Recent News

Powered by eSnips.com

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รวยเลือกได้

ชีวิตการเป็น "ดี้" คนภายนอกอาจคิดว่า "แสนสุขสบาย เพียงแค่มีความสวย sexy” ทอมต่างๆ ก็จะรุมเข้ามาจีบ เข้ามาตามใจ แต่ความสวย และปัจจัยภายนอกก็ไม่ได้ "ช่วยอะไร" ได้เลย สำหรับ "ตุ๊ก" ดี้วัย 38 ผู้ผ่านการอกหักมานับสิบๆครั้ง และแต่ละครั้งนั้น เธอต้องเป็นฝ่ายถูกทิ้ง ต้องนอนร้องไห้จนเกือบจะประสบภาวะ "เสียสติ" ถึงแม้เธอจะมีหน้าตา รูปร่าง ฐานะ และหน้าที่การงานดีก็ตาม (ขึ้นชื่อว่า "ความรัก" ก็ต้องแล้วแต่ "โชคชะตา" ใช่ว่าคุณเกิดมาสมบูรณ์ และคุณจะประสบความสำเร็จในเรื่องความรักไม่) สำหรับใครที่เคยประสบกับเหตุการณ์ "รักคุด และถูกทิ้ง" ก็คงอยากจะมีสักครั้งที่อยากเป็น "ฝ่ายเลือก หรือถือไพ่เหนือกว่า")

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

"หยาม" กันเกินไปไหม?

คนเรานี่ก็แปลก!!! ทำอะไรไม่คิด? เพราะคิดถึงแต่ตัวเอง ทำ “พฤติกรรม” แต่ละอย่าง “หยาม” ได้แม้กับแฟนที่กำลังคบกัน

บางคนทำผิดมี “กิ๊ก” เพราะความไม่รู้จักพอ แต่ยังมี “จิตสำนึก” จัดสรรเวลาได้ลงตัว แบ่งแยกสถานที่ ไม่ให้ “กิ๊ก และแฟน” เสียเกียรติซึ่งกันและกัน ก็คงไม่มีปัญหา แต่บางคนมี “กิ๊ก” ทั้งๆที่รู้ว่าผิด แต่ก็ยังคิดว่าตัวเอง “เก่ง แน่ ฉลาด” (แค่คุณคิดได้เช่นนี้ คุณก็โง่บรมโง่แล้ว) คิดว่าคนอื่นไม่รู้ความชั่วของตัวเอง เก็บเอาความเลวของตัวเองมาชื่นชม (เหอๆ)
มาทดสอบด้วยคำถามสั้นกันหน่อยดีกว่า เผื่อว่า เพื่อนๆจะช่วยประเมินได้ว่า “คุณเคยทำแบบนี้หรือเปล่า?” (และที่ทำไป เคยคิดถึงผลที่จะตามมาไหม? ว่าเมื่อความจริงปรากฏอะไรจะเกิดขึ้น?)
เคยไหม? ที่แอบคุยโทรศัพท์ ส่งข้อความ เล่น facebook กับ “กิ๊ก” ขณะที่อยู่กับแฟน (นอกใจระยะเผาขน)
เคยไหม? ที่ช่วงเช้าแฟนมารับไปกินข้าว ตกบ่ายกิ๊กมารับไปกินข้าว (บริหารเวลารายวัน)
เคยไหม? ที่เพื่อนสนิทคุณทุกคน รู้ว่าคุณมี “กิ๊ก” แต่คุณก็ยังรู้สึกแอบภูมิใจลึกๆที่ตัวเองฉลาด เก่ง สวยเลือกได้ (คิดแบบเข้าข้างตัวเอง)
เคยไหม? ที่คุณเอาสิ่งของที่แฟนคุณซื้อให้ ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ไปให้ “กิ๊ก” ใช้ (แบบนี้มันหยามกันเกินไป)
เคยไหม? ที่คุณพา “กิ๊ก” ไปกินข้าวร้านเดียวกับแฟนคุณ ในเวลาห่างกันไม่ถึงอาทิตย์ (เด็กเสริฟ์ไม่โง่นะ) 
เคยไหม? ที่บอกหาเรื่องทะเลาะกับแฟน เพื่อจะได้ “งอนกัน” เขาจะได้ไม่โทรหา ไม่มาหาคุณ คุณจะได้มีเวลาอยู่กับกิ๊กมากขึ้น (สร้างสถานการณ์ตัวแม่)
เคยไหม? ที่ต้องโกหกแฟนโดยเอาคนอื่นมาอ้าง เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับกิ๊ก (ตอแหลหน้าด้านๆ)
เคยไหม? ที่แกล้งทำเป็นมี “จิตสำนึก” อยากจะเลือกใครสักคน สุดท้ายก็ “เห็นแก่ตัว” อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน (สวยเลือกได้ ระวังจะไม่เหลือตัวเลือกนะ)
หากคุณ “เคย” กับหลายตัวอย่างข้างบน เราอยากให้คุณถามใจตัวเองว่า “คุณยังรักแฟนคุณอยู่บ้างไหม? เพราะความรักมันหมายถึงการให้เกียรติคนที่เรารักด้วย หากคำตอบของคุณคือ ไม่รักเขาแล้ว ปล่อยเขาไปเถอะคะ อย่าทำบาปเลย”
“ชีวิตคุณ คุณเลือกทางเดินให้ชีวิตของคุณได้ แต่อย่าลืมว่า ทางเลือกที่คุณเลือกเดินนั้น ไม่ควรจะไปกระทบกับชีวิตของคนอื่น หรือทำให้คนอื่นทุกข์ใจ โดยเฉพาะคนที่รักคุณ และคนที่คุณเคยรัก” (ฝากไว้ให้คิดกันเล่นๆนะคะ)
ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ทอมดี้ผ่อนรถ

เรื่องราวในวันนี้เราขอ “ตีแผ่” เรื่องจริง ที่โดยส่วนตัว เราเจอคนใกล้ตัว “ประสบปัญหา” เหล่านี้เยอะมาก (แล้วสุดท้ายจะมานั่งบ่นว่า “โง่อีกแล้ว”)


“รอน” ทอมสูงยาว เข่าดี หน้าตางั้นๆ อายุอานามก็ปาไป 35 ปีแล้ว เขาเป็นทอมต่างจังหวัด หน้าที่การงานก็จัดได้ว่าธรรมดา ติดอย่างเดียวก็คือ “คารมดี”​ใครได้มีโอกาสคุยกับเขา เป็นต้อง “ตกหลุมรัก” อย่างง่ายดาย 
คืนหนึ่งเขาไปเที่ยวผับตามปกติ เขาเหลียวไปเห็น “ซอ” สาวสวยหุ่นดี ที่นั่งดื่มอยู่เพียงลำพัง เขาไม่รอช้า เดินเข้าไปชนแก้ว และเดินเครื่องจีบแบบติดเทอร์โบ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เขาก็มีเธอนอนเปลือยกายอยู่ด้วย ทุกอย่างที่เกิดขึ้น “เมื่อคืน” จะจบไป หากเขาไม่บังเอิญรู้ว่า เธอทำงานมั่งคง มีฐานะระดับนึง และมีแฟนแล้ว  (แฟนเป็นทอม) ทำงานอยู่ต่างประเทศ จะส่งเงินมาให้ใช้ทุกเดือน ที่สำคัญเธอค่อนข้าง “เกรงใจ” แฟนของเธอมาก เขามองเห็นโอกาสความเป็น “กิ๊ก” ที่ดูยังไงไม่น่าจะเสียผลประโยชน์ 
เขาจึงตื้อ จีบเธอ จนเธอยอมรับเขาเป็น “กิ๊ก” เวลาผ่านไป เขาก็ยังคงเป็น “สุภาพทอม” ที่แสนดี จนกระทั่ง เขาได้เจอช่องทางในการหาผลประโยชน์เข้าตัว เขาเรียกร้องให้เธอสงสาร ว่าอยากได้ “รถ” สักคันนึงจะได้ขับไปรับไปส่งเธอได้ และเสนอให้เธอออกเงินดาวน์ และช่วยเขาผ่อน เขาทำตัวน่าสงสาร บอกว่า “คบกับเธอไม่หวังอะไร รู้ว่ายังไงเธอต้องเลือกแฟน แต่อยากจะดูแลเธอให้ดีที่สุด ซื้อรถมาเนี่ยก็เพื่อเธอทั้่งนั้น เงินเธอ เธอผ่อน และที่สำคัญ ชื่อเจ้าของรถ ต้องเป็นชื่อเขา (ฉลาดมาก)” 
ด้วยความที่เธอสงสาร และเห็นใจเขา ที่ต้องยอมตกอยู่ในสภาพ “กิ๊ก” เธอจึงออกเงินดาวน์ให้ เหลือผ่อน 3 ปี เธอช่วยเขาผ่อน 80% ของค่างวดทั้่งหมด เวลาผ่านไป 3 ปี เมื่อรถผ่อนเสร็จ เขาก็เริ่มหาเรื่อง “ทะเลาะ” กับเธอ และตีโพยตีพาย ว่ารับไม่ได้ที่ต้องตกอยู่ในสภาพกิ๊ก ต้องการความเป็นไท ให้กับตัวเอง (จะมาบอกอะไรตอนนี้ล่ะคะ อ๋อลืมไปได้รถไปแล้วหนึ่งคัน) 
เธอเสียใจที่เขาบอกเลิก ร้องไห้ ส่วนเขาโทษว่าเป็นความผิดของเธอ ที่ทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมาน 3 ปีกว่าๆ ถ้าเธอไม่อยากให้แฟนที่ต่างประเทศรู้เรื่องเขา เธอต้องปล่อยเขาไป (เขาไม่ได้พูดเรื่องรถอีกเลย เพราะตามกฏหมาย เขาเป็นเจ้าของโดยชอบธรรม) 
ในที่สุดเขาก็มีรถหนึ่งคัน ขับไปรับ ไปส่ง สาวๆ เป็นการต่อยอดได้อย่างดี (ระหว่างที่เขาเป็นกิ๊กกับเธอนั้น เขาก็คบคนอื่นอยู่ด้วยมากมาย) มีแต่เธอเท่านั้นที่ “โง่ งม งาย” คนเดียว
หากใครที่กำลังตกอยู่ในภาวะ “ผ่อน” ร่วมกับแฟนของคุณ เราอยากให้คุณกล้าเปิดใจ “คุยเรื่องการแบ่งผลประโยชน์” ในกรณีเผื่อเลิกกัน ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจ ไม่ใช่ว่าไม่รัก แต่เขาควรจะเข้าใจ  (หากเขารักคุณอย่างแท้จริง) เพราะสิ่งที่คุณทำนั้น เพื่อรักษาผลประโยขน์ของคุณและเขา เพราะไม่มีอะไร “อยู่ยั่งยืน” หรอกในสังคมสมัยดี (ด่วนได้ ด่วนมา ด่วนไป)
ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เหมาะสม?


มีหลายคน ที่ไม่มั่นใจในความเป็น ตัวของตัวเอง คิดมองตัวเองในแง่ลบ คิดว่าตัวเอง ไม่ดีพร้อม หรือ ต่ำต้อย ไม่คู่ควร ความจริงแล้ว วิถีแห่งชีวิต ไม่ได้สรรสร้างมนุษย์มา เพื่อให้ดูถูก แต่สร้างมนุษย์มา เพื่อให้ยอมรับ และส่งเสริมตัวเองและผู้อื่น ส่งเสริมรูปแบบชีวิตที่สมบูรณ์

เราได้รู้จักทอมดี้ธรรมดาคู่นึง เขาคบกันมา 5 ปีแล้ว คู่นี้ ทอมน่าตาหล่อ (โครต)  การศึกษาดี ที่บ้านร่ำรวยมาก สุภาพ เป็น ทอมในฝัน ของดี้หลายๆคน ส่วนดี้ก็หน้าตาขี้เหล่ (โครต) การศึกษาธรรมดา บ้านฐานะปานกลาง บรรดาทอมๆที่เห็นเธอ ต่างมองผ่าน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำให้คนสองคนนี้ โคจรมาเจอและรักกัน ทั้งๆที่ทั้งสอง ไม่มีความเหมาะสมกันเลย ไม่ว่าด้านไหน แต่อาจเพราะความแตกต่างในเกือบทุกด้าน ยกเว้น แง่มุมด้านความรัก  ความรักของพวกเขา เรียบง่ายในทุกๆด้าน ไม่มีปัญหา smooth ไปเรื่อยๆ เขาไม่เคยคิดว่า เธอไม่เหมาะสม หรือด้อยกว่าเขา แต่ตรงกันข้าม เขาพยายามที่จะปรับ และโน้มตัวเข้าไปหาเธอ ส่วนเธอ แรกๆที่คบกัน ก็ไม่มั่นใจในตัวเขา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยความรักและความเข้าใจ ทำให้ความรักของเขาทั้งสอง ก่อสร้างขึ้นมาแบบสมบูรณ์


ความเหมาะสมในความไม่เหมาะสม  ประโยคนี้ อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่เราก็คงโต้เถียงไม่ได้ว่า จริงๆแล้ว อาจจะมีโอกาสแบบนี้บ้าง เหมือนดั่งเรื่องข้างบน

สำหรับใครที่กำลังคิดว่า ตัวเองไม่เหมาะสมกับใครๆ ลองมองโลกในอีกมุมหนึ่งดู คุณอาจจะเข้าใจ เหตุผลที่คุณ ขาด ก็ได้ เพราะเมื่อคุณ ขาด คุณก็ต้องมีความจำเป็นที่ต้องการ ใครสักคน มา เติมเต็ม  เพื่อจะทำให้ชีวิตคุณนั้น สมบูรณ์

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อยากรู้ ต้องลอง


เนื่องจาก มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบเรียนรู้ คิดค้น ทำให้มนุษย์ไม่หยุดที่จะสรรหา ค้นหา ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ชอบอยากรู้อยากลอง อยากทดสอบ และประเมินผลด้วยตนเอง (สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น) และเพราะปัจจัยนี้แหละ ทำให้เกิด ความวุ่นวายพร้อมๆกับ ความรื่นเริงให้กับสังคม

สำหรับบางคนที่ชอบทานอาหาร ก็จะลองชิม ค้นหาเมนูจากร้านอาหารที่อร่อยที่สุด สนุกสนาน และผจญภัยกับการทานอาหาร ผ่านการชิมมา ทุกร้าน ทุกเมนู ไม่ว่าจะอร่อยถูกปากหรือไม่ก็ตาม พวกเขาเหล่านั้นก็มีความสุขที่ได้ ชิม

สำหรับบางคนที่ชอบลองสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ลองสิ่งเสพติด จำพวก ยาม้า ยาบ้า โค้ก ยาอี กัญชา หรือฝิ่น เพื่อทดสอบสมรรถภาพ อวัยวะต่างๆในร่างกายของตัวเอง ก็คงจะได้ประสบการณ์ที่แสนจะหฤหรรษ์กันไป ตามบุญและกรรม ถ้ามีบุญหน่อยก็ได้ตายเพราะเสพยาเกินขนาด ถ้ากรรมเยอะ ก็คงได้นอนลงแดงตายในคุก

แต่เรื่องที่เราจะถ่ายทอดในไดอารี่วันนี้ เป็นความอยากรู้อยากลอง อยากผจญภัยในแบบที่เราเชื่อว่า ต้องมีคนอ่านไดอารี่หลายคนของเรา เคยคิดที่อยากจะทดสอบเช่นกัน (แต่พวกคุณอาจจะไม่กล้าเช่นเขาคนนี้)

เดอร์ ทอมวัย 26 เขาเป็นนักผจญภัย ชอบศึกษา และเรียนรู้ใน ศาสตร์ ที่คนอื่นไม่เรียนกัน รวมถึงมีวิถีทางการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างแปลกด้วย เขาไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตน เนื่องจาก ไม่ชอบที่จะผูกมัดกับใคร จุดที่น่าสนใจของเขาก็คือ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมผู้หญิงตัวยงเลยทีเดียว เขามักจะชอบไปนั่งตามผับ หรือมหาวิทยาลัย เพื่อดักจีบผู้หญิง แล้วก็ลงเอยด้วยการมี sex ถ้าจะนับเป็นจำนวนก็คงหลายร้อยคนแล้ว สิ่งที่เขาสนใจในตัวพวกเธอ หาใช่รูปร่าง หน้าตาภายนอก หรือนิสัย แต่เขามีความสนใจ และอยากรู้อยากเห็นในพฤติกรรมของพวกเธอ เมื่อเธอเหล่านั้น ถึง จุดสุดยอด แห่งความเสียวเท่านั้น เขาบอกเราว่า เวลาเขาเจอผู้หญิงสักคนที่เขารู้สึกถูกชะตา เขาจะสังเกตุ และสรุปด้วยตัวเองก่อนล่วงหน้าว่า เธอคนนี้ จะมีพฤติกรรมอย่างไร? เมื่อถึงจุดสุดยอด ขั้นตอนต่อไปเขาจะเดินเข้าไปจีบ ขอลองของเธอดูสักคืน ซึ่งผู้หญิงแต่ละคน จะมีพฤติกรรมการเสร็จที่ไม่เหมือนกัน บางคนจะกัด บางคนใช้เล็บจิกต้นคอ หรือแขน บางคนก็ตะโกนคำหยาบออกมา บางคนก็จิกหัวเขา บางคนดูดคอเขาเป็นรอยแดงจ้ำๆ บางคนกอดและบอกรักอย่างอบอุ่น และพฤติกรรมที่แตกต่างกันนี้ ท้าทายให้เขาผจญภัยต่อไป โดยไม่คิดที่จะเลิกค้นหา

สำหรับทอมคนอื่น คิดอย่างไรเขาไม่รู้ แต่สำหรับเขา พฤติกรรมการมี Sex ของผู้หญิงเป็นเรื่องที่น่าค้นหามาก เขาตื่นเต้นทุกครั้งที่พวกเธอเหล่านั้น แสดงตัวตนที่แตกต่าง (โดยสิ้นเชิง) จาก บุคลิกปกติในชีวิตประจำวัน ออกมาเมื่อถึงจุดสุดยอด เขาเชื่อว่า การมี Sex ทำให้พวกเธอได้ปลดปล่อย และหลุดพ้นจาก พันธนาการแห่งสังคม เมื่อถูกกระตุ้นด้วย Sex หน้ากากที่พวกเธอสวมใส่ก็จะถูกกระชากออกมา ซึ่งผู้หญิงแต่ละคนก็มีเสน่ห์ในเรื่องนี้แตกต่างกันไป

เขายอมรับกับเราว่า ชีวิตของเขาอาจจะดูเหมือนผจญภัย และเวียนวนอยู่กับ Sex ตลอดเวลา แต่เขาก็มีความสุขที่ได้ทำ และรับรู้พฤติกรรมที่แตกต่างของพวกเธอ

ไดอารี่ในวันนี้ ไม่ได้จะชักจูงให้คุณทอมๆทั้งหลาย นำความอยากรู้อยากลองเชิงนี้ไปใช้ ล่าสวาทผู้หญิง (ฟันแล้วทิ้ง) แต่อย่างใด เพียงแค่เราอยากจะสะท้อนให้พวกคุณเห็นว่า ยังมีคนประเภท (เขา) อยู่จริงในสังคมนี้เท่านั้น คนเช่นเขา ที่อยากจะรู้ และทดลองกับสิ่งที่ไม่ได้มีในตำราเรียน หรือเขียนไว้ในหนังสือเล่มใด แต่ต้องศึกษาโดยตรงด้วยตัวเอง

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยึดติดกับรักครั้งเก่า


หลายคนใช้ชีวิตอยู่กับ “การยึดติดกับเรื่องราวในอดีต” จนทำให้มองไม่เห็น “อนาคต” สภาวะโหยหาอดีตนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศไม่ว่าทอม, ดี้ หรือเลส ทุกวัย ไม่เลือกวันเวลาและสถานที่ อดีตก็ไม่ได้มีไว้ให้เราโหยหาเท่านั้น แต่มีไว้ให้เราเยียวยา (เริ่มเรื่อง หลายๆคน ก็เริ่ม งง วันนี้เราไม่แฉเรอะ ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ผิดหวัง หายไปหลายวัน ตั้งใจจะเขียนเรื่องแฉ เลสสักหน่อย แต่เผอิญไปสะดุดกับ ความสำออยทางด้านอารมณ์ของคนๆหนึ่งเกี่ยวกับอดีตของเขา เลยต้องเอามาตีแผ่ เห็นแล้วชวนให้น่า สมเพชยิ่งนัก)

 บี ทอมวัย 38 เขาใช้ชีวิต “ยึดติด” กับแฟนคนเก่า (ที่ทิ้งเขาไปแต่งงาน) มากมาย จนต้อง “บังคับ” ให้คนใหม่ที่คบด้วย ประพฤติ และปฏิบัติตัวเหมือน “แฟนเก่าที่เขารักมากคนนั้น” และนี่ก็ทำให้ความรักครั้งต่อๆไปของเขา สับสนวุ่นวาย เพราะตัวเขาปล่อยให้ความทรงจำ และความรู้สึกกับคนรักเก่าทำร้ายทุกคนที่เขาเลือกคบ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต เสาะหาคนมาร่วมชะตากรรมรักกับเขาต่อไปเรื่อยๆ เขาเปลี่ยนแฟนอยู่บ่อยครั้ง แล้วมักจะบ่นว่า ทำไมดวงเขาถึงไร้คู่แบบนี้? (เราก็เคยหลงกล สงสารเขา ไปช่วยเขาหาแฟนเฉยเลย เราแนะนำเพื่อนเราให้เขารู้จัก) แต่เธอ (เพื่อนเรา) และเขาคบกัน 3 เดือน ก็ต้องเลิกรากันไป ร้อนถึงเราผู้เป็น แม่สื่อ ต้องไถ่ถาม ติดตามผล

เธอบอกกับเราว่า เขาพูดจาดี ไม่เจ้าชู้ ข้อเสียก็คือไม่ค่อยมั่นใจ ชอบทำอะไรซ้ำๆ ยึดติดกับแฟนเก่า ชอบนั่งดูรูปแฟนเก่า อ่านจดหมายแฟนเก่า  (เรื่อง sex ก็ทำแบบเดิมทุกครั้ง ท่าทางเขาจะเป็นเอามากนะเนี่ย) สิ่งที่ทำให้เธอรับเขาไม่ได้ก็คือ เขามักจะเอาเธอไปเปรียบเทียบกับแฟนเก่า แฟนคนนั้นชอบใส่เสื้อยืดตัวเล็กๆ และกางเกงยีนส์ 4 ส่วน (กางเกงเลยเข่ามาหน่อย) เขาก็บังคับให้เธอใส่ (เธอตัวไม่สูงมากนะ 155 ซม. ใส่กางเกง 4 ส่วน ก็ยิ่งดูเตี้ยเข้าไปใหญ่ เธอมองดูตัวเองในกระจกแล้ว ทุเรศ แต่ก็ต้องทนใส่เพราะสงสารเขา) เขาบังคับให้เธอใส่น้ำหอมกลิ่นที่แฟนเก่าชอบใส่ (ทั้งๆที่เธอแพ้น้ำหอม) เขาบังคับให้เธอ ดัดผม (เธอหน้ารูปไข่ ไม่ใช่คนหน้ายาว ดัดไปแล้วจะดูได้ไหมล่ะ) สรรพนามที่ใช้เรียกแทนชื่อกันก็ต้องเป็น ป๋า กับ ม๋า ฯลฯ สิ่งที่เขาพยายามจะเปลี่ยนทำให้เธอรับไม่ได้ (ใครจะไปทนได้ล่ะ) ยังดีนะที่เธอ ทนไม่ได้ เธอก็เลยบอกเลิกกับเขา ไม่อย่างนั้นเธอก็คงจะต้องเป็นแบบใครอีกหลายคน ที่ต้องทน และต้องทน ไปเรื่อยๆ เพราะความรัก” ที่มีต่อเขา  

หลังจากที่เธอเลิกกับเขา เขาไม่เสียใจเลย หลังจากนั้นไม่เกินอาทิตย์ เขาก็ไปคบกับเพื่อนรุ่นน้องของเธอ เธอได้ข่าวมาว่า รุ่นน้องคนนั้น ก็โดนเปลี่ยนแปลง เหมือนที่เธอเคยโดนมา เราฟังเรื่องนี้แล้ว ก็สงสาร เพราะการยึดติดอยู่กับคนรักเก่า และความไม่รู้จักตัวเองของเขานำพาคนอื่นเข้ามา “ร่วมชะตาชีวิต” (คุณบีคะ ถ้ามันลำบากแสนสาหัสมากกับการลืมคนเก่าแล้วเริ่มต้นใหม่ ก็อยู่ใน รู ต่อไปนะคะ อย่าออกมาให้คนอื่นเขาต้องเหนื่อยใจกับการกระทำของคุณ เห็นแล้วสมเพชคะ)

หลายๆคนได้กักขังตัวเองไว้กับเรื่องราวความรักครั้งเก่า จมอยู่กับความทรงจำ และหัวใจที่แตกสลาย ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยความทุกข์ระทม และความกลัว เพราะไม่ยอมปลดปล่อยตัวเองจากอดีต (คนประเภทนี้น่าสงสารที่สุด ตัวเขา เขายังไม่รู้จักเลย ช่างน่าเศร้าแท้) ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ ความทรงจำครั้งเก่า สร้างให้เกิด ความกลัวและกังวลต่อความรักครั้งใหม่ มีแต่ตัวเขาเองเท่านั้น ที่จะปลดปล่อยอดีตของตัวเองได้ บางครั้งการรวบรวม ความกล้ากลับไปเผชิญหน้ากับคนรักเก่า อาจทำให้เราได้ล่วงรู้ความรู้สึกที่แท้จริงในส่วนลึกของเราได้ว่า คน ตรงหน้าไม่ได้มีอิทธิพลในหัวใจเราอีกต่อไป และไม่มีใครกักขังหัวใจเราไว้ได้นอกจากเรากักขังมันไว้เอง

จงจำไว้ว่า ประตูที่ปิดตายแล้ว
แถมเจ้าของก็โยนกุญแจทิ้งไป
ในมหาสมุทรอันแสนกว้างใหญ่
อย่าหวังว่าเราจะได้กุญแจดอกนั้นกลับคืนมา
เพื่อไขเข้าไปในหัวใจของเขาอีกต่อไปเลย
มันเหนื่อยเปล่า

ขอบคุณมากนะคะที่ติดตามอ่าน เรื่องราวในวันนี้อาจทำให้เพื่อนๆต้องอ่านซ้ำ เชื่อว่าเพื่อนหลายคนที่ใช้สติในการอ่าน คงจะได้แง่คิดอะไรบ้าง (สำหรับคนที่ยังสติไม่อยู่กับตัวเองตอนนี้ ตั้งสติให้ดี แล้วค่อยๆอ่านใหม่ อ่านช้าๆ ออกเสียงดังๆ พวกคุณต้องเข้าใจได้แน่ๆ อย่าเพิ่งท้อนะคะ)

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จมอยู่ในอดีต

“อดีต หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว” เหลือไว้เพียงแค่ “ความทรงจำ” แต่จะเป็นเรื่องราวที่ควรจดจำหรือไม่นั้น ก็ต้องแล้วแต่ตัวบุคคลนั้น

บ้างใช้ชีวิตปัจจุบัน แต่มองไปยังอนาคต คิดล่วงหน้าไปกังวลถึงอนาคตมากเกินไป ทำให้  “ประมาทกับปัจจุบัน”​  (แล้วจะเดินถึงอนาคตได้ไหมอ่ะ?)

บ้างใช้ชีวิตปัจจุบัน แต่ยึดติดกับอดีตมากเกินไป จึงเดินวนเวียน (เป็นวงกลม) อยู่ในวัฏจักรแห่งอดีตยังคงขังตัวเองอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต ใช้ความเจ็บปวดนั้นมาหลอกหลอน แล้วทำร้ายตัวคุณเองอยู่เสมอ

มนต์ ดี้ไฮโซดูดี อายุอานามก็ปาเข้าไปสามสิบต้นๆแล้ว แต่ไม่ว่าเธอจะมี options พร้อมแค่ไหน แต่สิ่งที่เธอขาดก็คือ ความรัก และ ชีวิตคู่ ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน เธอถูกทอมหน้าหยก วัยละอ่อน ทิ้งขว้าง โดยไม่แม้แต่จะโทรมาบอกเหตุผลว่า ทำไม? ถึงได้ “เดินจากเธอไป” แบบไม่กล่าวคำลา ทิ้งให้สาวมั่นอย่างเธอต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความเจ็บปวดอยู่นานหลายปี

ตอนคบกันก็ป้อนคำรัก เอาอกเอาใจ อยากเบื่อกัน ก็สลัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ใครจะไปรับได้ และยิ่งเป็นคนละเอียดอ่อนในอารมณ์อย่างเธอด้วยแล้ว จดจำได้หมด ไม่ว่าวันครบรอบที่คบกัน (แต่ตอนนี้เมื่อวันครบรอบเวียนมาถึงก็ต้อง “หวาดผวา” กับวันนี้ พร้อมกับคำถามว่าทำไม? เขาถึงทิ้งเธอไป) และเมื่อถึงวันครบรอบที่เขาทิ้งเธอไป   เธอก็จะ “ร้องไห้” อยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ เฝ้าคิดถึงแต่เรื่องราวในอดีตที่เจ็บปวด ที่เขาเคยทำให้กับเธอ บดบังให้เดือนๆนั้น วันๆนั้น ที่เขาทิ้งเธอไป เป็นวันเฮงซวยประจำปีในชีวิตของเธอ

ชีวิตเธอไม่มีความสุขเลย ไม่กล้า "เปิดใจ" คบใครใหม่ ต้องมีชีวิตวนเวียนอยู่ในความเหงาเพียงลำพัง (น่าสงสารเธอจัง)

ใครที่เป็นแบบเธอ เราอยากให้จดจำเฉพาะช่วงเวลาที่เรามีความสุขนะคะ อย่าไปจดจำช่วงเวลาเลวร้ายเลย เพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกแย่ และแย่ลงเรื่อยๆ  คิดไว้ซะว่า ถ้าเขาเป็นของเรา เขาก็ต้องเป็นของเรา แต่ถ้าเขาและเราไม่มีวาสนาต่อกัน ก็ปล่อยวางซะ ยังมีคนดีๆรอเราอยู่ในอนาคต

ชีวิตในแต่ละวันเดินไปยากลำบาก เพียงแค่ต้องการ “เหตุผล ประกอบคำถามว่า ทำไม? เท่านั้น”  (ใครที่กำลังมีแผนการณ์จะทิ้งแฟนตัวเอง โดยไม่เอ่ยเหตุผล ก็ขอให้คิดให้ดีก่อน เพราะแค่คุณทิ้งเขา คุณก็บาปแล้ว ยังจะสร้างตราบาปในจิตใจของเขาอีกหรือ? อย่างน้อยก็คิดถึงสิ่งดีๆ ช่วงเวลาดีๆ ที่คุณมีกันและกันเถิด)


ฝากไว้นะคะ สำหรับใครที่ชอบเดินเป็นวงกลม (วนเวียน) อยู่ได้ ชีวิตเป็นของพวกคุณ ทางเลือกเป็นของพวกคุณ ขึ้นอยู่กับคุณจะยอมเดินออกมาจากวัฏจักรอันเลวร้ายที่ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เสมอได้หรือเปล่า ทุกอย่างอยู่ที่คุณคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทอมชอบแย่งแฟนชาวบ้าน

ประชากรในโลกเพิ่มมากขึ้ืนอย่างรวดเร็ว แต่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด (เอาหลักเศรษฐศาสตร์ มาเปิดประเด็น) ดังนั้น ไม่แปลก! หากจะเห็น “การแย่งชิง” (พื้นที่ทำกิน หน้าที่การงาน การเข้าศึกษาเล่าเรียน หรือแม้กระทั่งแย่งสามีภรรยา) ให้ได้เห็นกันบ่อยครั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์์ เราทุกคนต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเอง และบ่อยครั้งสิ่งที่ดีที่สุดนั้น ก็มีเจ้าของอยู่แล้ว  (เกริ่นแค่นี้นะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า)
“วอย” ทอมชอบ “เสียบ” (ชอบแย่งแฟนชาวบ้าน) ถ้าย้อนสืบประวัติเก่าๆของเขาก็จะพบว่า แฟนทุกคนที่เขาได้มาครอบครองนั้น ล้วน “แย่ง” มาทั้งสิ้น โดยสันดาน เขาจะจีบหญิงที่มีแฟนแล้ว กำลังคบหากับแฟนอยู่  หากเขาอยากได้ เขาก็จะ “แปลงร่าง” ตัวเองเป็น “ทอมแสนดี” ช่างตื้อ ช่างเอาใจ ทุ่มให้ทุกอย่าง จึงไม่แปลกที่จะ “หลอกล่อ” ให้ “ผู้หญิงที่ใจอ่อน ช่างโลเล” เปลี่ยนใจมาหาเขา และทิ้งให้แฟนที่คบอยู่ “อ้าปากค้าง ด้วยความงงงวย” พอผ่านช่วงโปรโมชั่น เขาก็จะ “ลอกคราบ” กลับเป็นตัวตนเดิมที่เห็นแก่ตัว ขี้งก จู้จี้ ขี้บ่น ทำร้ายร่างกาย ต่างกับตอนแรกราว “ฟ้ากับเหวลึก” หากสาวใดทนไม่ได้ “ฉลาดหน่อย” จะเลิก ก็เป็นบุญแก่ชีวิต แต่หาก “โง่งี่เง่า” มัวติดอยู่กับ “ภาพแรก” ที่เขาสร้างไว้ ก็จะเสียเงิน เสียเวลา เป็น “ค่าโง่”​กันไป แต่ก็ไม่ถึงปีหรอก เขาก็จะ “สลัดเธอทิ้ง เร็วกว่าสลัดผ้า” และ “เดินหน้า” ไปแย่งแฟนชาวบ้านต่อไปเรื่อยๆ

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รำพึงถึง "ปัจจุบัน"


มีคนอยากรู้ถามเราว่า เรามีคติในการดำเนินชีวิตอย่างไร (มิทราบว่า จะเอาคำตอบเราไปวิเคราะห์ตัวตนเราหรือ?) เราตอบว่า ทุกเช้า เมื่อตื่นขึ้นมา เราจะขอให้วันนี้เป็นวันสุดท้าย เราจะดำเนินชีวิตให้ดีที่สุด ราวกับว่าพรุ่งนี้จะไม่มีโอกาสได้ทำอะไรอีก แล้วชีวิตของเราก็ดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ (ใครที่ยังไม่มีแบบแผนในการใช้ชีวิต ใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อย คิดแผนโดยด่วน)  

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ร่างกายของเรา


ร่างกาย เป็นสิ่งที่อยู่กับเราตั้งแต่เกิด อาจสร้าง ความพอใจ หรือ ความไม่พอใจ ให้กับคุณ แต่ ร่างกายแบบที่ธรรมชาติ ให้มานี้ ก็ต้องอยู่เป็น ตัวบ่งชี้ ความเป็นตัวคุณ (ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับคนอื่นๆ) ดังนั้นสิ่งที่พวกคุณ พึงปฏิบัติ ก็คือ ดูแลร่างกาย ของคุณให้ อยู่รอดและปลอดภัยรอจนกว่า ยมบาล จะมาพรากไป

สังคมสมัยนี้อยู่ในช่วง มันนี่นิยม ทุกๆคนที่เกิดมาในสังคมนิยมนี้ ต้องทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อ เงิน ตัวเดียว ที่จะบรรดาทุกสิ่งที่คุณต้อง มีเพื่อใช้ดำเนินชีวิตในสังคม ยิ่งอยากจะมีเงินมาก ก็ต้องยิ่งทำงานมาก จนหลายคนลืมที่จะมองดู ศักยภาพ ในร่างกายของตัวเอง ยอม อดหลับอดนอน เพื่ออะไร?

กี่คนแล้วที่ยอมลำบาก ทำงานหามรุ่งหามในวัยสาว ตั้งใจเก็บเงินเพื่อที่จะสบายในวัยชรา แต่ก็ไม่ได้ สบาย สมใจ เพราะเงินที่เก็บมาด้วยน้ำพักน้ำแรงทั้งหมด ต้องถูกนำมาใช้ เพื่อ รักษาและประคอง ร่างกายที่เคย ทิ้งๆขว้าง ปล่อยให้ ส่วนอะไหล่ชีวิต แต่ละชิ้น ค่อยๆเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร สุดท้าย ชีวิตหนึ่งที่เกิดมา ก็ต้องชดใช้กรรมที่ก่อไว้กับร่างกายตัวเอง ไม่ได้รู้จักคำว่า สบาย เลยในชีวิต

เพื่อนๆคนไหน อยู่ในช่วงวัยที่ยังไม่สายเกินไปต่อการดูแลรักษา หันมาใส่ใจ สุขภาพ กันเถอะคะ อาจจะเริ่มจาก อาหาร การกิน และ การออกกำลังกาย แบ่งเวลาให้กับ ร่างกาย คุณบ้าง อย่ามัวเสียเวลาไปกับการเลือก เครื่องแต่งกาย หรือ เครื่องประดับ ที่จะทำให้คุณดูดี เพราะ ความสวยที่แท้จริงต้องออกมาจาก ข้างใน ตัวคุณ


ลองถามตัวคุณดูว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่จะทำอะไรเพื่อ ร่างกาย ที่เป็น เพื่อนแท้ ของคุณมาตลอด

ร่างกาย คือมิตรแท้
หัวใจ ต้องรักษา
สมอง หมั่นเรียนรู้
จิตวิญญาน ต้องถือ คุณธรรม

มีแฟน หมั่นดูแล
มีกิ๊ก ต้องควบคุม
กะล่อน ให้เป็นที่
แล้วชีวี จะปลอดภัย

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รักยุคดิจิตอล

สมัยนี้จะ บอกรัก หรือ บอกเลิก ใครสักคน ก็ง่ายเพียง ปลายนิ้ว สัมผัส จึงทำให้ เราเลือกที่จะใช้ อารมณ์ (ที่ไม่มั่นคง) เป็นตัวตัดสินที่จะ เริ่ม หรือ ยุติ ความสัมพันธ์ เพราะอะไรๆ ก็ดูง่าย และเร็วไปหมด จนบางครั้ง การตัดสินใจหลายๆอย่าง ฉาบฉวยเราจึงมองข้าม ที่จะย้อนคิดถึง เหตุผล บางเหตุผลที่เล็กๆ (แต่ก็สำคัญ) ไป

สมัยนี้ ความรัก ถูก คลิก สั่งได้ด้วย ปลายนิ้ว”  

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ให้รักเดินทางมาเจอ "เรา"

เพื่อนๆคะ ลองนั่งนิ่งสักครู่นะคะ แล้วหลับตาลง ถามตัวคุณเอง (ในใจ) ว่าคุณมีความคาดหวัง หรือ ความฝัน ที่ต้องการใครสักคน (แฟน) ที่มีคุณสมบัติเช่นไร?

เราเชื่อว่า เกินกว่า 90% คงมี Spec ต้องการแฟนที่เพียบพร้อม ด้วย รูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติ (และ เพศสมบัติ)

บางคนเลือกที่จะใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ คบกับคนไปเรื่อยๆ โดยไม่พุ่งความสนใจมากกับ Spec ในฝันเท่าไหร่ (ใช้ชีวิตแบบคุ้มค่า เจอใครก็เอาด่ะ) แต่ก็มีบางคนที่ รอ และรอ คนในฝัน รอคนที่ Perfect คนนั้น (ให้จุติลงมาเกิด และพบเจอ)  ยังไงก็ขอให้คุณได้เจอคนๆนั้น ก่อนจะต้องไปเจอ ยมบาล นะคะ  

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทอมโง่ดีเด่นประจำปี

แวะมาทักทาย พี่ๆน้องๆเพื่อนๆ และผู้อ่านทุกท่าน ห่างหายไปนานแสนนานเลยสำหรับเรา ช่วงนี้ยุ่งทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องชาวบ้าน (555) ก็วุ่นวายกันไป กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ ก็เล่นเอา CPU ในสมองเรา Hang ไปหลายตลบ ทำเอา “สมองค้าง หูดับ ตากระตุก” ไปหลายวัน 

ก็อย่างว่าแหละ เรื่องของตัวเราเอง โดยส่วนตัว Happy everyday!!! มีความสุขกับแฟนทุกวัน แต่ที่ทำให้เป็นทุกข์นี่ก็ “สิ่งเร้าจากคนรอบข้าง” หรือพูดกันง่ายๆก็คือ “เรื่องชาวบ้านล้วนๆ”

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

แผ่นดินไหว และสึนามิที่ญี่ปุ่น เกี่ยวข้องอย่างไรกับ แม่พระแห่งอากิตะ




รูปปั้นไม้ที่แม่พระร้องไห้ออกมาเป็นเลืิอด




วินาทีแรกที่มีการรายงานข่าวแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น ผมกำลังนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ สิ่งแรกที่ผมนึกถึงหลังเกิดเรื่องร้ายนี้คือ “แม่พระอะกิตะ” (แม่พระประจักษ์ที่ญี่ปุ่น) ผมรีบเข้ากูเกิลเพื่อค้นหาข้อมูลแม่พระอะกิตะ เพื่อดูว่า มีอะไรเป็นสัญญาณบอกเหตุหรือเปล่า ผมเชื่อว่า หลายท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อ แม่พระอะกิตะ กันบ้างแล้ว นี่เป็นการประจักษ์ที่วาติกันรับรอง ดังนั้น ก่อนผมจะลงลึกถึงรายละเอียด ขอแบ่งปันความเป็นมาของ แม่พระอะกิตะ สักเล็กน้อย

เรื่องราวแม่พระประจักษ์ที่อะกิตะ เกิดใน ค.ศ.1973 แม่พระประจักษ์มาหา “ซิสเตอร์อักแนส คัตซึโกะ ซาซากาวะ” (ชาวพุทธที่รับศีลล้างบาปเป็นคาทอลิก) ใจความสำคัญของการประจักษ์ครั้งนั้น แม่พระพูดถึงความขัดแย้งในพระศาสนจักรคาทอลิกและอุทกภัยที่จะเกิดกับโลก 

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

จงยอมรับความเปลี่ยนแปลง

เป็น “ความโง่มากมาย” หากใครสักคนจะดำรงชีวิตโดยคิดว่า ทุกๆวันของตัวเองต้องมีความสุข ความสมหวัง โดยไม่เตรียมใจรับ “ความผิดหวัง” ไว้บ้าง เพราะคงไม่ใครในโลกนี้ที่มีความสุขตลอดชีวิต และมีความทุกข์ระทมตลอดชีวิตเช่นกัน 

คนที่เคยรวย เมื่อต้องมาจนในพริบตา ก็คงยากที่จะทำใจ บ้างก็เลือกที่จะจบชีวิตของตัวเองบนโลกนี้
คนที่เคยมีแฟนที่ดี เมื่อต้องมารับรู้ว่าคนที่เคยบอกรักตัวเองมากที่สุด ไปคบกับคนอื่น ก็ยากที่จะทำใจให้ยอมรับได้เหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The Rite คนไล่ผี ความเป็นจริงในแง่มุมคาทอลิก


ในมิสซาเทิดเกียรติแม่พระแห่งฟาติมา เมื่อวันที่ 13 ที่ผ่านมา เราได้ไปอ่านบทอ่านในมิสซา จบมิสซาเราได้มีโอกาส "สอบถามข้อมูลที่สงสัย รวมถึงพูดคุยกับพระสงฆ์ และผู้มีความรู้เกี่ยวกับวาติกันท่านนึง" ในวันนี้เราจึงอยากตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับหนังเรื่อ ง The Rite ที่หลายๆคนสงสัย โดยอ้างอิงถึงการหาข้อมูล และค้นคว้า ของบุคคลท่านนึง" 

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Love without Honesty is nothing.


สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะคะ เราเชื่อว่า หลายๆคนอาจจะตื่นเต้นกับวันนี้เป็นพิเศษ เพราะลุ้นอยู่ในใจลึกๆว่า คนที่เราคาดหวังนั้น จะมอบอะไรให้เป็นของขวัญในวันพิเศษ วันแห่งความรักเช่นวันนี้ ก็ขอให้ “ความสุข ความสดใส และความรัก” สถิตอยู่กับทุกคนนะคะ
“ความรัก” ที่แท้จริง ที่ออกมาจากหัวใจนั้น มีอยู่น้อยเหลือเกิน เพราะส่วนใหญ่จะมีแต่ความรักที่ฉาบฉวย

รักเพราะแฟชั่น (ประมาณว่า ถ้าตอนนี้กระแสเกาหลีมาแรง คนที่คบด้วยก็ต้อง หล่อ สวย สไตล์เกาหลี)

รักเพราะสงสาร (โดยลืมสำรวจ และถามหัวใจตัวเราเองว่า “รู้สึกเช่นไร?”) สุดท้ายก็ต้องมาทรมานเพียงลำพังทุกที

รักเพราะเพื่อนยุ (ต้องยอมรับว่า “เพื่อน”​เป็นปัจจัยสนับสนุนอย่างดีให้กับความรักของหลายต่อหลายคู่) หากเพื่อนแนะนำคนดี ก็เป็นบุญไป หาไม่ใช่ หายนะ ก็มาเยือน

รักเพราะผลประโยชน์ (เพื่อผลกำไร ความรักจึงก่อเกิด) คบคนรวย คนหล่อ ชาติตระกูลดี ก็ทำให้สบาย  

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สร้างภาพ

เราเชื่อว่า เพื่อนๆหลายคน อาจเคย "สนทนา" กับคนที่ไม่เคยรู้จัก (ไม่ได้เป็นเพื่อนสมัยเรียน บ้านไม่ได้อยู่ติดกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางใดทั้งนั้น) ผ่านทาง "ตัวอักษร" และหากสามารถดึงดูดความสนใจของคู่สนทนาได้ล่ะก็ ก็จะพัฒนามาเป็น "เสียง" ทางโทรศัพท์ และนี่อาจเป็น "จุดเริ่มต้น" ของความรัก และความฉิบหายของคนหลายๆคน

ในวันนี้เรามีเรื่องมาแบ่งปัน เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วเราก็ขำๆ เพราะดูเหมือนเรื่องทำนองนี้ จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคม (สะท้อนได้อย่างดีทีเดียว)

"นุ๊ก" ทอมคนนึงที่แสนธรรมดา เขาบังเอิญได้มารู้จักกับ "ดาว" ดี้แสนซน แรกเริ่มทั้งคู่ก็คุยกันผ่านทาง FACEBOOK และเธอก็ประทับใจในความสนใจของเขาเกี่ยวกับ พระจันทร์ ดวงดาว ดารา (ผ่านทางตัวอักษร) หลังจากนั้นทั้งคู่ก็แลกเบอร์มือถือคุยกันเรื่อยมา ทุกอย่างดูลงตัว และอาจเป็น "คู่รัก" ที่เกิดใหม่ขึ้นอีกคู่ในสังคม หากแต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้ว ทั้งคู่กำลัง "สร้างภาพ" และไม่เป็นตัวตนของตัวเอง
 

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

ไม่คลาดกัน

หากพูดถึง “การเดินทางของความรัก” หลายๆก็ครองตัวโสดมานานแสนนาน (จนแอบน้อยใจตัวเองว่า เพราะอะไร? เราถึงไม่มีคู่ แม้คนจะจีบยังไม่มีเข้ามาเลย) ส่วนคนที่มีคู่อยู่แล้ว ก็ใจชื้นขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่ก็มีคำถามตามมาเช่นกันว่า “ทำไมเขาหรือเธอต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้” ไม่ได้ดั่งใจเสียอย่าง เรียกได้ว่า ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี มองหา “กิ๊ก” มองหาโอกาสที่ดีกว่า ใหม่กว่า (แบบว่าไม่รู้จักคำว่า “พอ”)


วันนี้เรามีเรื่องมาแบ่งปัน เชื่อว่า เพื่อนๆจะได้มีมุมมองความรักเพิ่มมากขึ้นอีกมุมนึง


เมย์ (ทอม) และ ปราย (ดี้) ทอมดี้นักเรียน ม.ปลาย ด้วยความที่ความรักก่อเกิดในช่วงวัยรุ่น เวลารัก ก็รักกันมาก เวลาทะเลาะกันก็ใส่ ENERGY มากเกินไปด้วย ทั้งคู่ รักๆ เลิกๆ กันมาหลายต่อหลายครั้ง จนเพื่อนๆในวัยเดียวกัน จัดให้ทั้งคู่เป็น “คู่ตัวอย่างที่ไม่มีทางที่จะคบจะได้ยืด อยู่ด้วยกันได้” อย่างแน่นอน


เวลาทะเลาะกัน เธอก็จะตะโกนใส่หน้าเขาว่า “ฉันรักแกมาก พอๆกับเกลียดนิสัยอวดดี เอาแต่ใจของแกมากเช่นกัน” ถ้อยคำดังกล่าวทำร้ายเขามาจนชินชา และ 2 ปีแห่งการอดทน (ที่อาจมีอีกหลายๆคู่ที่อดทนมากกว่านี้) การทะเลาะเบาะแว้งกันก็เป็นอันต้องยุติ ด้วยคำว่า “เลิกกัน และลาก่อน”


ก่อนจากกัน เธอได้บอกกับเขาว่า “ฉันอยู่โดยปราศจากคุณไม่ได้ แต่ฉันก็ทนอยู่กับคุณไม่ได้เช่นกัน” (แต่ละประโยคที่เธอสรรหามาพูดนั้น ช่างแทงใจดำผู้รับฟังเหลือเกิน) เขาแยกไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนเธอก็เรียนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ด้วยระยะทางแล้วทั้งสองไกลกัน ทั้งคู่จึงขาดการติดต่อกัน ไม่ว่าในฐานะไหน แม้แต่ฐานะเพื่อนก็ตาม แต่ก็แปลกที่เขาก็ยังเฝ้าคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆที่มีเธออยู่เสมอ (เธอคนที่เขา “ไม่เลือก” ที่จะอยู่ด้วย)


หลังจากนั้นเขาคบดี้อีกหลายต่อหลายคน เขาพบว่า ดี้ที่เขาคบแต่มาหลังจากเธอนั้น ขาดอารมณ์รุนแรง (ที่ทำให้เลือดในร่างกายของเขาฉีดพล่าน ดี้พวกนั้น เรียบร้อย หัวอ่อน และจืดชืดเกินไป) ไม่มีใคร “วิ่งตามเขาทัน ฉลาดตามเขาทัน เถียงตามเขาทัน” ได้สักคน ไม่มีคนไหนมีนิสัยดุดันเท่ากับเธอเลย แต่เมื่อเขาหวนคิดถึงเธอ เขาก็พบว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเธอไม่ต่างอะไรกับอยู่ “ในนรก” เลย (คิดวนไปวนมา ใจนึงก็อยากได้คนอย่างเธอ อีกใจก็ไม่อยากได้) สับสนในตัวเองอยู่ทุกครั้ง


หลายปีที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาก็ยังคงค้นหา ดี้ที่สมบูรณ์แบบ มีครบทุกรสชาติ ที่จะมาทำให้หัวใจเขาชุ่มชื้นอีกครั้งนึง เขาพยายามเหลือเกินที่จะเดินหาดี้สักคนในมหาวิทยาลัย ติดต่อไปยังเพื่อนเก่าๆ เผื่อว่าจะมีใครสักคนช่วยให้เขาพบรักใหม่อีกสักครั้ง แต่ก็ไม่มีดี้คนไหนที่เหมาะสมพอสำหรับเขา


5 ปีต่อมา เขาเรียนจบ เริ่มทำงานในบริษัทที่มั่นคงแห่งนึง มุมมองการใช้ชีวิตของเขาโตขึ้น ภาวะทางอารมณ์ดีขึ้น แต่ก็ยังครองตัวเป็น “โสด” เพื่อนๆที่ทำงานแนะนำสาวหลายต่อหลายคนให้เขา รวมถึงแนะนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์จับคู่ให้ (เพื่อนสงสารเนื่องจากเขาลองมาหมดทุกวิธีในการหาคู่แล้ว แต่ก็ยังไม่เจอคนที่ถูกใจเลย) แม้ว่าเขาจะอยู่กับความโสดมานาน แต่เลือกในกายเขายังรุ่มร้อนที่จะมีใครสักคนเคียงข้างกายอยู่ ทำให้เขาไม่ละความพยายามที่จะหาคนที่ “ใช่”



เขาได้เข้าไปใช้บริการในเวปทอมดี้แห่งหนึ่ง เขาได้ลงประกาศหาคู่ มีดี้หลายคนไป comment ในกระทู้ ทิ้งอีเมลล์ และเบอร์มือถือไว้หลายคน เขาได้สุ่มเลือกมาคนหนึ่ง และโทรไปหา ปรากฏว่า เขาต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงที่ปลายสายนั้น เพราะเสียงนั้น คุ้นหู และไม่มีวันที่เขาจะลืมเจ้าของเสียงนี้ได้เป็นอันขาด เสียงนั้นคือ “ปราย” แฟนคนแรกสมัยมัธยม และคนเดียวที่เขาคิดถึงตลอดมา เมื่อได้คุยกัน ทั้งคู่ได้ตัดสินใจคบกันอีกครั้ง และด้วยการเติบโตด้านวุฒิภาวะ และภาวะทางอารมณ์ ณ ปัจจุบันทั้งคู่คบกันมาได้ 5 ปีแล้ว



เราเคยได้ยินคนพูดว่า “คู่กันแล้ว ไม่แคล้วกัน” และ “ถ้าเขาคือคนที่ใช่ เขาก็คือคนที่ใช่” ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปอีก กี่วัน กี่เดือน กี่ปี แต่ด้วยพรหมลิขิต (Destiny) หรืออะไรสักอย่าง ก็จะพาคนสองคนนั้นมาเจอ และมารักกันอีกครั้ง แต่หากนั่นเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ เราควรจะรักษาคนที่เราคิดว่าเขาใช่สำหรับเราที่สุด ในขณะที่เรามีเขาอยู่ ให้อยู่กับเราให้นานที่สุด



อย่าเอาคำว่า “เลิกกัน” มาเป็นคำทักทายความรักต่อไปเลย ดูแลคนที่เรารัก และดูแลหัวใจตัวเราเองให้ดีๆ เพราะ “พรหมลิขิต” ไม่ได้มาเคาะประตูบ้านเราบ่อยๆหรอกนะคะ (ยังมีคนโสดอีกหลายคน ที่ยังคงเดินทางค้นหาความรักต่อไป) คุณโชคดีที่สุดแล้ว ที่มีคนที่ใช่ ได้เจอคนที่ใช่ รู้ไหม?



สำหรับคนที่ผ่านเรื่องราวความรักมากมาย จนรู้สึกแย่และทำร้ายตัวเอง ลองคลิกกลับไปอ่านเรี่องราวต่างๆ ที่เราเคยเขียนดู แล้วจะรู้ว่า ทุกข์ในความรักของคุณเล็กน้อยมาก หากเทียบกับของคนอื่นๆ



ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

ประชดรักภาคพิเศษ

เมื่อวันก่อนจัดห้อง เราได้เจอ “งานเขียน” เก่าๆของเรา ที่เคยเขียนไว้ใน “ไดอารี่ของเลสล่า” ที่เรา print ใส่กระดาษไว้กองใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันเราไม่มี file นั้นอยู่ในคอมเรา) หลังจากที่นั่งอ่านๆไป อ่านๆมา เราจึงขอนำเรื่องที่เราเขียนไว้แล้วในอดีต (หลายปี) ซึ่งเพื่อนบางคนอาจเคยอ่าน (เพราะเป็นแฟนคลับเราอย่างเหนียวแน่น) แต่ก็อาจจำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว รวมถึงคนบางคนที่ยังไม่เคยอ่าน อาจจะได้รับประโยชน์จากงานเขียนเหล่านี้ได้บ้าง

สิ่งที่เห็นได้ชัดในสังคมตอนนี้ก็คือ “คนหลายๆคนเริ่มจะมีอาการป่วยทางจิตใจ” หลายคนเริ่มจัดการและควบคุมปัญหาที่เข้ามาในชีวิตไม่ได้ จึงเลือกที่จะ “หนี” ออกจากปัญหา เพียงเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงสถานะที่ต้องเผชิญ พวกเขาไม่กล้าที่จะ “ยอมรับ” กับปัญหา เพราะพวกเขากลัวที่จะรับรู้ “ความจริง” จากคนที่พวกเขารัก ซึ่งจะนำพาพวกเขาสู่ “ความล้มเหลว” ในการมีชีวิตอยู่

ไดอารี่วันนี้เป็นเรื่องราวของดี้คนนึง ที่ผิดหวังต่อความรัก และอ่อนแอกับโชคชะตาที่เธอต้องเจอ

“หนู” ดี้วัย 19 เป็นคนกรุงเทพ แต่สอบติด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงมีความจำเป็นต้องย้ายไปอยู่หอแถวมหาวิทยาลัย แรกๆเธอกลัวว่าจะเหงาเหมือนกัน เพราะไม่มีเพื่อนเลย แต่เพื่อการศึกษาเธอจำเป็นต้องไปใช้ชีวิตอยู่โดดเดี่ยวในต่างถิ่น ด้วยบุคลิกน่ารักใสๆของเธอแบบนี้นั้น กลับกลายเป็นจุดสนใจให้กับ “แต้ว” ทอม playboy รุ่นพี่เข้าอย่างจัง เขารู้สึกอยากจะค้นเข้าไปในใจ รวมถึงร่างกายของเธอยิ่งนัก เขาตามจีบเธออยู่ไม่นาน เธอก็ใจอ่อน ยอมให้เขาทั้งกายและหัวใจ

เมื่อเขาพิชิตใจเธอได้แล้วนั้น ความตื่นเต้นเกี่ยวกับตัวเธอ สำหรับเขาก็หมดลง เขาเริ่มมองหาของเล่นชิ้นใหม่ ในขณะที่เธอนั้นรักและเทิดทูนเขาสุดหัวใจ ยิ่งวัน ยิ่งมากขึ้น (ช่างเป็นความรักที่สวนทางกันเสียนี่กระไร) พฤติกรรมเขาเริ่มเปลี่ยนไป พอเธอสังเกตุได้ เธอก็ยอมปรับปรุงตัวเองทุกอย่าง เพื่อต้องการให้เขาอยู่กับเธอต่อไป แต่ด้วยความเบื่อและไม่จริงจังของเขา ทำให้เขามองหา “เหยื่อ” รายใหม่

ไม่นานนัก เขาก็เจอเป้าหมายใหม่ และเขาก็ตีจากออกไปจากเธอ โดยทิ้งคำถามว่า “ทำไม? เธอผิดหรือบกพร่องตรงไหน?” และความเจ็บปวดให้กับเธอมากมาย เธอไม่รู้ว่า เธอทำอะไรผิด เธอไม่ดีตรงไหน คงมีเพียงทางเดียวที่จะทำให้เขากลับมาหาเธอ นั่นคือ “การเรียกร้องความสนใจ” เธอเริ่มทำร้ายร่างกายตัวเอง โดยใช้มีกรีดเป็นแผลเล็กๆ และโทรไปขอร้องให้เขากลับมา แต่เขาก็ไม่ยอมหันมาสนใจ (ขึ้นชื่อว่า ทอม playboy นะ ทอมประเภทนี้เป็นได้แต่ทอมจีบด่ะ เอาด่ะ ไม่รู้ซึ้งถึงความรับผิดชอบหรอก) จากแผลเล็กๆ ก็เริ่มด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองสารพัดวิธี แต่เขาก็ยังไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แถมยังด่าเธอว่า “โง่ บ้า” อีก ทำให้เธอเสียอย่างที่สุด

สุดท้ายเธอตัดสินใจที่จะ “ฆ่าตัวตาย” ด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ และกำลังจะกรอกใส่ปากตายนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปลายสายเป็น “คุณแม่” เมื่อได้ยินเสียงแม่ของเธอ เธอร้องไห้ แม่เธอได้แต่ปลอบ โดยไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไร คิดจะทำอะไร การได้พูดคุยกับแม่ช่วงเวลานั้น ทำให้ความคิดที่จะฆ่าตัวตายของเธอจบลง เธอขอ entrance ใหม่ เธอไม่อยากเรียนที่นี่แล้ว แม่เธอรับปาก และจะมารับเธอกลับ กรุงเทพ ในวันรุ่งขึ้น เธอเดินทางออกมาจากเชียงใหม่ โดยทิ้งประสบการณ์ความรักห่วยๆไว้ที่นั่น แล้วมาเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพ

เธอเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง เพื่อว่าจะได้ช่วยเตือนสติ ใครอีกหลายๆคน ที่อาจจะมีความคิดเพียงวูบหนึ่ง ที่ต้องการจะหนี โดยผ่านทาง “ความตาย”

ณ ตอนนี้เธอเข้มแข็งขึ้นมากแล้ว และจะไม่ยอมทำร้ายตัวเองเพื่อความรักอีกต่อไป

สาเหตุที่ไม่ควร “ฆ่าตัวตาย” เพื่อประชดความรักก็คือ

คุณจะรู้ได้ไงว่า “ความตาย” คือจุดจบของปัญหา การที่คุณฆ่าตัวตาย ทำให้ตัวคุณตายก่อนหมดอายุขัย วิญญาณคุณอาจจะวนเวียนอยู่ในโลกใบนี้ อย่างทรมาน คอยดูความรักครั้งใหม่ของคนที่คุณรักก็ได้ (แต่คุณเป็นเพียงแค่วิญญาณ จัดการอะไรก็ไม่ได้) คนเหล่านั้นอาจไม่เสียใจ รับรู้ และยอมรับผิดที่ทำให้คุณต้องจบชีวิตลง ตรงกันข้ามพวกเขาอาจจะหัวเราะ และเยาะเย้ยคุณก็ได้ ดังนั้น เป็นประโยชน์มากกว่า ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ เพราะคุณสามารถที่จะมองหาคนใหม่ ที่ดีกว่าเขา และเย้ยเขาได้

คุณจะรู้ได้ไงว่า เขาจะเสียใจกับการตายของคุณ เขาอาจจะดีใจก็ได้ ความผิดของเขาที่ทำไว้กับคุณจะได้ไม่ถูกขุดคุ้ยออกมาก เขาคงจะยิ้มเยาะให้กับการเสียสละที่งี่เง่าของคุณ

คุณอาจจะคิดว่า “การตาย” ของคุณทำให้คุณจบปัญหากับเขา แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ได้สร้างปัญหาให้กับคนที่รักคุณด้วยชีวิต ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อนสนิท คนที่แอบรักคุณ (แต่คุณไม่เคยรู้) เพราะพวกเขาอาจจะเสียใจไปตลอดทั้งชีวิต

อย่าทิ้งพวกเขาไป โดยไม่ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการรับรู้ และช่วยแก้ปัญหาของคุณ

จำเอาไว้ว่า โลกนี้มีอีกหลายพันล้านคน ที่พร้อมจะทำความรู้จัก และเรียนรู้เกี่ยวกับตัวคุณ ดังนั้น ก็อย่าเดินจากไปเพราะคนห่วยๆเพียงคนเดียว (เมื่อได้รับโอกาสเกิดมาแล้ว อย่าทำให้มันสูญเปล่า)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

อย่าปล่อยให้ "หัวใจรก"

เผลอแป๊ปเดียว ก็มาถึงเกือบปลายเดือนมกราคมแล้ว เท่าที่จำได้นั้น คิดว่า เพิ่งจะ countdown ไปไม่ใช่หรือ? เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจัง เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องแพรว (ลูกคุณอา) ได้เดินทางมาเที่ยว กทม. จุดประสงค์หลักคือ อยากมาเที่ยวเล่น แต่ก็ได้เที่ยวสมใจ เพราะคิวแต่ละวันแน่นเอี๊ยดมาก เมื่อน้องมา เราจึงถือโอกาส “ขอแรง”​ช่วยจัดห้องข้างนอกเสียหน่อย รู้สึก “รก” เหลือเกิน


ตอนแรกตั้งใจว่า “น่าจะใช้เวลาจัดเพียง 2 วัน” แต่ที่ไหนได้ เก็บโน่น เก็บนี่ เก็บไปเก็บมา 5 วันแล้วก็ยังดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไหร่นัก (ค่อยๆย้าย ค่อยๆเก็บไปเรื่อยๆ)


เวลาที่บ้าน “รก” ทุกสิ่งทุกอย่าง วางขวางหู ขวางตาไปหมด ต้องได้เวลาเคลียร์ของ เลือกว่าสิ่งไหนจะเก็บไว้ใช้ สิ่งไหนต้องทิ้งเพราะไม่จำเป็น ก็ต้องใช้เวลานานไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ


และถ้าชีวิตภายใน(จิตใจ)ของเรา “รก” อารมณ์ไม่คงที่ ไม่เข้าใจความต้องการของตัวเอง อยู่ๆก็มีความสุข และอยากจะร้องไห้ในเวลาเดียวกัน ก็คงต้องถึงเวลาที่เราต้อง “เคลียร์จิตใต้สำนึก” เช่นกัน สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ต้องคุยกับตัวเอง แล้วค่อยๆแยกความรู้สึก ไม่พอใจ โกรธ เสียใจ และความสุข ออกจากกัน (อย่าปล่อยให้มันฟุ้งอยู่ในจิตใจ) จากนั้นก็คงต้อง “ลืม และทิ้ง” เรื่องบางเรื่อง คนบางคนที่ไม่มีบทบาทในชีวิตออกไปเช่นกัน (จดจำไว้ก็ “รกสมอง”) อาจจะต้องใช้เวลา แต่เมื่อเคลียร์หัวใจเรียบร้อยแล้วล่ะก็ พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพื่อรอต้อนรับสิ่งดีๆที่จะเข้ามาในชีวิต


คุณ? ได้ใช้เวลาเคลียร์หัวใจของตัวเองบ้างหรือยังคะ? อย่าปล่อยให้ “หัวใจรก” นะคะ


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

My Vodka




สวัสดีครับ ผมชื่อ "วอดก้า" ครับ อายุ 5 ปีครับ








วันนี้เอารูปน้องวอดก้ามาให้ดูกัน ช่วงนี้หล่อไม่ใช่เล่น ซนยิ่งกว่าเดิม ทำทุกอย่างเพื่อจะให้ได้ snack











ผมกำลังยุ่งอยู่กับการเล่นเกมส์บน iPad ครับ









วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

Happy Birthday to my Mommam







HAPPY BIRTHDAY MY LOVELY CAT (MOMMAM) 11 YEARS.


เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน สิบเอ็ดปีแล้ว ที่เราชีวิตของเราได้มี “น้องมอมแมม” (แมวที่แสนน่ารัก และมีมาดอย่างคุณชาย) เราคงไม่มีของขวัญ หรือสิ่งใดจะให้ “เขา” เพราะ “ความรัก” ในทุกๆวันที่เรามีให้ในทุกๆวันนั้น ก็ “หมดหัวใจ” ของเราแล้ว


ขอบคุณที่มีกันและกันมาตลอดนะจ๊ะ พี่รักมอมแมมที่สุดนะ


รักมากเลยรู้ไหม?