะ คุณช่างมีความพยายามเสียจริง)

ไดอารี่วันนี้ “ปราศจาก” เรื่องราว “แฉ” ใดๆ เราขอฝาก “ข้อคิด” เพื่อ “ย้ำเตือน” เพื่อนๆ “นักอ่านไดอารี่” ทั้งหลาย ด้วยข้อความเดิมๆ

“จงมีสติ และไม่ประมาท ในการใช้ชีวิต”

ถ้าคุณเคย “ผิดพลาด” ต้อง “ประสบ” กับ “วิบากกรรม” ที่เลวร้ายมาในเรื่องราวของความรัก ไม่ว่าพวกเขาหรือเธอ จะกระทำ “เลวร้าย โหดร้าย ทารุณ และไร้ความรับผิดชอบ” กับคุณแค่ไหน?

นับตั้งแต่วินาทีนี้ เราอยากจะขอให้ พวกคุณ “หยุดคิด หยุดโทษตัวเอง หยุดเสียใจ” กับบุคคลที่อ่อนแอ ไร้ค่า ไม่มีสมอง และไร้จุดยืน เฉกเช่นพวกเขา

สิ่งแรกที่คุณต้องทำ ควรเริ่มจาก “อโหสิ” และ “ฝัง” ประสบการณ์ที่เลวร้ายพวกนั้นซะ (ไม่มี “ปาฏิหารย์” ใดๆ จะ “นำพา” คุณกลับไปแก้เรื่องราวในอดีตพวกนั้นได้) สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้ก็คือ “เดินหน้าต่อไป” และ “เริ่มต้นใหม่” ใช้ชีวิตต่อจากนี้ “ทุกย่างก้าว” อย่างมี “สติ และไม่ประมาท” เราเชื่อว่า “ต้องมีสักวัน ที่เป็นวันของคุณ” อย่างแน่นอน

ลองชั่งใจดูนะคะ ถ้า “ความรัก” ที่คุณต้องการที่จะมีนักหนา (จนตัวสั่น) จะนำพา “ความทุกข์” (แสนสาหัส) มาสู่ชีวิตคุณ “อยู่กับตัวเอง รักตัวเอง และรักครอบครัว รักสัตว์เลี้ยง จะมีความสุขกว่าไหม?”

ไดอารี่วันนี้ “มั่วได้ใจ” มาก

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

"เจ้าชู้" ในแบบต่างๆ


เนื่องจากช่วงนี้ “เครียด และเก็บกด” (มีเรื่องคิด และต้องตัดสินใจอยู่หลายเรื่อง) ดังนั้น วันนี้ก็เขียนอะไรขำๆ มาสร้างรอยยิ้มให้เพื่อนๆชาว Blog กันหน่อยดีกว่า (หวังว่า คุณผู้อ่าน จะบันเทิงตามอารมณ์ของผู้เขียนนะคะ)

ก็อย่างที่รู้ ในสังคมตอนนี้ หาคนที่รักเดียวใจเดียว (จมปรักอยู่กับคนๆเดียว รักคนๆเดียว ทุ่มเทเพื่อคนๆเดียว ได้ยากมาก ยิ่งกว่า “งมเข็มในตุ่ม” เสียอีก) ดังนั้น เราจะมา “บัญญัติ ประเภทของความเจ้าชู้” (แบบว่า ตามความคิดของเราแต่เพียงผู้เดียว) มาให้อ่านเล่นๆกันนะคะ

ถ้าจะพูดถึง “ความเจ้าชู้” ของ “ทอม” นั้น มีมากมายหลายแบบ แบ่งแยกออกย่อยๆได้ดังนี้

“เจ้าชู้ แบบสุดคุ้ม”

ลักษณะเฉพาะ เกิดมาทั้งที ต้องมีเมียให้หลากหลาย เอาหมดทุกสาขา อาชีพ ถิ่นกำเนิด และวุฒิการศึกษา เจ้าชู้ไปเรื่อย เพื่อหาประสบการณ์ และความตื่นเต้นในชีวิต (เกิดมาทั้งทีขอ “ม่อ” ให้คุ้ม เหอะๆ) ถ้ามีโอกาสไม่สบาย ต้องเข้าโรงพยาบาล ก็ขอ “ทะลึ่ง” กับพยาบาลก็ยังดี

“เจ้าชู้ แบบหมาเห่าใบตองแห้ง”

ลักษณะเฉพาะ ปากหวานกับทุกคน แต่ก็ไม่กล้าที่จะจีบ หรือขอเบอร์โทรศัพท์ เนื่องจากกลัวว่าจะต้อง “รับผิดชอบ” และ “รับเลี้ยง” ดี้เหล่านั้น (แน่จริง อย่าเก่งแต่ปากสิคะ)

เจ้าชู้ แบบ “สบู่(รัก)”
ลักษณะเฉพาะ มีคำว่า “รัก” เป็น logo ประจำตัว บอกรักได้ทุกคน ตั้งแต่ ดี้หม้าย ดี้แก่ ไปกระทั่ง ดี้ประถมวัย รักเพศดี้ทุกคนเท่าเทียมกัน (หากความรักมีเหลือเฟือมากนัก ก็เก็บไว้รักตัวเองหน่อยก็ดีนะคะ)

“เจ้าชู้ แบบนักล้วงมืออาชีพ”

ลักษณะเฉพาะ ล้วงได้ทุกที่ ทุกเวลา ยืนใส่บาตรด้วยกัน ยังไม่วาย ขอล้วงเลย (แหม ถ้า “หื่น” หรือต้องการมากเช่นนี้ อาจมีปัจจัยมาจาก “ล้วงของตัวเอง” บ่อยๆตอนเด็กๆแน่เลย ใช่ป่ะ?)

“เจ้าชู้ แบบพ่อบุญทุ่ม”

ลักษณะเฉพาะ ช่วงคบกันแรกๆ (ช่วง promotion) ดี้อยากได้อะไร ทอมมีปัญญาจ่ายหมด แต่พอได้เป็นแฟนแล้ว ไม่ยอมควักแม้แต่บาทเดียว แคร์ฟรีหมด ดี้ก็ต้องซื้อหาให้ (ข้อควรระวัง อยากทุ่มจนหมดตัว เพราะหากดี้ไม่เล่นด้วยแล้ว จะไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ แล้วจะหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ)

เจ้าชู้ แบบคิดว่า “ข้าแน่ ข้าฉลาด ข้าเก่ง”

ลักษณะเฉพาะ มี “ทัศนคติ” ว่า ดี้ทุกคนในโลกนี้เป็นคนโง่ จึงงัด “มุขเจ้าชู้” สมัยเก่าก่อน ดึกดำบรรพ์มาใช้ เชื่อว่า “ไม่มีใครจับได้หรอก” เพราะคิดว่า ตัวเองเจ้าชู้อย่างแนบเนียนที่สุดแล้ว (ขอโทษนะคะ สำหรับท่านที่คิดว่า ตัวเองแน่ ตัวเองเก่ง ตัวเองฉลาด) ดี้ไม่ได้โง่ไปซะทุกคนหรอกนะคะ เพียงแต่ว่า “คนฉลาดเขาไม่พูดกันหรอก เสียเวลา” เพราะมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละ ที่อวดฉลาด (ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า “ทอมผู้นั้นจะฉลาดได้นานแค่ไหน?”)

“เจ้าชู้ แบบสร้างภาพ”

ลักษณะเฉพาะ “สร้างภาพ” ให้ตัวเองดูน่าสงสาร อาภัพในความรัก ต้องการใครสักคน มา “เติมเต็ม” ชีวิต วิ่ง “ขอโอกาส และความรัก” ไปทั่วราชอาณาจักร (ระวังนะคะ ดึงดูดความอาภัพ แล้วความอาภัพจะวิ่งเข้าหา)

“เจ้าชู้ แบบ โสดตลอด”

ลักษณะเฉพาะ ติดปากว่า “โสด” ตลอด เจอดี้คนไหนเป็นต้องวิ่งเข้าใส่ เพื่อไปตะโกนข้างๆหูว่า “โสดสนิท ไม่มีพันธะ (มีแต่ภาระผูกพัน)” ซึ่ง “ดี้ซื่อบื้อ” หลายรายก็ตกเป็น “เหยื่อ” แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

แต่หาก “ดี้ที่พอมีสมองบ้าง” ก็อาจจะ “ตีตัวออกห่าง” เพราะไม่อยาก “ปืนต้นงิ้ว” แต่ก็มีดี้อีกบางประเภท ที่ปืนต้นงิ้วจนชินชา ชอบแย่งแฟนชาวบ้าน มีชีวิตอยู่เพื่อเป็น “มือที่สาม” (ก็อาจจะทำให้พวกหล่อนท้าทายได้บ้าง ไม่มากก็น้อย)

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ไหนใครตรงกับข้อไหน? ยกมือหน่อย (อ้าวทำไม ก้มหน้าก้มตากันล่ะคะ) โดนล่ะสิ “ไม่เป็นไรนะคะ ค่อยๆปรับกลยุทธ์กันไป” เพื่ออาจมีสักวัน ที่คุณเป็น “ปรมาจารย์” ตัวจริง

อ่านเพื่อความบันเทิงนะคะ อย่าคิดจริงจัง

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน





วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

ทิฐิ

“ทิฐิ” คือ “ความดื้อรั้นในความคิดความเห็นของตนเอง คนเราพอจะพูดกันคุยกัน เพื่อหาความรู้ ความจริง ก็ไปติดตัว “ทิฐิ” เสีย (จนทำให้ต้อง “พลาด” หลายๆโอกาสที่ดีในชีวิตไปอย่างช่วยไม่ได้)

“ทิฐิ” มากั้นความจริง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้ เพราะแต่ละคนมาติดทิฐิ ยึดในทิฐิของตัวเองว่า “ทิฐิของฉัน จะต้องถูก เพราะฉะนั้น การแสวงหาความจริงจึงเดินหน้าไปไม่ได้” จนต้องกลายเป็น “การยึดเอาสิ่งที่ตนเองคิดว่าต้องเป็นเช่นนั้น” และด้วย “ทิฐิ” ทำให้ไม่ยอมพูดจากันแล้วจะเข้าใจ และรับรู้ความจริงได้อย่างไรกัน? กว่าจะรู้ความจริงอาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้

เมื่อคนเราติดในความคิดเห็นนั้น ยึดถือขึ้นมาว่า ความเห็นของฉันต้องถูก และมี “มานะ” เข้ามาหนุนอีก ความเห็นของฉันนั้น ก็กลายเป็นตัวฉันที่ใครๆก็กระทบไม่ได้ พอถึงตอนนี้โอกาสที่จะพบความจริงก็จะหยุดลงแค่นั้น ด้วย “ทิฐิ” ที่แต่ละคนมีนั้น ได้ “ทำลายความเข้าใจ และความรัก” ไปจนหมดสิ้น

“แพร” ทอม และ “นี” ดี้ ทั้งคู่ได้มีโอกาสรู้จัก และลองศึกษากัน แต่ “การพัฒนาในความรักของทั้งคู่” ไม่คืบหน้าเลย มีแต่ “ย้ำอยู่กับที่” อาจด้วยเพราะ “ความกลัว และ ทิฐิ” ของเขาและเธอ เขาต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับเธอ เธอก็ต้องการใครสักคนมาร่วมชีวิตตลอดไป

หากแต่ทั้งคู่ “ไม่กล้า” ที่จะพูด และยอมรับสิ่งที่ตัวเองต้องการแก่กันและกัน จึงเกิดปัญหา และเรื่องราวมากมาย จนทำให้ไม่สามารถที่จะมา “ลงเอย” กันได้

เขาเคยมีประสบการณ์ถูก “ความรักทำร้าย” ทำให้เขาดำเนินชีวิต อย่างระมัดระวัง (มากเกินเหตุ) ส่วนเธอ ก็เป็นคนขี้ระแวง ขี้กลัว กลัวว่าจะ “ผิดหวัง และเจ็บปวดจากความรัก” จึงทำให้ “ความสัมพันธ์ของทั้งคู่” ย่ำอยู่กับที่ ไม่มีอะไร คืบหน้า หรือตื่นเต้น ถึงแม้ว่าในใจของเขาและเธอ จะรับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงเกี่ยวกับความรัก แต่ในเมื่อต่างคนต่างมีทิฐิ มาขวางกั้น จึงทำให้ ต่างคนต่างคิดไปเอง ลงความเห็นไปเอง คิดแทนซึ่งกัน (มีชีวิตรักแบบเส้นขนาน ไม่มีวันมาบรรจบกันเสียที)

สุดท้ายทั้งคู่ก็ขอ “ยุติความสัมพันธ์” (แบบต่างคน ต่างคิดเองฝ่ายเดียวเบ็ดเสร็จว่าเธอเป็นอย่างนั้น ฉันเป็นอย่างนี้ ไม่มีวันจะเข้ากันได้) จึงทำให้ความรักต้อง “จบลง” โดยที่ต่างคนต่างเจ็บปวด ไม่ใช่เธอไม่รักเขา และไม่ใช่เขาก็ไม่รักเธอ หากทั้งเธอและเขาต่างรักต่างภักดีต่อกันอย่างสุดซึ้ง แต่ด้วย “ความตั้งมั่น เอาตัวเองเป็น จุดศูนย์กลางแห่งความรัก” ของแต่ละคน“ความผิดพลาด” บนเส้นทางแห่งรัก จึงกลายมาเป็น “โศกนาฏกรรม” ที่เกิดจากเส้นบางๆของ “ปราการแห่ง ทิฐิ" โดยแท้

หากทั้งเธอและเขา ยอมวาง "ทิฐิ" ลงแล้วหันหน้าเข้าหากันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ถามไถ่จากกันและกันอย่างให้เกียรติกันทั้งสองฝ่าย ไหนเลย? จะต้องมาจำพรากทั้งที่ยังรักล้นใจเช่นนั้น

เราคิดว่า คงจะมี “คู่รัก” อีกหลายคู่ ที่กำลังมีปัญหา และก่อปัญหา ต่างฝ่ายต่างต้องการเอาชนะ เพื่อพิสูจน์ความรัก จริงๆแล้ว ความรักไม่ได้มีไว้ให้พิสูจน์ เพราะความรักนั้นมีแต่ให้ และให้ (หากเราทุกคนยอม “ปลดอาวุธ” (ความทิฐิ) ออกไปจากหัวใจ แล้วเดินเข้าหาความรักด้วย “หัวใจที่ว่างเปล่า” เมื่อนั้นแหละ “รักแท้” ที่เคยฝัน ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552

"แกะดำ" ของสังคม

เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหม? ว่าทำไม เหตุการณ์บางเหตุการณ์ เรื่องบางเรื่อง (ที่บางที เราอาจไม่เกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้) แต่สุดท้าย เราต้องกลับเป็นฝ่ายที่ต้องเสียใจ ทุกข์ทน และทรมานเพียงฝ่ายเดียว (ยังมี “ยุติธรรม” หลงเหลือไหมในสังคม)

“การเปลี่ยนแปลงคนอื่นนั้นยากเย็น สิ่งที่ง่ายกว่า คือต้อง “เปลี่ยนแปลง และปรับตัวของเราเอง” ให้เข้ากับ “คนหมู่มาก” ที่มีในสังคม

แต่จะมีสักกี่คน ที่เคยสงสัย? มีคำถาม? และรู้สึกตะหงิดลึกๆในใจว่า “ทำไมต้องเป็นเราที่เปลี่ยนแปลงด้วย? และเราจะรู้ได้ไงว่า สิ่งที่สังคมบัญญัติขึ้นนั้นถูกต้องเสมอ” (หรือถูกต้องเพราะมีคนส่วนมากเห็นด้วย)

ทำไม?

ทำไม?

และทำไม? (คำถามนี้วิ่งวุ่นเข้ามาในหัวสมอง อย่างไม่สามารถที่จะ “เตะ” มันออกไปได้)

พลอย (วัยรุ่นผู้หญิงคนนึง) อายุ 25 ปี เธอเป็นน้องของเพื่อนเรา เราเห็นเธอตั้งแต่เธอเรียนมัธยมต้น เธอเป็นเด็กขี้อาย เรียบร้อย อ่อนหวาน น่ารัก และร่าเริง แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เราบังเอิญได้เจอเธอ เธอเดินเข้ามาทักเรา ตอนแรกเราจำเธอไม่ได้ เค้าโครงหน้าตาของเธอเปลี่ยนไปหมด (ต้องขอบคุณ “ศัลยกรรม” ความงาม ที่ทำให้ผู้หญิงหลายๆคน ที่ต้องการลืม “ตัวตน” ของตัวเองได้สมใจอยากกัน) สไตล์การแต่งตัวของเธอต่างจากเมื่อก่อนมาก (เมื่อก่อนเรียกได้ว่า “พื้นที่ปกปิด มีมากกว่าพื้นที่เปิดเผย” แต่ ณ ปัจจุบัน “พื้นที่ปกปิดโดนพื้นที่เปิดเผย แย่งราชอาณาจักรไปจนหมด”) คำพูดคำจาของเธอ ดูจะแก่แดด แก่ลม ไม่สมกับวัยเพียง 25 เลย

ไหนๆเรามีโอกาสได้เจอเธอแล้ว เราก็เลยถือโอกาสพาเธอไปเลี้ยงข้าว ระหว่างทานอาหารด้วยกันนั้น เธอได้ “แบ่งปันชีวิต” ที่ผ่านมาของเธอกับเรา (เธอพูดกับเราทุกเรื่อง อารมณ์ของเธอคงประมาณว่า อยากจะระบายให้ใครสักคนได้รับฟัง)

เธออวดกับเราว่า “เธอเสียตัวตั้งแต่อายุ 16, เคยคบแฟนที่เดียวกัน 4 คน, เคยมี sex กับผู้ชายพร้อมๆกัน 3 คน, เคยนอนกับผู้ชาย 6 คน ภายในวันเดียวกัน, เคยเล่นสิ่งเสพติดมาแล้วเกือบทุกประเภท, เคยทำแท้งมาแล้วหลายๆต่อหลายครั้ง, เคยลองขายตัว และมีเสี่ยเลี้ยง” (ขณะที่พูด ดูเธอภูมิใจ และมั่นใจเหลือเกินว่า สิ่งที่เธอ “เป็น” นั้น ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในสังคม)

เราฟังไป “อมยิ้ม” ไป เพราะความเป็นคนตรงๆของเธอ (คงเป็นสิ่งเดียวที่เหลือเค้าโครงความเป็นเธอในอดีต)

และด้วย “ความปากไว” ของเรา เราจึงถามเธอว่า “คิดว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำนั้น ผิดไหม?”

เธอหันหน้าออกไปมองหน้าร้าน ก่อนที่จะหันมาตอบเราว่า “คิดสิ หนูเคยคิดจะยืนหยัดทำความดี แต่ถ้าเราดีเกินไป เราก็จะกลายเป็น “แกะดำ” ของสังคม พี่อย่ามาทำเป็น innocent หน่อยเลย เมื่อเราอยู่ร่วมกับคนหมู่มากในสังคม สิ่งที่เราควรทำคือ “ปรับตัว” ให้ตามกระแสของสังคม จะมาทำตัวเป็น “คนดี” ได้ยังไง? สังคมนี้ไม่มีพื้นที่ให้คนดีได้ยืนอยู่หรอก คนดีต้องไปบวช จำศีล กันเท่านั่น”

เรา “จบ และหมดคำถาม” เมื่อได้รับ “คำตอบ” ของเธอแบบนั้น

ระหว่าง ขับรถกลับบ้าน เราก็มานั่งย้อนคิดว่า “ทำไมบางคนต้อง “ปรับตัวเอง” ไปตามกระแสของสังคม และคนรอบข้าง จนบางที เราอาจจะเสียจุดยืน และความเป็นตัวตนของตัวเองไปจนหมด”

“แกะดำ” ที่สังคม “อ้างถึง” นั้น ใช้สำหรับเรียก “คนที่คิดแตกต่าง และดำรงชีวิตแตกต่าง เพราะความเชื่อที่แตกต่างงั้นหรือ?”

อ่านมาจนถึงตรงนี้ คุณมีคำถามอยู่ในใจบ้างหรือยัง? ว่าสิ่งที่คุณกำลังทำ หรือสิ่งที่คุณกำลังเป็นนั้น เป็นความต้องการของคุณ? หรือเป็นไปตามกระแสของสังคม? (เพราะถ้าคุณมีคำถาม แสดงว่า “จิตสำนึก Suppression” ของคุณยังทำงานอยู่)

ฝากให้คิดเล่นๆเป็นการบ้านนะคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

รื้อฟื้นความสัมพันธ์

“คู่กันแล้ว ย่อมไม่แคล้วกัน” สำนวนนี้ หลายคนอาจรู้จักดี แต่จะมีสักกี่คนที่ เมื่อ “พราก” จากคนรักไปแล้ว มีโอกาส ได้กลับมา “เริ่มต้น” ความสัมพันธ์กันอีกครั้งหนึ่ง

“หวาย” ทอม (สถาปนิก) กับ “แพรว” ดี้ (ผู้ช่วยพยาบาล) คบกันมานานกว่า 4 ปี ทั้งคู่เริ่มชีวิตคู่อย่างกระท่อนกระแท่น แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทุกอย่างก็ดูเงียบสงบดี แต่แล้วเย็นวันนึงเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาต้องตกใจสุดขีดกับโน๊ตที่เธอทิ้งไว้ว่า “เราเลิกกันเถอะ...” เขาอุทานในใจ “เธอนี่ตลกร้ายเหลือเกิน” แต่เมื่อเขาเดินสำรวจรอบๆห้อง ก็พบเพียงว่า ไม่มีร่องรอยสิ่งของ รูปภาพ เสื้อผ้า และของส่วนตัวของเธอเลย เขาอ่านโน๊ตที่เธอทิ้งไว้ให้จนจบ “...ฉันเบื่อที่ต้องเสแสร้ง ทำเป็นเข้าใจคุณในทุกๆเรื่อง ชีวิตคู่ และความรักของเราจบลงแล้ว อย่าพยายามตามมาคืนดีกับฉัน ฝังเรื่องราวของเราไปซะ....” เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาเริ่มไหลออกมา เขาไม่เคยเฉลียวใจเลยแม้สักเสี้ยวนาทีว่า “เขากับเธอมีปัญหาใหญ่ ถึงขั้นต้องเลิกรากัน แล้วทำไม? เธอจึงไม่คุยกับเขา ว่าเธอไม่มีความสุขขนาดนั้น” เขาเสียใจอยู่นาน โดยไม่ติดต่อกลับไปหาเธอ เขาไม่ได้มองหาแฟนคนใหม่ แม้ว่าเพื่อนรอบข้างเขา จะนำ catalog ดี้ มาให้เลือกมากมาย

แล้ววันนึง เธอก็โทรมาหาเขา (หลังจากที่ขาดการติดต่อไปนานกว่า 3 ปี) เธอชวนเขามาดื่มกาแฟด้วย เขานั่งนิ่งอยู่นาน ก่อนจะตอบรับคำชักชวนของเธอ การเจอกันของทั้งคู่นั้น ก็ดูเหมือนเพื่อนทั่วไป แต่ในใจเขาลึกๆนั้น ยังเจ็บปวด (และความเจ็บปวดที่เขามีนี่แหละ ที่บ่งชี้ว่า จริงๆแล้ว ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เขาก็ไม่เคยลืมเธอเลย) การพบกันในครั้งนี้ เธอต้องการชวนเขาไปเที่ยวทะเลด้วยกัน เขาตอบ “ตกลง” โดยไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต

การได้เดินทาง และทำกิจกรรมร่วมกัน ตลอดหลายวัน ในบรรยากาศที่เงียบสงบ และผ่อนคลายนั้น ส่งผลให้พวกเขาเปิดใจพูดกันทุกเรื่อง ยิ่งพวกเขาได้คุยกัน พวกเขายิ่งเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างของแต่ละคน เขารู้สึกว่า “เขากล้าที่จะบอก และสื่อสารกับเธอในทุกๆเรื่อง เขาให้อภัยเธอสำหรับเรื่องราวในอดีต” ส่วนเธอ “เธอเริ่มเข้าใจในความเป็นเขา และยอมรับเขาได้มากขึ้น” หลังจากการเดินทางครั้งนั้น เธอได้โทรมาหาเขา พร้อมกับถามเขาว่า “คุณพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ และเป็นคนรักของฉันอีกครั้งได้ไหมคะ?” เขาตอบโดยทันทีว่า “หลังจากผ่านเรื่องราวทั้งสุข และทุกข์มาทั้งชีวิตแล้ว ทำให้เขาตระหนักได้ว่า เธอคือส่วนเติมเต็มชีวิตของเขา”

หลายครั้งที่เรา “เสียใจ” กับการ “เลิกรา” จากคนรัก คุณอาจเป็นคนนึงที่“อุบัติเหตุรัก” เดินทางมา “ปะทะ” คุณ แบบไม่ได้ทันตั้งตัว คุณอาจจะไม่โชคดี อย่างเช่นเขา หรือ ได้รับการให้อภัย อย่างเช่นเธอ

คิดให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจ “เริ่มต้น” หรือ “ยุติ” ความสัมพันธ์กับใคร เพราะ “คำตัดสินใจ” ของคุณ อาจจะเป็น “อุบัติภัย” ให้กับใครอีกคนได้

“ดำเนินชีวิตทุกย่างก้าวอย่างมีสติ”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552

TAG ตอนจบ

มาต่อที่ Tag ของเราตอนจบกันเลยนะคะ ไม่พร่ำพรรณนามากแล้ว เพราะว่า “สายมากแล้ว” ขออนุญาติไปทำธุระก่อนนะคะ

ข้อ 36 ถ้าสามารถขอของวิเศษจาก โดเรมอน ได้อย่างนึงจะขออะไร
“คอปเตอร์ไม้ไผ่” (อยากจะไปไหนแบบรวดเร็ว ทันใจ ไม่ต้อง “รถติด” อยู่บนถนน ประหยัดเวลา ทำให้ 24 ชั่วโมงที่มีในหนึ่งวัน ทำอะไรได้อีกเยอะแยะ)

ข้อ 37 การ์ตูนเรื่องที่ติดอยู่ตอนนี้
“ไม่ติดเรื่องอะไรเลย” เพราะไม่ชอบอ่านการ์ตูน และนิยายรักทุกประเภท


ข้อ 38 ชอบทานก๋วยเตี๋ยวเส้นอะไร
“ก็ต้องขึ้นอยู่กับ ชนิดของก๋วยเตี๋ยวนั้น” เช่น ถ้าอยากจะทานต้มยำแห้ง ก็ต้องเส้นเล็ก อยากทานเย็นตาโฟก็ต้องเส้นใหญ่ อยากทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นก็ต้องเส้นหมี่ ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูแดงก็ต้องบะหมี่ ถ้าต้มยำน้ำก็ต้องวุ้นเส้น

ข้อ 39 ห้องนอนติดโปสเตอร์ของดาราบ้างหรือเปล่า
“ไม่ติด” เพราะชอบห้องนอนเรียบๆ โล่งๆ

ข้อ 40 หนังเรื่องที่ดูเรื่องล่าสุด
“Happy Birthday”

ข้อ 41 แล้วหนังสนุกไหม
“จัดว่าดีคะ”

ข้อ 42 อยากเรียนต่อด้านไหน
“Medical Degree Programme MBBS”

ข้อ 43 อยากเรียนต่อที่ไหน
“King College London”

ข้อ 44 เรื่องที่รู้สึกแย่ตอนนี้
“ช่วงนี้ชีวิตมีความสุขดีกับชีวิตคะ”

ข้อ 45 เวลาไปเรียน หรือไปทำงาน ไปยังไง
“ขับรถไปเองคะ”

ข้อ 46 ปกติแล้ว ใช้น้ำหอมยี่ห้ออะไร
“Deseo” Jennifer Lopez
“Just me” Paris Hilton
“Flower Power” Miss Sixty

ข้อ 47 แล้วเรื่องความรักตอนนี้เป็นอย่างไร
“รักตัวเอง อยู่กับตัวเองดีที่สุด”

ข้อ 48 ภาษาที่อยากพูดได้มากที่สุด
“ภาษาลาติน”

ข้อ 49 คิดยังไงกับ “นิยามรัก”
“เป็นเรื่องที่ไร้สาระ หากเราจะรับรู้ “นิยามรัก” แต่ปราศจาก “ความรู้สึก” ที่แท้จริงของความรัก”

ข้อ 50 แล้วตอนอาบน้ำร้องเพลงด้วยหรือเปล่า
“ก็แล้วแต่อารมณ์ แต่ส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะร้องเพลงไป อาบน้ำไป”

ข้อ 51 คิดว่า “การแต่งงาน” นั้นขึ้นอยู่กับอะไร
“ขึ้นอยู่กับ คนสองคน ที่มีหัวใจเดียวกัน”

ข้อ 52 บอก “รัก” ครั้งสุดท้ายกับใคร? เมื่อไหร่?
“บอกรักกับน้องแมวในทุกๆวัน”

ข้อ 53 แฟนนอกใจจะทำยังไง
“ต้องดูว่า เขาทำไปเพราะอะไร? ถ้าเพราะเราไม่ดีจริงๆ เราก็พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ และปรับตัว (ในกรณีที่เขาต้องการเราอยู่นะ) แต่ถ้าเป็นเพราะ “สันดาน” ของเขา ก็ “ถีบหัวส่ง” ไปเลย (ไม่เห็นต้องแคร์ ทอมไม่ได้มีคนเดียวในโลกสักหน่อย)

ข้อ 54 ถ้าคุณเป็น “นก” จะบินไปไหน
“บินขึ้นไปให้สูงที่สุด” อยากบินไปอยู่ขอบฟ้าเบื้องบน และมองลงข้างล่าง (ความสวยงามคงแตกต่างจากมองบน “พื้นราบ” แน่นอน)

ข้อ 55 ถ้าโลกเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม อยากอยู่ส่วนไหนของโลก
“ตรงกลางโลก” จะได้มองเห็นความสวยงามของ “โลกทั้งใบ”

ข้อ 56 เบอร์มือถือลงท้ายด้วยเลขอะไร
“83”

ข้อ 57 ชอบวิชาอะไร
“วิชาบัญชี” (เพราะทุกอย่าง “ต้องลงตัว” ไปหมด ระหว่างฝั่ง Debit และ Credit)

ข้อ 58 หากขาไม่ใช่อวัยวะที่คุณเดิน คิดว่าจะใช้อะไรเดินแทนขา
“สมอง”

ข้อ 59 “คนรัก” ที่คบตอนนี้เป็นอย่างไร
“ขอผ่านข้อนี้คะ”

ข้อ 60 วันนี้กินอะไรไปแล้วบ้าง
“มาม่าหอยลายผัดน้ำพริกเผา”

ข้อ 61 เพื่อนอกหักจะปลอบใจยังไง
“ยอมรับความจริงเถอะ ถ้าเขาเป็นของเรา เขาก็ต้องเป็นของเรา ถ้าเขาไม่ใช่ ป่วยการที่จะยื้อไว้”

ข้อ 62 ถ้าลมพัดสิ่งหนึ่งออกไปจากชีวิตของคุณได้ จะให้พัดอะไรไป
“พัดความกังวล และอ่อนแอในจิตใจ ให้ออกไป”

ข้อ 63 ถ้า “เพื่อนแย่งแฟน” ของคุณไป จะทำยังไง
“ไปเถอะทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์”

ข้อ 64 หนังสือที่ชอบอ่านคือหนังสืออะไร
“Happiness How to find it.”

ข้อ 65 ถ้าคุณทำผิด คุณจะขอโทษด้วยคำพูดแบบไหน
“ขอโทษนะคะ ยอมรับผิดแล้วอ่ะ”

ข้อ 66 ขอเนื้อเพลงที่คุณชอบที่สุด
Don't you ever wishYou were someone elseYou were meant to beThe way you are exactlyDon't you ever sayYou don't like the way you areWhen you learn to love yourselfYou're better off by farAnd I hope you always stay the sameCause there's nothing 'bout you I would changeI think that you could beWhatever you wanted to beIf you could realizeAll the dreams you have insideDon't be afraidIf you've got something to sayJust open up your heartAnd let it show you the way
“เพลง Stay the same” ของ Joey McIntyre

ข้อ 67 อยากไปเที่ยวไหนตอนนี้
“อยากไป เกาะช้าง”

ข้อ 68 อยากบอกอะไรกับคนที่ mail ไปให้
“เล่นไปเถอะนะ ได้รู้จักตัวตนตัวเองด้วย จากคำถามเหล่านี้”

ข้อ 70 ส่งให้เพื่อนมีใครบ้าง
“เพื่อนๆทุกคนที่อยากจะรู้จักตัวเองมากขึ้น”

ข้อ 71 เขาแต่ละคนเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องไหนบ้าง ถึงส่งให้เขา
“ประสบการณ์ในชีวิตของเพื่อนๆทุกคน ไม่ว่าดีหรือร้าย ล้วนมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆเสมอ อย่าอยู่เฉยๆ Share มันออกมานะคะ”

ขอบคุณนะคะสำหรับ “ความอดทน และความพยายาม” ที่ติดตามอ่านต่อจนจบ (เราคงรู้จักกันมากขึ้นแล้วเนอะ)

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

TAG Part 1

เมื่อวานกว่าจะกลับบ้านได้ ก็ 23.00 แล้ว เหนื่อยมากเลย แต่ก็ “สุขใจ” นะ (อย่างน้อยเราก็ทำดีที่สุดแล้ว ได้รับคำชมด้วย เย้ เย้ เย้) ตอนแรกตั้งใจว่า จะเขียนต่อเรื่องเมื่อวาน แต่เป็น “แง่ของความรัก” ขอผลัดเพื่อนๆไปก่อนนะคะ คาดว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด วันศุกร์จะเขียนให้นะ

ไดอารี่วันนี้ อยากเล่น “Tag” (คือจะมีคำถาม และให้เราใส่คำตอบลงไป) เคยเล่นตั้งแต่ตอนเขียนไดอารี่ที่ lesla แล้ว สนุกดีชอบมาก

วันนี้ขอ “คลายเครียด” เล่น TAG ก่อนนะคะ เพราะเราเชื่อว่า หลายๆคนที่เข้าอ่าน Blog ของเรา อาจจะอยากรู้จักเรา (ตัวจริง) มากขึ้นก็ได้ (จาก “คำตอบ” ในคำถามเหล่านี้)

ข้อ 1 วันนี้ วันที่เท่าไหร่
“วันที่ 14 มกราคม 2009 (อีก 11 เดือนครึ่ง ก็ “ปีใหม่” อีกแล้ว)”

ข้อ 2 กี่โมงแล้ว
“ตอนนี้ 14.00”

ข้อ 3 ชื่อเล่น
“Aim หรือ เอม”

ข้อ 4 และ 5 รวมกันว่าตอนนี้ใช้โทรศัพท์ยี่ห้ออะไรอยู่ รุ่นอะไร
“HP 6828, Hutch C5588 และอีกหลายเครื่อง”

ข้อ 6 เสียงเรียกเข้าตอนนี้ล่ะ
เพลง “I’m Yours” ของ Jason Mraz

ข้อ 7 เพลงที่อยากให้เป็นเสียงเรียกเข้ามากที่สุด
เพลง “Valentine” ของ Martina Mcbride


ข้อ 8 เพลงใหม่ที่สุด เท่าที่ฟังตอนนี้
เพลง “ทั้งชีวิต” ของ บี Crescendo

ข้อ 9 และ 10 เล่นเครื่องดนตรีอะไรเป็นบ้าง และคิดว่าตัวเองเล่นเก่งไหม
“อิเล็กโทน เล่นยังไม่เก่งมาก เพราะเพิ่งเริ่มฝึกได้ไม่นาน”

ข้อ 11 ดารา นักร้องที่ look ดีที่สุด ในสายคุณ
“Nicole Scherzinger”

ข้อ 12 สไตล์การแต่งตัวของคุณ
แล้วแต่ “โอกาส วาระ และอารมณ์”

ข้อ 13 ถ้าไม่มีของสิ่งนี้แล้ว จะไม่ออกจากบ้านไปไหนเลย
“มือถือ และกระเป๋าสตางค์”

ข้อ 14 ในกระเป๋าสตางค์ใส่อะไรไว้บ้าง
“บัตรประชาชน, ใบขับขี่, บัตร ATM, บัตรสมาชิก Fitness, บัตร Member, บัตรส่วนลดร้านต่างๆ, เงินสด และรูปน้องแมว (เอาไว้เตือนใจตอนเปิดกระเป๋าสตางค์ ไม่ให้ใช้เงินแบบไร้สาระ)”

ข้อ 15 คำพูดที่ติดปากที่สุด
“ว่าไง?”

ข้อ 16 ปีใหม่ที่ผ่านมา ไปเที่ยวไหนบ้าง
ไป “สงบจิต” สัมผัสกับตัวตนของตัวเอง

ข้อ 17 อาหารที่กินได้ทุกวัน ไม่มีเบื่อ
“สลัดมันฝรั่ง”

ข้อ 18 และ 19 เกมส์ที่คิดว่าตัวเองถนัดที่สุด และเกมส์ที่เล่นประจำตอนนี้
“ไม่ชอบเล่นเกมส์เลยอ่ะ”

ข้อ 20 เพื่อนที่สนิทที่สุด
“พี่หนิง”

ข้อ 21 อยากบอกอะไรกับเขา
“อย่ากลัวหนูให้มากนักนะ หนูไม่ได้โหดร้าย และโลกส่วนตัวสูงมากเท่าไหร่นะ (หรือเปล่า?) เพราะชีวิตหนูถ้าไม่มีพี่ แล้วใครจะโทรปลุกหนูทุกเช้าอ่ะ”

ข้อ 22 เป้าหมายตอนนี้
“อยากทำหน้าที่ ในทุกๆอย่างให้ดีที่สุด จะประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อย เราก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว”

ข้อ 23 ขับรถเป็นไหม
“เป็น (แต่ตอนนี้เริ่มเบื่อขับรถแล้ว รับสมัคร คนขับรถ 1 อัตรา ด่วน)”

ข้อ 24 ณ ตอนนี้มีรถขับอยู่หรือเปล่า
“มี”

ข้อ 25 รถยนตร์ที่อยากเป็นเจ้าของที่สุด
“Alfa Romeo 156 SpecialeII”

ข้อ 26 เครื่องดื่มที่โปรดปรานเป็นอันดับแรก
“น้ำมะนาวปั่น”

ข้อ 27 สูบบุหรี่ไหม
“ไม่คะ”

ข้อ 28 ร้านตัดผม ร้านประจำ
“ร้านตัดผมของเพื่อน”

ข้อ 29 ร้านอาหารที่ทานประจำ
“Zen, Ootoya, และร้านสะดุดตา”

ข้อ 30 เวลาที่อยู่ที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน ว่างๆจะทำอะไร
“ฟังเพลง และสังเกตุสิ่งรอบตัว”

ข้อ 31 Website ที่ต้องเข้าเวลาเล่น Internet
“Manager, blog ตัวเอง และเพื่อนๆ”

ข้อ 32 และ 33 แอบปลื้มใครอยู่หรือเปล่า ทำไม? ถึงปลื้มเขาล่ะ
ตอนนี้ก็ปลื้ม “Conductor” ประจำวง เพราะ เขามี “รอยยิ้ม” ให้กับทุกๆสิ่งที่เขาทำ เขาทำทุกๆอย่าง ออกมาจาก “หัวใจ” ของเขาจริงๆ

ข้อ 34 เคยหาเพื่อนทางจดหมายหรือเปล่า
“เคย” เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เขียนคุยกันอยู่ ปีกว่าๆ ก็เลิกเขียน เพราะตอนนั้น Pager กำลัง hit เลยเปลี่ยน “วิธีการสื่อสาร” ซะงั้น

ข้อ 35 แล้วเคยหาเพื่อนทาง Internet
“เคย” เป็น “การท้าทายโชคชะตา” ที่เราจะได้รู้จักคนที่เราไม่เคยเห็นหน้า ต้องรู้จักเขาผ่าน “ตัวอักษร” หรือ “แง่คิด” ของเขา

“ตอบ” จนเหนื่อยเลย พรุ่งนี้จะมาตอบที่เหลืออีก 36 ข้อนะคะ (แล้วเราจะได้รู้จักกันมากขึ้น)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

จิตพิการซ้ำซ้อน

มันอาจเป็นการแย่มาก (เสียชาติเกิด) หากเรามองคนที่ใกล้ตัว คนที่รักเราสุดหัวใจนั้น ใน “แง่ร้าย” (ซึ่งความคิดแย่ๆ แบบนี้ ไม่แน่ใจว่า บุคคลเหล่านั้นไป “ขุดคิด” เอามาจาก “ขุมนรก” ไหนกัน) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “การไม่รัก และเคารพตัวเองของบุคคลผู้นั้น” ไปด้วย

“สา” ทอมผู้เกิดมาในครอบครัวปานกลาง แต่มีครอบครัวที่แสนอบอุ่น เขาใช้ชีวิตโดย “การเลียนแบบ” เพื่อนๆในสังคม (แบบที่เขาไม่รู้ตัว) เพื่อนในกลุ่มส่วนใหญ่ของเขานั้น ครอบครัวมีปัญหา พ่อไปทาง แม่ไปอีกทาง และเมื่อเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงชีวิตวัยรุ่น อยู่กับเพื่อนๆที่มีปัญหานั้น เขาจึง “ดูดเอาความเชื่อ และการเข้าใจชีวิตในแง่ร้ายเข้ามา” (โดยที่เขาไม่รู้เนื้อรู้ตัว)

ลึกๆในชีวิตครอบครัวเขาไม่มีปัญหา แต่ “ความสงบสุข” ของชีวิตเขานั้น กลับสร้าง “จุดด้อย” ให้ตัวเขา เมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน

เมื่อเพื่อนทุกคนในกลุ่มสามารถมี “อิสระเสรี” ในการไปเที่ยวต่างจังหวัด (เพราะพ่อและแม่แยกทางกัน ไม่มีผู้ปกครองคอยสนใจ) แต่เขานั้นต้องยังจำเป็นโทรขออนุญาติคุณพ่อ คุณแม่ (ที่เพื่อนๆต่างเรียกว่า ลูกไม่รู้จักโต)

หรือ เมื่อเพื่อนทุกคนในกลุ่ม สามารถที่จะกลับบ้านเวลาใดก็ได้ (เพราะไม่มีพ่อ แม่ คอยใส่ใจ และห่วงใย) แต่เขากลับบ้านได้ไม่ดึกมาก เนื่องจากคุณพ่อ คุณแม่นั่งรอเขากลับบ้าน (ไม่สามารถไปไหนได้อย่างอิสระ เหมือนลูกติดพ่อแม่)

หรือ เมื่อเพื่อนแต่ละคนได้เล่าปัญหาครอบครัว แต่เขากลับไม่มีเรื่องจะเล่า และไม่มีความคิดเห็นในเรื่อง “การแยกทางของพ่อและแม่” (เพราะชีวิตของเขาไม่เคยประสบ) จนถูกมองว่าเป็น “บุคคลที่อ่อนต่อโลก”

และจากความกังวล กลัวว่าเพื่อนๆจะไม่รับเข้ากลุ่ม หรือไม่รักเขานั้น ทำให้ “จิตใต้สำนึก Repression” ของเขานั้น ได้สร้าง “ปัญหา และทัศนคติ” ที่ไม่ดีกับ “ครอบครัวเขา” เอง (โดยที่เขายังไม่รู้ตัว) เพื่อให้ตัวเอง “ได้ถูกยอมรับ” จากกลุ่มเพื่อนๆ

พฤติกรรมของเขาเริ่มเปลี่ยนไป จากเป็นเด็กดี เริ่มก้าวร้าว คำพูดและการกระทำเปลี่ยนไป เริ่มปิดตัวเอง และไม่รับฟังคนรอบข้าง (ที่รักเขาเลย) ทัศนคติในการใช้ชีวิตได้ถูก “ครอบงำ” ด้วยความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง และ “ปัญหา” ในชีวิตก็เกิดขึ้นจริงๆ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาโดยตรง แต่เป็น “บุพการี” ของเขาต่างหากที่ต้อง “ทนทุกข์” กับสิ่งที่เขาสร้างขึ้น (มัน “ยุติธรรม” แล้วหรือ?)

วัยรุ่นสมัยนี้ มีชีวิตอยู่กับ “เสพความเชื่อ และเลียนแบบค่านิยม” ในสังคมแบบผิดๆ โดยไม่รู้คุณค่า หรือความสำคัญกับ “สถาบันเล็กๆ” ใกล้ตัว เช่น ครอบครัวเลย (“ครอบครัว” ที่มองว่าเป็น “ของตาย” เพราะฉะนั้น ถ้า “ตาย” เมื่อไหร่ ก็ไปให้ “เพื่อน” จัดงานศพให้ก็แล้วกัน)

ครอบครัวที่สมบูรณ์ของเขา “วิเศษสุดๆ” แต่ด้วย “ความโง่” และ “ทัศนคติ” ของเขา “กลับนำพา และชักจูง” สิ่งที่ไม่ดีเข้ามา “สร้างปัญหา” เพื่อเรียกร้องความสนใจ” จากสังคม (ช่างน่าสมเพชคนประเภทนี้เสียจริงๆ) เราขอเรียกคนพวกนี้ว่า “พวกจิตพิการซ้ำซ้อน”

ทำไมคนที่ “สมบูรณ์” ชอบทำตัวเป็น “คนมีปัญหา” กันนัก (ไม่เข้าใจจริงๆ)

มาตรฐานทางความคิดของพวกเขานั้น มุ่งตรงไปในทิศทางไหน กันนะ? (อยากจะรู้จริงๆ)

พรุ่งนี้เราจะมาต่อกันใน “หัวข้อ” นี้ เพียงแต่ว่า จะมี “ตัวอย่าง” เรื่องราวเกี่ยวกับ “คู่รัก” เข้ามาด้วย (อาจ “โดนใจ” ใครหลายๆคนแน่นอน)

อย่าลืมติดตามอ่านกันให้ได้นะคะ ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

จันทร์ที่ 2 ของปี 2009

ช่วงอาทิตย์นี้ต้องยอมรับเลยว่า “มีงานราช งานหลวง” เยอะมาก เรียกได้ว่า “น่วมแน่นอน” พรุ่งนี้เป็นงานที่เราเคยฝันไว้ตั้งแต่เด็ก ว่าสักวัน “คนเสียงเพี้ยน (เช่นเรา)” จะมีโอกาสได้ “ร้องเพลงต้อนรับ บุคคลสำคัญที่สุดได้ฟัง (เราจะขับกล่อมบทเพลงที่ออกมาจากหัวใจ ให้เพราะที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยล่ะ)” แล้ว “ความฝัน ก็กลายเป็น ความจริง”

และวันพฤหัสเป็นอีกวัน ที่เราต้อง “ใช้เสียง ที่พระเป็นเจ้าประทาน” เพื่อมอบแสงสว่างเล็กๆ ห้กับอีกหลายๆคนในโลกที่ต้องมี “สภาพมืดบอดทางร่างกาย” (หลายๆคนอ่านแล้วอาจรู้สึก งงๆ เอาไว้จะมาเขียนลงรายละเอียดอีกทีนะคะ)

“ขอบคุณพระเจ้า ที่ประทานให้ลูกมี ร่างกายครบ 32 ประการ และที่สำคัญ พระองค์ยังทำให้ส่วนต่างๆของลูกนั้น ใช้ประโยชน์เพื่อแผนงานของพระองค์ที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม ลูกจะทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุด”

ฉะนั้น ก่อนที่จะ “ยุ่ง” มากในอาทิตย์นี้ จนไม่มีเวลาพาคุณแม่ไปทานข้าว วันนี้พอว่างนิดหน่อย ต้องรีบพาไป แต่นั่นก็เป็นเพียงเหตุผลรอง เหตุผลหลักก็คือ เราต้องไปเช็คบรรยากาศหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ว่าจะมี “ทอมออกมาจับจ่ายใช้ดี้กันมากขึ้นหรือเปล่า” บวกกับ อากาศที่เย็นลงอย่างต่อเนื่อง คงจะต้องมี “ทอม” สักคนที่รู้สึก “หนาวกาย และหนาวใจ” (อย่างเรา) ออกมาเดินหา “ความอบอุ่นในหัวใจ และอารมณ์” และแล้ว “ทัวร์ส่องทอม” ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

ไดอารี่วันนี้เป็นเรื่องราวสบายๆ และแฝงด้วย “แง่คิด” (ถ้าคุณคิดตามนะ)

ครั้งหนึ่ง มีกลุ่มของลูกกบตัวเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง... ได้มาร่วมกันจัดการแข่งขัน ปีนขึ้นไปยอดเสาไฟฟ้าแรงสูง มีกลุ่มชนชาวกบมากมาย มารอชม และเชียร์การแข่งขันครั้งนี้...

การแข่งขันเริ่มขึ้น (พูดอย่างตรงไปตรงมา) ไม่มีชนชาวกบตัวใด จะเชื่อว่า เจ้ากบตัวเล็กๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดได้...

มีเสียงพูดลอยมาให้ได้ยิน เป็นต้นว่า.. “เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดหรอก มันยากลำบากขนาดนั้น” หรือ... “เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอก เสามันสูงขนาดนั้น”

กบที่ลงแข่งขัน ก็เริ่มที่จะร่วงหล่น ลงไปทีละตัว ยกเว้น เจ้ากบตัวน้อยตัวหนึ่ง ซึ่งยังปีนอย่างมุ่งมั่น สูงขึ้น และสูงขึ้น...

ฝูงกบก็เริ่ม ส่งเสียงร้องตะโกน “มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก” แต่กบตัวน้อยตัวนี้ “ยังไม่ยอมแพ้” พยายามปีน จนขึ้นไปสู่ยอดเสาจนได้

เมื่อการแข่งขันจบสิ้น กบทุกตัวต่างอยากรู้ว่า “เจ้ากบตัวน้อยนี้ มีพลังในการปีนขึ้นสู่ยอดเสา อันเป็นเป้าหมาย จนประสบความสำเร็จได้อย่างไร?”

เรื่องกลับกลายเป็นว่า “กบตัวน้อย ผู้ชนะตัวนี้นั้น หูหนวก”

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อย่าฟังคำพูดในด้านลบ หรือมองในแง่ลบ จากคนอื่น เพราะเขาเหล่านั้น จะดึงความฝัน ความปรารถนาในหัวใจของคุณออกไป”

ให้ระวังใน “พลังของคำพูด” เสมอ เพราะทุกสิ่งที่คุณได้ยิน และได้อ่านนั้น จะส่งผลต่อ “การกระทำ” ของคุณ เพราะฉะนั้น “ตลอดเวลา ขอให้เป็นคนคิดบวก (ทำให้ผู้หญิง ยิ่งสวยขึ้น)

จงทำเป็น “หูหนวก” ต่อคำพูดของผู้คน ที่บอกว่า “คุณไม่สามารถทำความฝัน ของคุณให้เป็นจริงได้” ให้คุณคิดเสมอว่า “คุณสามารถทำได้” (ไม่มีอะไร “ยากเกินไป” สำหรับคนที่มี “ความพยายาม”)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

จะผิดไหม? ถ้าคิดแตกต่าง

เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังเรื่อง Shallow Hal ทาง True Visions หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของ “ผู้ชาย” คนนึง ที่ต้องการจะคบ และมีสัมพันธ์กับ “ผู้หญิง” ที่สวย perfect เท่านั้น เกือบจะทุกครั้ง ที่เขาพยายามที่จะจีบผู้หญิงสวยเหล่านั้น แต่สุดท้ายเขาก็ต้อง “ผิดหวัง” ถูกปฏิเสธเรื่อยมา แต่เขาก็ไม่ละความพยายาม ยังหน้าด้าน หน้าทน อยู่ด้วยความหวังว่า สักวัน จะมี “สาวสวย perfect” สักคน “โน้มตัวลงมา” เป็นคู่ชีวิตของเขา

จนกระทั่งวันนึงเขาต้องติด lift อยู่กับนักบำบัดจิตคนหนึ่ง และนักบำบัดจิตคนนั้น ก็ได้ร่ายมนต์ให้เขามองเห็นผู้หญิงที่สวยจากภายใน หลังจากวันนั้น เขาได้พบว่า ผู้หญิงสวยอยู่รอบตัวเขามากมาย เธอทั้งสวย อารมณ์ขัน ให้เกียรติ และห่วงใยเขา (เขามองเห็นแต่ส่วนดีของพวกเธอ) ชีวิตเขาในตอนนั้นแสนสุข เมื่อเขาได้หลงรักกับผู้หญิงคนนึง ที่มีภาพสวยงามมากในสายตาของเขา (เขามองเห็นแต่ภาพภายในของหญิงสาว) แต่ภายนอกที่เขาไม่เห็นนั้น เธอเป็นผู้หญิงที่อ้วน และไม่สวยเอาเสียเลย

และการเปลี่ยน spec สาวกะทันหันของนั้น ทำให้เพื่อนสนิทเขาต้องไปหานักบำบัดจิตคนเดิม เพื่อช่วยแก้มนต์ให้กับเขา ให้เขามองเห็นผู้หญิงจากภายนอกเหมือนเดิม และเมื่อเขาได้เห็น “ภาพภายนอก” ที่แสนอัปลักษณ์ของหญิงคนรัก เขาจึงเริ่มออกห่างเธอ ปฏิเสธหัวใจตัวเอง ด้วย “ความเชื่อของสังคม” ที่พร่ำบอกว่า ผู้หญิงแบบไหนคือ “คนสวย” แต่สุดท้าย “ความรัก” ก็ทำให้หัวใจเขาเรียกร้องเธอคนนั้น อุปสรรคอีกอย่างก็คือ เขาจะเปลี่ยนความเชื่อ และแง่คิด เพื่อที่จะ “ยอมรับ” ตัวตนของเธอให้ได้นั้น เขาจะทำได้หรือเปล่า? (เพื่อนๆไปหา VCD ดูกันเอานะคะ)


เรื่องนี้เป็นเรื่อง “มุมมองของชีวิต” ที่คนเรา “เสพ” เข้าไปโดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว “ถูกหรือผิด” เพราะ “สังคม” ได้ Set “ค่านิยม” ให้เรา แบบเบ็ดเสร็จ และเสร็จสรรพ โดยเลือกเอาเสียงส่วนใหญ่ หรือ บรรทัดฐานอะไรก็ไม่รู้ มาเป็นตัววัด และตัดสิน

“มันจะผิดไหมนะ? ถ้าเราจะคิด หรือมีมุมมองบางสิ่งในชีวิตที่ต่างไปจากคนอื่น?” (แล้วคุณกล้าคิด และมองโลกต่างไปจากคนอื่นไหมล่ะ?)

ใครช่างบัญญัตินะว่า ทอมสูง ขาว ตี๋ ใส่แว่น นิ้วเรียวยาว เป็น “ทอมหล่อ” (ควรค่าแห่งการแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาเป็นสมบัติส่วนตัว)

ใครช่างบัญญัตินะว่า ผู้หญิงตัวเตี้ยๆ ท้วมๆ ตัดผมซอยสั้น ต้องเป็น “ทอม (หลักกิโลเมตร)” จนทำให้เกิดค่านิยมกับเด็กรุ่นใหม่ ที่อาจจะมีรูปร่าง เตี้ยๆ ป้อมๆ ให้เลือกที่จะมาเป็น “ทอม” เพราะลักษณะส่วนใหญ่ของเขาตรงกับ การแบ่งแยกความเป็นทอมพอดี

ใครช่างบัญญัตินะว่า ผู้หญิงต้องรีดผมให้ตรง ยิ่งตรงเป็นเท่าไหร่ ยิ่งสวย (บางคนรูปศีรษะเล็ก แล้วรีดผมแบนๆอีก เหมือนอะไรก็ไม่รู้)

ใครช่างบัญญัตินะว่า ผู้หญิงเรียบร้อยต้องทาเล็บสีอ่อน (ไม่จริงหรอก เราเรียบร้อย เรายังชอบทาเล็บสีดำ และสีมะเหมี่ยวเลย)

ใครช่างบัญญัตินะว่า ทอมที่มีอายุแล้ว ต้องทำ highlight ผมสีทอง เพื่อให้มากลบเกลื่อน highlight สีขาวของตัวเอง (กลายเป็นทอมหัว 3 สี 3 กอง5) ช่างคิดจริงๆ

ใครช่างบัญญัตินะว่า ทอมต้องใส่ “ผ้ารัดหน้าอก” ตอนรัดหน้าอก ใส่เสื้อผ้าน่ะ ดูดี ไม่เถียงคะ แต่พอถอดออกมาแล้วสิ หน้าอก “เหลว และ เละ” (มิน่าล่ะ ทอมส่วนใหญ่ไม่ชอบถอดเสื้อผ้า เวลามี SEX)

ใครช่างบัญญัตินะว่า ดี้เวลา "เสียว" ต้องเอาปลายเท้าจิกเตียง เล็บขีดข่วนบนหลังทอม (ถ้าดี้เสียวแล้ว “ถีบ” ทอม จะผิดไหมนะ?)

ในสังคม มี “สิ่งสำเร็จรูป” ให้เรา “เสพ” และ “ตั้งค่าความเชื่อ” ให้กับสมองเรา โดยที่เราไม่ได้เลือก แต่หากคุณมีโอกาสสักครั้งในชีวิต ลอง “เลือก และคิด” การกระทำบางอย่างที่ “บ่งบอก” ความเป็นตัวคุณ ที่แตกต่าง ก็คงจะดีมิใช่น้อย

“ความแตกต่างที่สร้างสรรค์ นำมาซึ่งชีวิตที่น่าค้นหา”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

Happy Birthday My Cat

ขอบคุณพระเจ้า สำหรับวันนี้เมื่อ 9 ปี ที่แล้ว ที่พระองค์ “ประทาน” น้องมอมแมม (ชุมพาบาลน้อยของลูก ที่นำทางให้ลูกเข้าใจ ยอมเปิดใจรัก และก้าวข้ามผ่านความกลัว) แมวตัวน้อยๆตัวนึง ที่ทำให้รู้เข้าใจ “ความหมาย” ของประโยคที่ว่า There is no fear in LOVE.

ปีนี้หนูก็อายุได้ 9 ปี แล้วสินะ วันที่ 9 มกราคม ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง ในส่วนตัวลึกๆของพี่ พี่ทั้งดีใจ (9 ปีแล้วสินะ ที่หนูอยู่ข้าง และเรามีกันและกันเรื่อยมา) ทั้งกลัวอยู่ลึกๆ (9 ปีแล้วนะ อายุของหนู ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความกลัวในใจพี่เริ่มกลับมาอีกครั้ง พี่ไม่อยากให้หนูอายุเพิ่มขึ้นเลย เพราะพี่กลัวการพลัดพรากของเราสอง)

ถึงแม้ว่า หนูอาจมีชีวิตในวัยเด็กที่ไม่อบอุ่นนัก เนื่องจากตอนนั้น พี่ยังอ่อนหัด ไม่เรียนรู้ที่จะเข้าใจ และไม่ยอมรับความเป็นตัวตนของหนูได้ (เนื่องจากพี่เคยกลัวแมวมาก) แต่ด้วยความเป็นตัวตนของหนู สิ่งที่หนูกระทำให้กับมนุษย์ธรรมดาคนนึงเช่นพี่ ในแต่ละวินาทีที่ผ่านไป สิ่งเหล่านั้น “หลอมละลายกำแพงแห่งความกลัว” ของพี่ เหลือไว้เพียงแต่ “ความรัก” ที่บริสุทธิ์ ที่พี่มอบให้หนูแบบสุดหัวใจ

พี่และหนูผ่านอุปสรรคมาด้วยกัน (คนในครอบครัวพี่ ไม่มีใครชอบหนูเลย) แต่อุปสรรคเหล่านี้ หลอมรวมวิญญาณ และจิตใจของสิ่งมีชีวิต 2 ดวง (หนูและพี่) เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน จนเราช่วยกัน “ก้าวข้ามผ่าน” อุปสรรคทุกสิ่งมาได้

ขอบคุณนะที่ทำให้พี่เรียนรู้ที่จะ “รับผิดชอบ” และรู้จัก “การออม”

ก่อนที่หนูจะก้าวเข้ามาในชีวิต พี่ไม่เคยเรียนรู้ วิธีการเก็บออม (มีเท่าไหร่ พี่จ่ายเท่านั้น) แต่เมื่อมีหนู พฤติกรรมพี่เปลี่ยนไป “ความรัก” ในแง่ที่จะต้องรับผิดชอบและดูแลใครสักคน ได้ก้าวเข้ามา พี่เริ่มเก็บเงิน เพื่อหนู เพื่ออนาคตของเรา พี่กลัวความไม่แน่นอนในอนาคต หากพี่ต้องจากหนูไปก่อน หนูจะอยู่อย่างไร? ดังนั้น หนูควรจะมีเงินออมเก็บไว้ เผื่อว่ากรณีฉุกเฉิน พี่จะได้แน่ใจว่า หนูจะมีชีวิตที่สุขสบาย แบบทุกวันนี้ไปจนกว่าหนูจะสิ้นลมหายใจ (ความคิดนี้ อาจจะดูบ้าๆบอๆ แต่สำหรับพี่ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง)

ขอบคุณที่หนูสอนให้พี่เข้าใจตัวเอง ขจัดความกลัว ยอมรับทุกสิ่ง ด้วยการอยู่บนพื้นฐาน “ความรัก”

ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ทุกครั้งที่พี่ไม่สบาย หนูจะนอนอยู่ข้างๆเตียง หนูหาข้าว หายา ให้พี่ทานไม่ได้ แต่หนูก็ทำได้ดีที่สุด เท่าที่น้องแมว พึงจะทำได้ (แค่นี้พี่ก็ดีใจจนบอกไม่ถูกแล้ว)

ขอบคุณสำหรับอุ้งเท้าอุ่นๆ ที่คอยขึ้นมา “ปลุก” พี่ในทุกๆเช้า

ขอบคุณทุกๆการต้อนรับกลับบ้านในทุกๆวัน

ขอบคุณโชคชะตาที่พัดพาเราทั้งคู่ ให้มีโอกาสได้มาเจอกัน รักกัน และใช้ชีวิตร่วมกัน

9 ปีแล้วที่พี่มีลมหายใจอย่างความหมาย และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ในทุกๆวัน

ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็ยังเป็น “ครอบครัว” เดียวกันเสมอ ใครจะรู้ว่า แค่น้องแมว 3 ตัว จะ light up ชีวิตของมนุษย์คนนึงได้

พี่จะรักและดูแลหนูให้ดีที่สุดอย่างนี้จนกว่าลมหายใจของพี่จะหมดไป

เป็น “สัญญา” ของมนุษย์

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

สงครามเย็นของ ญ รัก ญ

เพื่อนๆแปลกใจกันไหมคะ ว่าทำไม? สังคม ญ รัก ญ ของพวกเรานั้น ถูกแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มๆ ตามบทบาท ในการมี Sex รวมถึง การแต่งตัว และบุคลิกภายนอก เนื่องจาก ภายใต้สภาพสังคมที่ “ไม่ยอมรับ” เท่าที่ควร อย่างประเทศไทยนั้น ทำให้พวกเราต้อง “ระบุเพศ และบทบาท” ให้ชัดเจนไป เพื่อ “ย่น” ระยะเวลา (ในการทำความรู้จักซึ่งกันและกัน) และ “ระบุ” ตัวตนของตัวเอง (ให้ชัดเจนไปเลย)

การแบ่งประเภทปลีกย่อยออกไปแบบนี้นั้น ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี ก็คือ เราจะตามหาบุคคลที่เราต้องการได้โดย “ง่ายและชัดเจน”

ข้อเสีย ก็คือ คนบางคนอาจจะหากลุ่มลงตัวไม่ได้ เนื่องจาก เขามีรสนิยมที่หลากหลาย และหากลุ่มสังกัดไม่ได้ อย่างเช่น (เป็นเลส แต่ก็ต้องการที่จะแต่งตัวแมนๆ เหมือนทอม)

กลุ่มใหญ่ๆ ในสังคมเราก็มี

“ทอม” ได้แตกแขนงออกเป็น “ทอมวันเวย์” และ “ทอมทูเวย์”
“ดี้” ก็แยกออกอีกเป็น “ดี้วันเวย์” และ “ดี้ทูเวย์”
“เลสเบี้ยน” แบ่งออกเป็น “เลสคิง” และ “เลสควีน”
และยังมีกลุ่มที่เพิ่งถูกจัดใหม่ในสังคม “ทอมเกย์” และ “เลสเกย์”

เมื่อมีคนหลากหลายประเภท หลากหลายลักษณะนิสัย และหลากหลายความต้องการ อยู่ร่วมกัน ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า จะต้อง “มีปัญหา หรือ ความไม่เข้าใจกัน” เกิดขึ้นในสังคม ยกตัวอย่างเช่น

“เลส” จะไม่ชอบ “ทอม” เนื่องจาก มี “ความต้องการทางตลาด” ที่ค่อนข้างเหมือนกัน

“ทอมวันเวย์” จะไม่ชอบ “ทอมทูเวย์” เนื่องจาก “แหกคอก หนีไปเสียว” จนเสียสถาบันทอมหมด

“ดี้วันเวย์” จะไม่ชอบ “ทอมเกย์” เนื่องจาก “ชวนทอมในอุดมคติ แมนๆ ของพวกเธอ ไปร้อง เสียวครับ เสียวครับ จนเคยตัว”

เราไม่อยากเห็น “ความแตกแยก” ในสังคม เพียงเพราะ “ความอคติ ที่ไร้เหตุผล” โดยส่วนตัวของพวกคุณแต่ละคน

ดังนั้นพวกคุณควร

“สามัคคี” กันไว้เถิดพวกเรา
“เปิดใจ” ยอมรับ “ความแตกต่าง”
“เรียนรู้” ที่จะอยู่ร่วมกันอย่าง “สันติ”
“ปลอดภัย” เมื่อมี SEX
“เสียว” สุดๆ ก็ช่วยกัน “กระตุก” แรงๆ

ฝากเพลงนี้ไว้ให้อ่านกันเล่นๆ นะคะ

“รักกันไว้เถอะ พวกเราชาว ญ รัก ญ
จะอยู่หมวดไหน ไหน ก็เสียวเหมือนกัน
ใช้นิ้ว หรือ Oral ก็เสร็จทั้งนั้น
ฝ่ายรุก หรือฝ่ายรับ
ก็เสียวกันจน หลับใน”



ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552

ภาพยนตร์เรื่อง Happy Birthday

เมื่อวานนี้ เราได้ไปดูหนังเรื่อง Happy Birthday มา แต่การไปดูหนังคนเดียวของเราในครั้งนี้ รู้สึกไม่ปกติเหมือนครั้งก่อนๆ อาจเพราะในทุกๆครั้ง เราเลือกที่จะไปดูที่ major หรือไม่ก็ esplanade แต่ครั้งนี้ เราอยากจะเดินเล่น ค้นหา Destiny อีกครั้ง ที่ The Mall งามวงศ์วาน เราจึงเลือกที่จะไปดูที่ SF Cinema City ภายในนั้นโรงหนังมืดมาก ประกอบกับวันธรรมดา เวลาบ่ายต้นๆ ไม่ค่อยมีคนมาดูหนังเสียเท่าไหร่ แวบแรกที่เราเดินเข้าไปในโรงหนัง ความคิดที่วิ่งเข้ามาในหัวเราก็คือ “ดีนะ ที่เรื่องนี้ไม่ใช่หนังสยองขวัญ ไม่งั้นคงต้องทิ้งตั๋ว เดินออกไปแน่นอน”

ต้องยอมรับว่าหนังเรื่องนี้ เรียกน้ำตาเราได้พอควร (นิดๆหน่อย) แต่ด้วยเหตุขัดข้องบางประการ ทำให้เราไม่สามารถปล่อยน้ำตาออกมาได้ เนื่องจาก เราหยิบมาสคาร่าสีดำ มาปัดผิดอัน โดยไม่ได้อ่านก่อน ว่าอันนี้ “ไม่กันน้ำ” ดังนั้น ถ้าเราปล่อยให้น้ำตาเรา “เล็ดลอด” ออกมารินไหลที่สองแก้ม เราคงจะบุคคลเดียวที่ดูหนังรัก โรแมนติดแล้ว ออกมาจากโรงหนัง ตาเป็น “หมีแพนด้า” แน่นอน (การสะกดน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมานั้น ทรมานสุด!!!)

แรงบันดาลใจที่ทำให้เราดูหนังเรื่องนี้ ก็คือ เราใคร่อยากจะรู้ อารมณ์ของผู้เขียน และผู้กำกับเรื่องนี้ว่ามี “มุมมอง และ แง่คิดอย่างไรกับเรื่องราวนี้” เราอยากจะ “เข้าถึงการถ่ายทอด และมุมมองทางจินตนาการของผู้เขียน” รวมถึง “การสะท้อนอารมณ์ในฉากต่างๆของนักแสดง” (นี่คือเหตุผลหลักส่วนใหญ่ของเรา ในการเลือกดูหนังสักเรื่อง)

หลังจากที่เราดูหนังเรื่องนี้จบลง บอกตามตรงว่า เป็นหนังที่สะท้อนความเป็นจริงของความรัก (ครบ “วงจรของความรัก” ในทุกช่วงอย่างสมบูรณ์) ช่วงแรกๆ “ความรักอาจดูสวยงาม และสุขสมหวัง” และเมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะสุกงอม และ มีแต่รอยยิ้มเต็มเปี่ยมไปหมด “โชคชะตา และความไม่แน่นอน” ก็เดินทางเข้ามาเพื่อพิสูจน์ และทดสอบความรักของทุกๆคู่ (ซึ่งบททดสอบ จะยากหรือง่ายนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “บุญและกรรม” ของแต่ละบุคคล) และหนังเรื่องนี้ก็ได้ถ่ายทอด “ความกลัว การเพ้อฝัน ความสงสัย และเงื่อนไขในความรัก” ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม และแม้ว่า บทสรุป ในความรักนั้นจะออกมาเช่นไร มันก็ดูไม่สำคัญไปกว่า “ประสบการณ์ การเดินทาง และสิ่งที่คนๆสองคน สร้างสรรค์กันในช่วงเวลาที่ทั้งคู่มีกันและกัน”

เราเชื่อว่า หลายๆคน อาจมี “ความฝัน ความหวัง และความเชื่อ” ในมุมมองของความรักที่แตกต่างกัน บ้างก็ว่า “ความรักนั้นสวยงาม หอมหวาน สดชื่น และทำให้รู้สึกเต็มอิ่ม” บ้างก็ว่า “ความรักนั้นเป็นเพียงแค่สีสัน ฉากนึงในละครของชีวิตเท่านั้น ที่มาเล่นตลก และ ทำร้ายมนุษย์เดินดินธรรมดาเช่นเขา” (ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความคิด จินตนาการ ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ “ประสบการณ์ในอดีต” ที่พวกเขาได้เคยประสบพบเจอ แต่ไม่ว่าใครจะ “กล่าวหา หรือกล่าวขวัญ ความรักในแง่มุมใด” ก็เป็นเพียงแค่ “บทพิสูจน์ส่วนตัวของเขา” เท่านั้น คงจะ “สนุก และท้าทาย” กว่าไหมล่ะ? ถ้าคุณได้ลอง “สรรค์สร้างละครชีวิตรักส่วนตัวของคุณ ด้วยตัวคุณเอง”

เก็บไปคิดทบทวนกันนะคะ ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

ก-ฮ เรียงต่อกัน

หลายๆคน ที่เข้ามา อาจจะ “ตกใจ และตื่นตา” กับ “โฉมใหม่” ใน Blog เรา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสำหรับคุณพี่ที่แสนใจดี ที่ได้ “สละเวลาแห่งความสุข” มาแต่งไดอารี่ให้เรา ซึ่ง “สีเขียว” เป็นสีที่เราชอบมาก

ในโอกาสวันครบรอบ 2 ปีของเรานี้ เราได้มี “งานเขียน” แถมให้เป็น เรื่องราวที่มี พยัญชนะ ก-ฮ เรียงต่อกัน (โดยไม่ได้นัดหมาย)


ฉันชื่อ “กิ๊ก” (ก) เป็นทอมวันเวย์ มีแฟนชื่อ “เก๋” เราเคยเป็นคู่ขา (ข) กันมานาน ก่อนจะตัดสินใจคบกันเป็นแฟน เมื่อไม่นานมานี้ ฉันจับได้ว่าเธอกำลังสวมเฃา (ฃ) ให้ฉัน ฉันรู้สึกเหมือนตกอยู่ในสภาพควาย (ค) ในร่างฅน (ฅ) หลายครั้งที่ฉันคิดจะ “ฆ่าตัวตาย” (ฆ) ฉันรู้ว่านั่นเป็นการกระทำที่งี่เง่า (ง) แต่จะทำยังไงได้อ่ะ ฉันทนไม่ได้ที่เธอไปจูบ (จ) แลกลิ้น กับทอมคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน (ฉ)

เธอมีชีวิต (ช) เป็นดี้ทูเวย์ ซึ่ง (ซ) มีความต้องการที่จะ “กระทำ” ไปพร้อมๆกับ “ถูกกระทำ” เธอชอบที่จะหยิบหยื่นความเฌียว (ฌ) ให้กับผู้หญิง (ญ) อีกคนที่เป็นทอมอย่างฉัน เธอเคยบอกฉันว่า เธอไม่ชอบที่ฉันยึดมั่น ถือมั่นกับกฎ (ฎ) ของทอมวันเวย์ จนไม่ยอมให้เธอปฏิบัติ (ฏ) กับฉันบ้าง ฉันจะทำอะไรได้ ในเมื่อฉันไม่ได้อยู่ในฐานะ (ฐ) ที่พร้อมจะเปิดใจรับ “การถูกกระทำ”

“ความฑุกข์ (ฑ) จึงได้เกิดขึ้นกับทอมเฒ่า (ฒ) วันเวย์ อย่างฉัน” ณ เวลานี้ ฉันคิดอะไรไม่ออก ฉันไม่เข้าใจ “ผู้ดี้” (ด) เลย ฉันควรยอมตก (ต) เป็นของเธอไหม? (เฮ้อ!!! ในชีวิตทอมอย่างฉัน เกิดมาไม่เคยยอม “ถ่าง (ถ) ขา” ให้กับดี้ทูเวย์ (ท) เลย) หรือครั้งนี้ ฉันจะต้องยอมเธอ (ธ) ยอมปลดปล่อยน้ำ (น) กามที่เก็บสะสมมานานออกมา

บางที (บ) การกลายพันธุ์เป็นทอมทูเวย์ อาจเป็นวิธีเดียวที่ฉันจะ “ฉุดรั้ง” ไม่ให้เธอทิ้งฉันไป (ป) เอ๊ะ!!! แล้วถ้าฉันยอมเป็นของเธอ ฉันจะผิด (ผ) ต่อบรรพบุรุษทอมวันเวย์ไหม? เพื่อเธอ ฉันควรยอมฝ่าฝืน (ฝ) อุดมการณ์ที่พากเพียร (พ) สะสมมาตั้งแต่วัยเด็กไหมนะ?

ฉันคิดออกแล้ว ฉันจะยอม และหวังว่าการที่ฉันยอมให้เธอฟัน (ฟ) ฉันในครั้งนี้ จะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอมีภาระ (ภ) ผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบฉัน อย่าง (ย) หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อความรัก (ร) ฉันต้องยอมให้เธอ “ลุกล้ำ (ล)” อธิปไตยของทอมวันเวย์

ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจ “ปิดฉาก” ทอมวันเวย์ (ว) อย่างช่วยไม่ได้ ฉันจำเป็นต้องเริ่มหัดเสียว (ส) โดยศึกษา (ศ) จากเธอ คนที่เป็นผู้เก็บรักษา (ษ) หัวใจฉันเอาไว้ ฉันจะไม่ยอมให้ (ห) รายการกีฬา (ฬ) ใดๆ ทางทีวี มาขัดขวางอารมณ์ (อ) เสียวของเราสองคนได้ เย่ เย่ เฮ เฮ (ฮ) น้ำแตกสักที

มีเพื่อนๆบางท่าน เรียกร้องให้เราทำ A-Z บ้าง (ถ้ามีเวลา รับรองทำแน่นอนคะ)


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

ครบรอบ 2 ปีกับ Revealtomdy

พรุ่งนี้ วันที่ 6 มกราคม 2552 เป็นวันครบรอบ 2 ปี สำหรับการค้นพบ “งานอดิเรก ในด้านการเขียนของเรา” โดยที่ก่อนหน้านี้ เราไม่เคยคิด และไม่เคยเชื่อมั่นเลยว่า “ตัวเรานั้น มีความสามารถที่จะนำตัวอักษร และพยัญชนะหลายๆตัว มาต่อกันเป็นคำ และประโยค” แต่สิ่งที่ทำให้เรา อึ้ง ทึ่ง และตกใจมากก็คือ “ผู้หญิงธรรมดา และมีความคิด ART อย่างเรา จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมา สื่อสารกับคนอื่นๆรู้เรื่องด้วยหรือ?” แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น เราต้องขอขอบพระคุณ เพื่อนๆทุกคน ที่ติดตามอ่านเรื่องราวของเราเรื่อยมา

งานเขียนในวันนี้ เป็น Bonus Diary (ซึ่งเราเขียนไว้นานแล้ว ด้วยแรงบันดาลใจบางอย่าง จากเพื่อนๆบางคนใน Lesla) ไดอารี่วันนี้อาจจะยาว แต่รับประกันเมื่อคุณอ่านจบแล้ว “คุ้มค่าทุกนาที” ที่คุณเสียไป แน่นอนคะ (ไม่ได้มี “เนื้อหา” อันเป็นสาระอันใด เพียงแต่อยากให้เพื่อนๆได้มาทบทวน และท่องจำ “พยัญชนะ” ในภาษาไทยเท่านั้น) มาเริ่มกับพยัญชนะตัวแรกกันเลยดีกว่านะ

ก “กิ๊ก” ตำแหน่งชั่วคราว ที่ใช้เรียกบุคคลที่มาทำหน้าที่ “คลายเหงา”

ข “เขา” อวัยวะที่ 33 ในร่างกาย เป็นอวัยวะพิเศษ (ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนจะมี) งอกขึ้นอยู่บนศีรษะของบุคคลที่ใช้ชีวิตอย่างประมาท

ฃ “เฃา” (โครตเขา) มักจะงอกอยู่บนศีรษะของ “คนโง่แล้วอวดฉลาด”

ค “ควาย” คือ สรรพนามบุรุษที่ 4 ใช้แทนตัว บุคคลที่ “โง่ บรม โง่”

ฅ “ฅน” หรือ “มนุษย์”เป็น “สัตว์ประเสริฐ” กว่าสัตว์โลกทั้งปวง

ฆ “ฆ่าตัวตาย” ทางออกสำหรับคนที่เกิดมามีวิบากกรรม

ง “งี่เง่า” บุคลิกพื้นฐานของดี้ (ดี้ทุกคนจำเป็นต้องมี)

จ “จูบ” ขั้นตอนสำคัญในการเล้าโลม สามารถใช้คาดเดาสมรรถภาพการใช้ลิ้นด่านแรกว่า จะเสียวหรือไม่? ก็ต้องเริ่มที่ “จูบ” นี่แหละ

ฉ “เฉา” ภาวะ “อวัยวะเพศ” แห้งตกสะเก็ด ต้อง “บำบัด” ด้วยการมี Sex

ช “ชีวิต” คือ “การลงทุน” ทั้งร่างกาย จิตวิญญาณ และเงินตรา เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัย (เสี่ยง) 108 ประการ

ซ “เซ็กส์” กิจกรรมเข้าจังหวะ ที่ต้องลงเอยด้วยน้ำ (แตก)

ฌ “เฌียว” กริยาช่องที่ 2 ของ “เสียว”

ญ “ญ รัก ญ” จงเจริญ

ฎ “กฎ” ข้อควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด “กรุณาอย่าแหกกฎ”

ฏ “ปฏิบัติ” คำสุภาพของคำว่า “จงทำ” (อยากให้เขา “ปฏิบัติ” ต่อท่านอย่างไร ก็จง “ปฏิบัติ” ต่อเขาอย่างนั้น)

ฐ “ฐานะ” สิ่งที่ใช้วัดสถานะทางสังคม ที่ถูกแบ่งแยกด้วย “ชาติตระกูล และทรัพย์สิน”

ฑ “ฑุกข์” ความทรมานเหมือนตายทั้งเป็น (กริยาช่องที่ 3 ของทุกข์)

ฒ “ผู้เฒ่า” หรือ “ทอมผู้เฒ่า” คือ “ทอมวัยชรา” ที่กำลังกลายร่างจาก “ทอมป้า” เป็น “ทอมยาย”

ณ “ณ ที่แห่งนี้” ที่ ที่เราเคย “เอา” กัน แต่ตอนนี้ เธอได้เปลี่ยนไป “เอา” กับผู้ชายแล้ว

ด “เด็ก” โดยเฉพาะ “ทอมเด็ก” มีเสน่ห์ และน่ารักที่สุด

ต “ตกม้าตาย” บทสรุปของคนที่อวดเก่ง โดยมิได้ประมาณตัวเอง

ถ “ถุงยาง” ปราการด่านแรกในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ท “ทูเวย์” ทอมทูเวย์ และดี้ทูเวย์ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด

ธ “เธอ” แตกต่างจากฉัน ดังนั้น ไม่มีทางที่เราจะคิดเหมือนกัน

น “น้ำกาม” ของเหลวที่หลั่งออกมา เพื่อบ่งบอกว่า “mission completed”

บ “บุพเพ” แต่จะ “สันนิวาส” หรือ “อาละวาด” ก็ต้องแล้วแต่ “บุญและกรรม”

ป “ประชด” เป็นพฤติกรรมที่กระทำ เพื่อเรียกร้องความสนใจ

ผ “ผิดไหม?” ที่ไปรักคนมีเจ้าของ (มีเมียแล้วจะเอา เป็นเมียน้อยก็จะเอา)

ฝ “ฝืน” จะฝืนแค่ไหนก็ต้อง “อดทน”

พ “เพราะอะไร?” เราต้องมาเล่นไดอารี่ลูกโซ่อันนี้เนี่ย

ฟ “แฟน” คำที่แสดงสถานะว่า ได้ตกเป็น “เมืองขึ้น” ของหัวใจอีกดวงหนึ่งแล้ว

ภ “ภาระ” สิ่งที่ต้องเต็มใจยอมรับ เมื่อมีแฟน

ม “ไม่” คำปฏิเสธสั้นๆ ง่ายๆ แต่ก็ยากนักที่จะพูดออกมา

ย “ยิ้ม” วันนี้คุณ “ยิ้ม” ให้คนรอบข้างคุณแล้วหรือยัง?

ร “รักแท้” มีอยู่จริงไหม?

ล “และแล้ว” เมื่อเจอคนใหม่ เขาก็จากฉันไป

ว “วันเวย์” รสนิยมสมัยเก่า ยุคดึกดำบรรพ์

ส “เสียว” ความรู้สึก “จิ๊ดๆ” ที่ส่งตรงไปสะสมที่สมอง เมื่อรวมตัวกันได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็จะกระตุ้นให้ร่างกาย “กระตุก” อย่างรุนแรง

ศ “ศึกษา” องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยในการ upgrade ชีวิตในสังคม

ษ “รักษา” เมื่อมีความรักที่สมบูรณ์แบบแล้ว ก็ควรจะ “รักษา” ไว้ให้ดี

ฬ “กีฬา” การมี Sex จัดว่าเป็น “กีฬา” ชนิดหนึ่ง

อ “เอม” เริ่มเหนื่อยแล้วอ่ะ

ฮ “ฮา” ไหม? ไม่ฮาใช่ป่ะ?

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552

รักออกแบบไม่ได้

สำหรับไดอารี่วันนี้ จะเป็นการมองอีกมุมหนึ่ง ความรู้สึกเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ สำหรับคนที่ไม่รู้สึกคลิกแล้ว ทำอย่างไร? ก็ไม่คลิก แม้ว่าเขาหรือเธอจะพยายาม หรือเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหนก็ตาม

“แป้ง” ทอมโสด และ“ไพร” ดี้โสด ทำงานที่เดียวกัน แวบแรกที่เขาเห็นเธอ เขาก็รู้สึกชอบเธอในทันที เขาตามจีบเธออยู่หลายเดือน ส่ง SMS เช้า-เย็น แต่เธอ ก็ไม่มีท่าทางใดเลย ที่แสดงออกว่ารู้สึกกับเขาได้มากเกินกว่าคำว่า “เพื่อน” เขาไม่เข้าใจว่าทำไม? ในเมื่อเธอก็โสด ไม่มีใครมาจีบ แต่ทำไม? เธอไม่ยอมเปิดโอกาสให้เขาได้พัฒนาความสัมพันธ์บ้าง เขาเริ่มมองหาจุดบกพร่องของตัวเองทุกอย่าง และเขาพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนิสัย หรือแม้แต่การแต่งตัว ไม่ว่าเขาจะทำดีมากแค่ไหน เธอก็ยังเฉยๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาทนไม่ไหว ขอคุยกับเธอแบบเปิดใจว่า “ทำไม? เพราะอะไร? เขาไม่ดีตรงไหน?” คำตอบที่เธอให้กับเขาก็คือ “เธอไม่ได้รู้สึก “คลิก” กับเขา ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายเกินกว่าคำว่า “เพื่อน” ความเป็นตัวเขาและสิ่งที่เขาเป็นนั้น “ดีเพียงพอ” แล้วสำหรับการเป็นเพื่อนกับเธอ เธอไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ได้ เธอไม่อยากจะรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ ทางที่ดีเขาควร “หยุด” ที่จะเดินเข้ามามากกว่าเส้นที่เธอขีดไว้ให้ดีกว่า เพราะเขาเองจะเป็นฝ่ายที่เจ็บ ไม่ใช่เธอ ไม่ใช่ว่าเขาดูไม่ดีเท่าทอมทั่วไป แต่เธอไม่รู้สึก “คลิก” หรือ “ต้องตาต้องใจ” เธอรู้สึกอึดอัดนะ ที่เขาพยายามเดินเข้ามาแสดงออกเกินคำว่าเพื่อน อย่างมากความพยายามของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกแค่รำคาญเท่านั้น”

คำพูดของเธอทำให้เขาได้คิด และพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกรักที่มีให้แบบแฟน เป็นความรักรู้สึกรักในแบบเพื่อน ทุกวันนี้เขาเป็นเพื่อนสนิทที่เธอไว้ใจที่สุด ทั้งคู่ต่างมีความสุขในแบบที่ควรเป็น เขาได้ข้อคิดว่า “ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ก็แสดงความรักต่อกันได้”
“ความรัก” เป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ การที่จะทำให้ความรักเติบโตได้นั้น เราจำเป็นที่จะต้องนำเมล็ดพันธุ์ความรักนั้น ไปปลูกในดิน (บุคคล) ที่เหมาะสมด้วย บางที “ความรัก” ของพวกคุณอาจจะเหมาะสมกับดิน (บุคคล) อีกแบบหนึ่งก็ได้ อย่าได้ทุ่มเทความรัก ความหวัง ไว้กับคนเพียงคนเดียว อย่าลืมเผื่อความรัก เอาไว้ “รักและดูแล” ตัวคุณเองด้วยล่ะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน