Recent News

Powered by eSnips.com

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ด้วยความอยากรู้...

เนื่องจาก “มนุษย์” เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบเรียนรู้ คิดค้น ทำให้มนุษย์ไม่หยุดที่จะสรรหา ค้นหา ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ชอบอยากรู้อยากลอง อยากทดสอบ และประเมินผลด้วยตนเอง (สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น) และเพราะปัจจัยนี้แหละ ทำให้เกิด “ความวุ่นวาย” พร้อมๆกับ “ความรื่นเริง” ให้กับสังคม

สำหรับบางคนที่ชอบทานอาหาร ก็จะลองชิม ค้นหาเมนูจากร้านอาหารที่อร่อยที่สุด สนุกสนาน และผจญภัยกับการทานอาหาร ผ่านการชิมมา ทุกร้าน ทุกเมนู ไม่ว่าจะอร่อยถูกปากหรือไม่ก็ตาม พวกเขาเหล่านั้นก็มีความสุขที่ได้ “ชิม”

สำหรับบางคนที่ชอบลองสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ลองสิ่งเสพติด จำพวก ยาม้า ยาบ้า โค้ก ยาอี กัญชา หรือฝิ่น เพื่อทดสอบสมรรถภาพ อวัยวะต่างๆในร่างกายของตัวเอง ก็คงจะได้ประสบการณ์ที่แสนจะหฤหรรษ์กันไป ตามบุญและกรรม ถ้ามีบุญหน่อยก็ได้ตายเพราะเสพยาเกินขนาด ถ้ากรรมเยอะ ก็คงได้นอนลงแดงตายในคุก

แต่เรื่องที่เราจะถ่ายทอดในไดอารี่วันนี้ เป็นความอยากรู้อยากลอง อยากผจญภัยในแบบที่เราเชื่อว่า ต้องมีคนอ่านไดอารี่หลายคนของเรา เคยคิดที่อยากจะทดสอบเช่นกัน (แต่พวกคุณอาจจะไม่กล้าเช่นเขาคนนี้)

“เดอร์” ทอมวัย 26 เขาเป็นนักผจญภัย ชอบศึกษา และเรียนรู้ใน “ศาสตร์” ที่คนอื่นไม่เรียนกัน รวมถึงมีวิถีทางการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างแปลกด้วย เขาไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตน เนื่องจาก ไม่ชอบที่จะผูกมัดกับใคร จุดที่น่าสนใจของเขาก็คือ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมผู้หญิงตัวยงเลยทีเดียว เขามักจะชอบไปนั่งตามผับ หรือมหาวิทยาลัย เพื่อดักจีบผู้หญิง แล้วก็ลงเอยด้วยการมี sex ถ้าจะนับเป็นจำนวนก็คงหลายร้อยคนแล้ว สิ่งที่เขาสนใจในตัวพวกเธอ หาใช่รูปร่าง หน้าตาภายนอก หรือนิสัย แต่เขามีความสนใจ และอยากรู้อยากเห็นในพฤติกรรมของพวกเธอ เมื่อเธอเหล่านั้น ถึง “จุดสุดยอด” แห่งความเสียวเท่านั้น เขาบอกเราว่า “เวลาเขาเจอผู้หญิงสักคนที่เขารู้สึกถูกชะตา เขาจะสังเกตุ และสรุปด้วยตัวเองก่อนล่วงหน้าว่า เธอคนนี้ จะมีพฤติกรรมอย่างไร? เมื่อถึงจุดสุดยอด ขั้นตอนต่อไปเขาจะเดินเข้าไปจีบ ขอลองของเธอดูสักคืน ซึ่งผู้หญิงแต่ละคน จะมีพฤติกรรมการเสร็จที่ไม่เหมือนกัน บางคนจะกัด บางคนใช้เล็บจิกต้นคอ หรือแขน บางคนก็ตะโกนคำหยาบออกมา บางคนก็จิกหัวเขา บางคนดูดคอเขาเป็นรอยแดงจ้ำๆ บางคนกอดและบอกรักอย่างอบอุ่น และพฤติกรรมที่แตกต่างกันนี้ ท้าทายให้เขาผจญภัยต่อไป โดยไม่คิดที่จะเลิกค้นหา”

สำหรับทอมคนอื่น คิดอย่างไรเขาไม่รู้ แต่สำหรับเขา พฤติกรรมการมี Sex ของผู้หญิงเป็นเรื่องที่น่าค้นหามาก เขาตื่นเต้นทุกครั้งที่พวกเธอเหล่านั้น แสดงตัวตนที่แตกต่าง (โดยสิ้นเชิง) จาก บุคลิกปกติในชีวิตประจำวัน ออกมาเมื่อถึงจุดสุดยอด เขาเชื่อว่า การมี Sex ทำให้พวกเธอได้ปลดปล่อย และหลุดพ้นจาก พันธนาการแห่งสังคม เมื่อถูกกระตุ้นด้วย Sex หน้ากากที่พวกเธอสวมใส่ก็จะถูกกระชากออกมา ซึ่งผู้หญิงแต่ละคนก็มีเสน่ห์ในเรื่องนี้แตกต่างกันไป

เขายอมรับกับเราว่า “ชีวิตของเขาอาจจะดูเหมือนผจญภัย และเวียนวนอยู่กับ Sex ตลอดเวลา แต่เขาก็มีความสุขที่ได้ทำ และรับรู้พฤติกรรมที่แตกต่างของพวกเธอ”

เรื่องราวในวันนี้ ไม่ได้จะชักจูงให้คุณทอมๆทั้งหลาย นำความอยากรู้อยากลองเชิงนี้ไปใช้ “ล่าสวาทผู้หญิง” (ฟันแล้วทิ้ง) แต่อย่างใด เพียงแค่เราอยากจะสะท้อนให้พวกคุณเห็นว่า ยังมีคนประเภท (เขา) อยู่จริงในสังคมนี้เท่านั้น” คนเช่นเขา ที่อยากจะรู้ และทดลองกับสิ่งที่ไม่ได้มีในตำราเรียน หรือเขียนไว้ในหนังสือเล่มใด แต่ต้องศึกษาโดยตรงด้วยตัวเอง

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

A MAN

ปัญหาเรื่อง “มีผู้ชายเข้ามาเล่นในเวปของ ญ รัก ญ” (ไม่ว่าพวกเขาจะทำเพราะ “โง่” จนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ “งี่เง่า” จนหมดปัญญา หาผู้หญิงจากเวปอื่นๆ ก็ตาม) เราถือว่า เป็น “การกระทำ” ที่ “ลูกผู้ชายตัวจริง” (ดื่มกระทิงแดง) เขาไม่ทำกันหรอก ถ้าพวกเขาคิดว่าเป็น “การท้าทาย” สุดๆในชีวิต ที่จะจีบ “ ทอม ดี้ หรือเลส” สักคน และเปลี่ยน “รสนิยม” พวกเธอ จาก “สัมผัสอันอ่อนนุ่ม” (แบบ ญ รัก ญ) ไปสู่ “ความใคร่ที่จะเจริญพันธุ์” นั้น ก็คงจะมีพวก ญ รัก ญ (ไม่แท้) จำนวนเล็กน้อยเท่านั้นแหละ ที่จะ “หน้ามืด” ไปกับพวกคุณ

เรื่องราวในไดอารี่วันนี้ เราได้รับรู้ และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องนำมา “ตีแผ่” เพื่อให้พวกเราได้รับรู้กัน เพื่อหาทางป้องกัน และระวังตัว ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของพวกผู้ชาย (โรคจิต)

“สา” น้องดี้ที่เรารู้จัก หลายครั้งที่เมื่อเธอ “อกหัก หรือแอบรักใครข้างเดียว” เธอมักจะโทรมาปรึกษา และขอคำแนะนำจากเราเสมอ แต่การอกหักครั้งนี้ของเธอ ไม่เหมือนกับทุกครั้ง เธอพยายามที่จะกรีดข้อมือตัวเอง เพื่อประชดความรัก จากคำที่เคยปลอบใจของเราว่า “แค่ทอมคนเดียว นิ้วสั้นๆป้อมๆ และสัมผัสเสียวจากลิ้น ที่ต้องตะแคงตัวเสียว ปล่อยเขาไปเถอะ ไปหาใหม่ดีกว่า” กลับใช้ไม่ได้ผลในครั้งนี้

“ความรัก” ของเธอในครั้งนี้เริ่มต้น เมื่อหลายเดือนก่อน เธอเหงาๆ และเข้ามาหา “ทอม” ใน webboard ของ lesla ตามปกติ เธอเข้าไปอ่านกระทู้หนึ่ง ลงว่าต้องการหาแฟนเป็น “ดี้แท้ๆ” เธอลง e-mail ของเธอไว้ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าของกระทู้ ก็ได้มาแนะนำตัวกับเธอทาง MSN เขาชื่อ “หวาน” ทั้งคู่คุยกันผ่าน MSN ทุกวัน ความรู้สึกเล็กๆ ก็เกิดขึ้นโดยง่าย ภายใต้ความเหงา และความต้องการใครสักคน ไม่นานนักทั้งคู่ก็ตกลงใจเป็นแฟนกัน โดยที่เธอไม่เคยได้ยินเสียง หรือได้เห็นรูปของเขาเลย

เธอยอมรับว่า บ่อยครั้งที่เธอเล่น cyber sex กับเขา และเธอก็มีความสุขและถึงจุดทุกครั้งด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งเธอทนไม่ไหว ต้องการที่จะมีเขาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เธอได้นัดเจอเขา และวันนั้นเองที่เธอได้รับรู้ความจริงว่า “เขาเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ทอม” อย่างที่เธอเคยเข้าใจตั้งแต่ต้น แต่ด้วยความผูกพัน และความรัก เธอพร้อมที่จะให้อภัยเขา ทั้งคู่ยังคบกันต่อ และลึกซึ้งกันในความสัมพันธ์ เธอมี sex กับเขา (ตัวต่อตัว)

เธอบอกว่า “ตัวจริงของเขานั้น ไม่ได้อ่อนโยน และสุภาพเหมือนตอนที่เขา “สื่อสาร” ผ่านตัวอักษรทาง MSN ยิ่งนานวันเธอยิ่งรับรู้ว่า เขาเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้มากคนนึง” และสิ่งที่ทำให้เธอเสียใจจนตัดสินใจเลือก “การกรีดข้อมือ” เพื่อประชดความรักห่วยๆครั้งนี้ ก็คือ เขาได้ลืมสมุดบันทึกเล่มนึงไว้ในรถของเธอ เธอได้เจอเข้าและอ่าน “บันทึก” ในสมุดเล่นนั้น เขียนชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ และวันที่เขา “พิชิต (มี Sex)” ดี้ ทอม และเลสทั้งหลายที่มาจาก Lesla (ร่วม 50 คน)

ความจริงก็คือ ไม่ใช่เธอคนเดียวที่เปลี่ยนรสนิยมของตัวเอง ยังมีชาว ญ รัก ญ อีกหลายคน ที่หลงใน “คารม” ของเขา ยอม “พลีกาย” เป็น “ทาสอารมณ์” ไปกับ “เล่ห์กล” ของผู้ชายห่วยๆอย่างเขา

เธอเสียใจมาก เสียความรู้สึก เสียศักดิ์ศรี จนอยากจะ “ฆ่าตัวตาย” เพื่อที่จะหนีความจริงที่ว่า “เธอก็เป็นแค่หนึ่งในอีกหลายสิบคน ที่เขาพิชิตเพื่อสะสมแต้ม”

ฟังเรื่องราวนี้แล้ว เราก็อยากจะ “กรีดนิ้ว” ตายไปอีกคน มีแต่ “คู่แข่ง” มาแย่ง “ทอม ดี้ เลส” แล้วจะเหลือให้เราไหมเนี่ย!!!! เฮ้อ!!!! กลุ้ม!!!!!!!

สำหรับใครที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ คุณโชคดีแล้วล่ะ? แต่ชีวิตคุณจะโชคดีตลอดไปหรือเปล่า? อันนี้ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้ ดังนั้น นับตั้งแต่วินาทีนี้ คุณก็ควรดูแลตัวเองให้ดี อย่าปล่อยให้ “สิ่งเร้า” หรือ “ความอ่อนไหว” อันใด มาทำให้คุณต้อง “เสียคน” ตอนแก่ก็แล้วกัน

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

หญิงชราผู้ยิ่งใหญ่

ช่วงนี้เรายุ่งมากๆ ทำให้ไม่มีเวลาได้ “เรียบเรียงเรื่องราว” วันนี้พอมีเวลาก่อนจะเข้านอน เพื่อตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมในตอนเช้า เราได้เข้าไปอ่านอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วไปเจอกับเรื่องราวนี้เข้า (โดยบังเอิญ) อ่านแล้วรู้สึก “โดนใจอย่างแรง” จึงขออนุญาติ นำมาลงในไดอารี่ของเรา

ภาพหญิงชรา ที่เดินหาบขนมขายอยู่ริมถนน ทำให้ผมหยุดชะงักอยู่ชั่วขณะ แม้ว่าแกจะเดินจากไปแล้ว แต่ภาพหญิงแก่ที่ยกมือขึ้นปาดเหงื่อ เดินฝ่าเปลวแดดออกไปนั้น ยังคงติดตรึงอยู่ในสายตาของผม จนยากที่จะสลัดออก มือหยาบกร้าน ที่มีแต่เส้นเอ็นปูดโปนของหญิงแก่ ทำให้ผมนึกถึงมือของผู้หญิงคนหนึ่ง “ผู้หญิง” ซึ่งทำทุกอย่างเพื่อลูกน้อยของตน ได้โดยไม่หวังอะไร นอกจากรอยยิ้มของลูก “ผู้หญิงคนนั้น คือ แม่ (ของผมเอง)” แม่เป็นแม่ค้า ที่หาบขนมขายอยู่ข้างถนน วันไหน ขายดี ก็มีเงิน พอจับจ่ายตามอัตภาพ หากวันไหน ขายไม่ได้ ก็ต้องใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียด แต่แม่ก็ไม่เคยยอมให้ผมรู้จักกับความหิวโหย อะไรที่อยากกิน แม่มักหามาให้ผมเสมอ ไม่ว่าของสิ่งนั้น มันจะทำให้แม่ต้องอดสักกี่มื้อก็ตาม เวลาที่ผมนั่งกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย แม่มักจะมองดูเงียบๆ ริมฝีปากของแม่ปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ อย่างมีความสุข ตอนนั้น ผมไม่เคยสนใจเลยว่า ขนมชิ้นเล็กราคาแพง ที่แม่หามาให้นั้น ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อของแม่กี่หยด ไม่เคยนึกสงสัยด้วยซ้ำว่า หลังจากที่ผมกินขนมจนอิ่ม จะมีอะไรเหลือตกถึงท้องแม่ไหม? ผมรู้เพียงอย่างเดียว คือ แม่เป็นหญิงแก่ ที่หาบขนมขาย ยามใดที่มโนธรรม มาย้ำเตือนให้ผม คิดถึงความเหน็ดเหนื่อยของแมสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด ก็มักจะหลบเลี่ยงความรู้สึกผิดในใจ ด้วยการบอกว่า ในเมื่อแม่ให้ผมถือกำเนิดมา มันก็เป็น “หน้าที่ของแม่” ที่ต้องหาบขนมขายเพื่อหาเลี้ยงผม ถ้าไม่มีอะไรกิน ขนมที่เหลือจากการขาย มันก็ช่วยให้แม่อิ่มได้นี่นา

ยามใดที่มือแม่นั้นยื่นมาจับต้อง ดึงผมไปกอดไว้แนบอก ยามนั้น ผมก็มักจะเบี่ยงตัวหนีด้วยความรู้สึกขยะแขยง แม้ไม่เคยเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นวาจา แต่แววตาที่ผมแสดงออก มันก็บอกถึงความรู้สึกภายในอย่างโจ่งแจ้ง แววตาของผมที่ทำให้แม่ชะงัก แม่มองหน้าผมอย่างเข้าใจ แล้วก็มีท่าที งกๆ เงิ่นๆ อย่างคนรู้สึกผิด แม่ไม่พูดอะไรสักคำ มือหยาบกร้านนั้นกำแน่นค่อยๆ ตกอยู่ข้างลำตัว ไหล่ของแม่ลู่ลงหลังจากวันนั้น มือของแม่ไม่กล้าที่จะเอื้อมมากอดผมอีกเลย ตอนนั้น ผมรู้สึกสบายใจนะ ที่ไม่ต้องสัมผัสกับมือที่หยาบกระด้างที่น่ารังเกียจนั่น แต่เมื่อ เวลาผ่านไป ผมกลับเกิดความรู้สึกที่ต่างจากเดิม จริง ๆ แล้วสิ่งที่น่ารังเกียจ ไม่ใช้มือหยาบกร้านของแม่หรอก มือที่เนียนสวย ราวกับลูกผู้ดีของผมต่างหาก ที่น่าขยะแขยง ขณะที่มือแม่กร้าน เพราะ ตรากตรำทำงานหนัก เพื่อเลี้ยงผม แต่มือที่อ่อนนุ่มของผม ไม่เคยทำประโยชน์เพื่อใครเลยนอกจากตัวเอง น่าขันนะ เมื่อผมเติบใหญ่ และประสบความสำเร็จในชีวิต หลายครั้งหลายครา ที่มีโอกาสจับต้องมือของผู้หญิง มือที่นิ่ม หอมกรุ่นกับเล็บเคลือบสีสด และเรียวปากนุ่มสวย ช่างฉอเลาะนั้นไม่ได้ทำให้ผมโหยหาเลยสักนิด สิ่งที่ผมร่ำร้อง กลับเป็นมือที่หยาบกระด้างของผู้หญิงเพียงคนเดียว ผู้หญิงที่หาบคานกระจาด เดินเร่ขายขนมอยู่ข้างถนน เพื่อเลี้ยงลูกชาย ผู้หญิงไม่ค่อยพูด ที่มักใช้สายตาเฝ้ามองผมอยู่เงียบๆ สายตาที่สื่อความรู้สึกของแม่คนนึง ซึ่งมีต่อลูก สายตาอ่อนโยนคู่นั้นเหมือนกับจะบอกผมเสมอว่า ผมคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของแม่ อาจจะเป็นเพราะ พ่อจากไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นตั้งแต่ผมยังเล็กก็ได้ ทำให้แม่พยายามทำทุกอย่าง เพื่อชดเชยความเป็นลูกไม่มีพ่อให้ผม เท่าที่แม่ค้าหาบขนมขายอย่างแม่จะทำได้ แม่คงกลัวว่า ผมจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาเพราะขาดพ่อล่ะมั้ง แต่แม่ไม่เคยรู้หรอกว่า ในสายตาของผม ผู้ชายที่ทำให้ผมเกิดมา ไม่ได้มีความสำคัญกับผมเลยสักนิด ผมเกลียดผู้ชายคนนั้น ตาแก่ที่กินเหล้าจนเมา เอะอะ โวยวาย ทำร้ายแม่ผม หลายครั้งที่ผมเห็นพ่อใช้คำพูดถากถาง ระราน อาละวาดใส่แม่ แม่ผู้น่าสมเพชของผม ก็ไม่เคยลุกขึ้นมาต่อต้านเลยสักนิด แม่มักยอมพ่อเสมอ ยอมถูกซ้อมเป็นกระสอบทราย แล้วก็แอบไปนั่งร้องไห้คนเดียวเงียบๆ ยอมทำงานหนักเดินขายของวันละหลายๆ กิโล เพื่อเอาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ส่วนเงินเดือนของพ่อน่ะหรือ? มันจมลงในขวดเหล้าหมดแล้ว สภาพของแม่ที่ผมเห็น ทำให้ผมได้แต่นึกในใจว่า ถ้าผมแต่งงาน ผมจะหา เมีย อย่างแม่ แต่ถ้าผมเป็นผู้หญิง ผมจะไม่ยอมมีชีวิตที่น่าเวทนาแบบแม่ เด็ดขาด! ผู้หญิงที่ยอมเป็นกระโถนรองรับอารมณ์ของผู้ชาย หญิงที่ยอมให้สามีโขกสับอย่างกับทาสในเรือนเบี้ย ยอมทำงานบ้านจนดึกจนดื่น ยอมตื่นแต่เช้ามาทำขนมขายเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ยอมแม้กระทั่งให้ผู้หญิงอื่นมาแย่งผัวตัวเองไปต่อหน้าต่อตา แม่ยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้น โดยไม่เคยคิดจะต่อสู้เรียกร้องสิทธิอะไรเลย แม่มีปากเสียงกับพ่อเพียงครั้งเดียว ตอนที่พ่อจะเอาผมไปอยู่ด้วย ตอนนั้นผมเห็นแม่สู้ยิบตาราวกับหมาจนตรอกเลยทีเดียว พ่อยอมให้ผมอยู่กับแม่อย่างไม่คิดจะเยื้อแย่ง "น้ำหน้าอย่างเธอ จะเลี้ยงลูกได้สักแค่ไหนกันเชียว อีกหน่อยลูกมันคงต้องหาบขนมขายทั้งชาติ เหมือนเธอนั่นแหล่ะ" นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่แม่และผมได้ยินจากปากของพ่อ มันเป็นคำพูด ที่ทำให้แม่ฮึดสู้ แม่ทำงานหนักตัวเป็นเกลียว เพื่อหาเงินส่งผมเรียนสูงๆ ซึ่งผมก็ไม่ได้ทำให้แม่ผิดหวังเลย การเรียนของผมอยู่ในขั้นดีเยี่ยมจนได้รางวัลจากทางโรงเรียนเสมอ เปล่าหรอกนะ ผมไม่ได้ตั้งใจเรียนเพื่อแม่หรอก ตลอดเวลาผมไม่ได้คิดที่จะทำอะไรเพื่อแม่เลยสักครั้ง แต่ที่ผมตั้งใจเรียน ก็เพราะรู้ว่า การศึกษาเป็นหนทางเดียว ที่จะทำให้ผมหลุดพ้นจากบ้านในสลัมโทรมๆ แห่งนี้ต่างหาก ความทะเยอทะยานในอดีต เป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในชีวิต โดยมีโอกาสดี ๆ ที่โชคชะตาหยิบยื่น ให้เป็นตัวช่วยสนับสนุน สิ่งเหล่านี้ ทำให้ผมหลงระเริงอยู่นานทีเดียว มันทำให้ผม “หยิ่งผยอง” คิดว่าตัวเองนั้น เก่งกล้าสามารถก้าวจากจุดศูนย์ ขึ้นมายืนผงาดอยู่ได้ด้วยขาตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ความจริงแล้ว ความสำเร็จของปริญญาระดับด๊อกเตอร์ ที่แปะข้างฝาบ้านของผมนั้นมีแม่อยู่เบื้องหลังเสมอ แม่ผู้จบ ป. 4 แต่ไม่มีเงินซื้อใบสุทธิ ขาของผมยืนผงาดอยู่ได้ ด้วยการเหยียบบ่าของแม่โดยแท้ และผมก็ไม่เคยสนใจเลยสักนิดว่า บ่าที่เหยียบเป็นฐานนั้น จะชอกช้ำเพียงใด เพราะเจ้าของบ่า ไม่เคยปริปาก บอกผมเลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร แม่ก็ยังคงเป็นคนพูดน้อย ทำมากเสมอ แม่เป็นผู้ฟังที่ดีมาตั้งแต่ผมยังเด็กแล้ว ทุกครั้งที่ผมมีความกังวล แม่จะคอยรับฟังเสมอ เวลาที่ผมระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจ หลายครั้งที่แม่ฟัง จำนวนเงินที่เด็กชายเอ่ยขอ ยามต้องการจะซื้อของต่างๆ เพื่อให้มีเหมือนลูกคนอื่น แม่ไม่เคย แย้ง นิ่ง ฟัง หลังจากวันนั้น แม่ขายของจนค่ำมืดกว่าปกติอยู่หลายวัน และวันหนึ่งแม่ก็ยื่นเงินให้ผม เพื่อไปซื้อของที่อยากได้ ยามที่ผมรับเงินจากมือของแม่ ผมรู้สึกว่า มือของแม่หยาบกร้านกว่าเคย แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรนักหรอก เพราะถึงมือนี้จะต้องหยาบกร้านเพิ่มขึ้นสักแค่ไหน? มันก็ยังคงหยิบยื่น ความสะดวกสบาย ให้ผมได้เหมือนเดิม และมันก็เป็นเช่นนี้เสมอมา ไม่ว่ายามที่ผม สุข หรือ ทุกข์ มือของแม่จะอยู่เคียงข้าง คอยช่วยประคับประคองผมเสมอ ตราบชั่วชีวิตของแม่ จนกระทั่ง วันนี้ หลายสิ่งในชีวิตของผมเปลี่ยนไป ผมมีชื่อเสียง มีเกียรติยศ มีคนนับหน้าถือตา มีบ้านหลังใหญ่ มีรถคันงาม มีเงินทอง มีมือนุ่มนิ่มของผู้หญิงสวยๆ คอยคลอเคลีย ทุกสิ่งที่ผมเคยต้องการ ล้วนมากองอยู่แทบเท้าของผม แต่สิ่งที่ผมอยากได้มากที่สุดกลับขาดหายไป ณ วันนี้ ข้างกายของผม ..............ไม่มีมือของแม่...........

ใครที่ “น้ำตา” เริ่มจะรินไหลออกมาอาบสองแก้ม (เราดีใจนะคะ ที่จิตสำนึกของคุณยังทำงานอยู่) แต่สำหรับใครที่อ่านไปแล้วไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร (เราก็ขอมองในแง่ดีว่า คุณเป็นลูกที่ประเสริฐแล้ว) ดังนั้น จนทำดีต่อไปนะคะ (คนกตัญญู ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้)

เราเชื่อมั่นว่า เรื่องราววันนี้ คงจะช่วย “ปลุก” และ “กระตุ้น” ต่อม “มโนธรรม” ในตัวใครอีกหลายๆคน “ที่ยังมีจิตสำนึก” ให้ “ตื่น” ขึ้นมาอีกครั้ง “ไม่มีความรักใดๆ ในโลกนี้ ยิ่งใหญ่เท่ากับความรักของผู้ที่ให้กำเนิดเรามา ถามตัวเองดูว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ตัวคุณจะ “เปิดใจ” ยอมรับ และ “แบ่งปัน” ความรักนั้น กลับไปสู่พวกท่านบ้าง”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พิการด้านความรัก

โชคชะตา หรือ จุดเปลี่ยนผันของชีวิตกันนะ??? ที่เล่นตลกกับคนเรา บางคนเกิดมา “มีพร้อม” ทุกอย่าง (ไม่ว่ารูปสมบัติ หรือคุณสมบัติ) แต่บางคนเกิดมา “ไม่พร้อม” ต้องกระเสือกกระสน ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ในสังคม แต่เราเชื่อมั่นอยู่อย่างนึงว่า “แม้เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะปฏิบัติ และเลือกเดินในทางที่ถูก และควร เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้”

“ปุ้ย” ดี้สาวหน้าตาน่ารัก เธอมีทุกอย่างพร้อม ขาดอยู่อย่างเดียวก็คือ “คนรัก” เธอไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ไม่ว่าเธอจะตัดสินใจจะคบกับทอมคนไหน เธอมักจะคบไม่เคยยืด อย่างมากสุดก็ 3 เดือน (เธอพยายามที่จะอดทน กับพวกเขามากแค่ไหน? แต่สุดท้ายก็ต้องแยกทางจากกันไป) เพื่อนของเธอจึงแนะนำให้เธอไปดูหมอ (แถวบางมด) หมอดูทักเธอว่า “ดวงชะตาเธอไม่สามารถมีแฟนเป็นของตัวเองได้ ถ้าอยากจะมีคนรัก ให้ไป “ลักขโมย” คนที่มีเจ้าของ แล้วจะอยู่กันยืด ยิ่งเธอเกิดวันพฤหัสด้วยแล้ว (คนเกิดวันพฤหัสมักจะอาภัพคู่)” เธอยิ้มขำๆด้วยความไม่เชื่อ

ไม่นานนัก เธอก็ได้พบกับ “เป๊ก” ทอมวัยกลางคนที่แสนใจดี เธอคบกับเขาได้เกือบปี (ทำลายสถิติที่เธอเคยทำไว้ 3 เดือน กับแฟนคนก่อนๆ) ก่อนที่เธอจะรับรู้ความจริงว่า “เธออยู่ในฐานะกิ๊กของเขา เขามีแฟนที่คบกันอยู่นานแล้ว” เธอเสียใจที่ได้รับรู้ความจริงนี้ เธอจึงตัดสินใจเลิกกับเขา

หลังจากเลิกกับเขานั้น เธอก็ได้คบทอมคนต่อไป คบกันได้ไม่นาน เธอก็ได้รับโทรศัพท์ ด่าทอ ต่อว่า จากดี้อีกคนนึง กล่าวหาว่า “เธอแย่งสามีหล่อน” เธอก็เลิกกับทอมคนนั้นไป และเธอก็คบกับทอมอีกหลายคนเรื่อยๆมา จนเธอสังเกตุเห็นว่า “เธอมักจะกลายเป็น มือที่ 3 อย่างไม่ตั้งใจอยู่เสมอ”

ดังนั้น สิ่งที่เธอต้องทำคือ “การปรับตัว” จาก “ความไม่ตั้งใจ” และ “ความรู้สึกผิด” ได้กลายเป็น “ความเฉยชา และเริ่มเห็นแก่ตัว” ณ ตอนนี้ เธอได้ “เต็มใจ และตั้งใจ” ที่จะแย่งสามีชาวบ้านเป็น “งานหลัก” เพราะเธอต้องการที่จะมี “คนรัก” แบบคนอื่นเขา (ในเมื่อดวงชะตาเธอ ไม่สามารถทำให้เธอสมปรารถนาได้ เธอก็ต้องอาศัยความสามารถตัวเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่เธอต้องการ โดยไม่แคร์ว่าใครจะประณามหรือคิดกับเธอเช่นไร?) ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป

เพื่อนๆทอม ดี้ เลส หลายคน อาจจะมีความคิด หรือเชื่อมั่นว่า ตัวคุณนั้นเกิดมา “กำพร้าคู่” เหมือน “ถูกสาป” คุณคิดไปเองว่า “ตัวคุณ เป็นบุคคลพิการด้านความรัก” ซึ่งความผิดบกพร่องเช่นนี้ ไม่มียาหรือวัคซีนใดๆรักษาได้ คงมีเพียง “ตัวคุณ” คนเดียวที่ต้องกระเสือกกระสนอยู่ให้รอดได้ในสังคม

ในความคิดของเรา เรามองว่า “ความรัก” เป็นสิ่งสวยงาม ถึงแม้ว่า เราอาจจะตามหา “รักแท้” ไม่เจอได้ในชาตินี้ (อาจเพราะดวงชะตา) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะ “สร้าง” ความรักเพื่อที่จะรักตัวเราเองไม่ได้

ในเมื่อ “รักคนอื่น” แล้ว ต้องพบกับ “ความผิดหวัง” และดำเนินชีวิตแบบ “ผิดศีลธรรม” ก็ควรหันมา “รักตัวเอง” ซะ แล้วชีวิตคุณก็จะพบกับความสุข (โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความเป็น "ดี้"

“ดี้” ในความหมายของ Revealtomdy คือ “ผู้หญิงคนนึง ที่พอใจ และรู้สึกปลอดภัย เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วม และทำกิจกรรม (เข้าจังหวะ) กับผู้หญิงอีกคน ที่มีบุคลิกแมนๆ ที่ต้องมากด้วยความเป็นผู้นำ และบริโภคความรับผิดชอบเป็นอาหารเสริมทุกวัน”

ในอดีต บทบาทการมี Sex ของดี้ในประเทศไทย เป็นเพียง “ผู้รับ” ฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลงไปที่ญี่ปุ่น ผงกัมมันตภาพรังสี ได้แผ่มาถึงประเทศไทย ทำให้ลูกหลาน “อังศุมาลิน” พวกดี้รุ่นหลังๆ mutant ตัวเอง กลายเป็น “ดี้ขยัน หรือดี้ทูเวย์” ไปโดยปริยาย

“ดี้” แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

ประเภทแรก “ดี้ Born to be” คือเกิดมาก็ถูกสาป ให้ยืดถือและเชื่อว่า “อวัยวะเพศชาย” เป็น “กาลกิณีชีวิต” ต้องอยู่ห่าง และหลีกหนีให้ไกล มีเพียงผู้หญิง เพศเดียวกันเท่านั้น ที่จะดูแล และเติมเต็มความสุขให้พวกเธอได้อย่างเต็มที่ (ดี้พันธุ์แท้หายาก แต่ก็ไม่ได้หมายความ “ไม่มี”)

ประเภทที่ 2 “ดี้ pretend to be หรือ ดี้กิ้งก่า” (เปลี่ยนรสนิยมได้ตามสถานการณ์รอบตัว) เหตุผลที่ทำให้พวกเธอเป็น “ดี้” นั้น ไม่สามารถ “ระบุ” ได้อย่างแน่ชัด ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และปัจจัยรอบตัว

เหตุผลหลักๆ ของการเป็น “ดี้กิ้งก่า” ก็คือ

“ผู้หญิงที่มีรสนิยมความชอบ ในการมี Sex กับทอม”
พวกเธอให้เหตุผลว่า จากการเปรียบเทียบกันแล้ว ระหว่าง การมี sex กับผู้ชาย และทอม “การมี sex กับทอม เสียวกว่า ถึงจุดเร็วกว่า” อาจเพราะ “ทอม มีสรีระที่เป็นผู้หญิง จึงเข้าใจจุดเสียวของผู้หญิงได้เป็นอย่างดี”

“ผู้หญิงที่ sex จัดมาก”
ผู้หญิงบางคนมีความผิดปกติทางด้านฮอนโมน์ จึงทำให้มีความต้องการทางเพศสูง และถี่มากๆ (ผู้หญิงประเภทนี้ เกิดมาเพื่อเป็น “แม่พันธุ์” ที่ดี) แต่ด้วยความไม่พร้อม (ที่จะมีบุตร) และปัจจัยรอบตัว (สังคมตอกย้ำว่า เมื่อผู้หญิงมี Sex กับผู้ชายโดยยังไม่แต่งงาน เป็นผู้หญิงที่ไม่ดี) ทำให้พวกเธอเลือกที่จะใช้บริการ “ทอม” แทนที่จะเป็น “ผู้ชาย”


“ผู้หญิงที่ใจไม่กล้าพอ”
อยากจะมี Sex แบบสุดเหวี่ยง แต่ก็ “กลัว” ที่จะเสี่ยง ถ้าหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ (พวกเธอจะแบกหน้าไปไว้ที่ไหน) พวกเธอจึงคิดๆๆๆๆ และก็คิดๆๆๆๆ จึงสรุปได้ว่า มี Sex กับ อวัยวะที่ไม่สามารถ “พ่นเชื้ออสุจิ” ได้ดีกว่า เพราะ “รับรองปลอดภัย ล้านเปอร์เซ็นต์”

“ผู้หญิงที่เคยมีความหลังฝังใจ และรู้สึกไม่ประทับใจ กับ sex ดิบๆของผู้ชาย”
การมี Sex กลายเป็นเรื่อง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” แล้วในสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “ทุกคน” เมื่อ “บริโภค sex” ไปแล้ว รู้สึกประทับใจทุกคน ดังนั้น เมื่อพวกเธอรู้สึกไม่พอใจที่จะมี sex กับผู้ชาย “ทอม” จึงเป็นทางเลือกหลักของพวกเธอ

“ผู้หญิงหากิน หรือคุณโสเภณี”
ต้องยอมรับว่า ผู้หญิงขายบริการ หลายต่อหลายคน มักจะคบ “ทอม” ควบไว้เสมอ สืบเนื่องจาก หน้าที่การงานของเธอ ต้องตามใจ และถูก control ด้วยคนซื้อบริการ (ผู้ชาย) ทำให้เธอไม่เคยเสร็จ หรือแสดงบทบาท และความต้องการได้อย่างเต็มที่ เธอต้องการที่จะได้รับการเอาใจใส่ และรับใช้ทางเพศจากใครสักคน และ “ทอม” นี่แหละ เป็นผู้ให้สนองความต้องการให้กับพวกเธอ ที่ปลอดภัย ประหยัด และสะอาด

ไม่ว่าคุณจะเป็น ดี้ประเภทไหน มีเหตุผลอะไร? ทึ่ทำให้คุณเป็น “ดี้” สังคม “ญ รัก ญ” ที่แสนอบอุ่นแห่งนี้ก็ “เปิดต้อนรับ” พวกคุณเสมอ

คำแนะนำ : สำหรับ “ผู้หญิง” บางคนที่กำลังสับสน ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็น “เพศ” ไหน? ลองหาเวลานั่งนิ่ง คุยกับตัวเอง เปิดใจยอมรับตัวเองให้ได้ซะ แล้วความสุขก็จะเกิดกับคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ตาม

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

โรคกลัว SEX

ถ้าจะพูดถึงเรื่อง SEX ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน คนที่เป็น “ทอม” (ผู้ให้ หรือผู้กระทำ) และ “ดี้” (ผู้รับ หรือผู้ถูกกระทำ) นั้น ใช่ว่าทุกคนที่ “สำรวจและยอมรับตัวเอง” ว่าเป็น “ทอมและดี้” แล้ว จะ “บรรลุนิติภาวะ หรือเชี่ยวชาญ” ในเรื่อง SEX เพียงพอ ยังมีคนที่ยัง “อ่อนหัด และห่วยแตก” อีกเป็นจำนวนมากในสังคมของเรา

“เค” ทอมวัย 26 ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง Sex เรียกได้ว่า ผ่านการผจญภัยมาอย่างโชกโชน แค่เขา “กระดิก” นิ้ว สาวๆทั้งหลายต่าง “น้ำแตกกระเจิง” แต่สำหรับสาวใน Spec เขา ต้องการแฟนที่เรียบร้อย น่ารัก อ่อนหวาน เขามาเจอ “รุ้ง” ดี้วัย 21 ผู้ไม่เคยผ่านการมีแฟนมาเลยสักคนในชีวิต คบกันได้เดือนกว่าๆ เขาก็ต้องการที่จะมี Sex กับเธอ เขาได้เตรียมการสำหรับ “วันเปิดซิง” เธออย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Dinner ร้านอาหารที่แสนโรแมนติก แล้วลงเอยด้วยโรงแรมระดับสามดาวแห่งเมืองกรุง เขาค่อนข้างหวังกับการมี Sex กับเธอครั้งนี้อย่างมาก (เพราะ “นิ้ว” ของเขายังไม่ได้สัมผัสน้ำอุ่นๆ รวมถึง “ลิ้น” ของเขายังไม่ได้ลิ้มรส (ฝาดๆ) เลยตลอดทั้งเดือนนี้)

และเย็นวันนั้น บรรยากาศในร้านอาหาร ก็ “อบอวล” ด้วยรอยยิ้ม เขาขับรถพาเธอมาที่โรงแรม เมื่อมาถึงที่ห้อง เขาไม่รอช้า ผลักเธอไปที่เตียง และก้มลง “ไซร้” (อย่างหื่นกระหาย) เธอพยายามที่จะดันตัวเขาออกไป เขากระชากเสื้อเธอออก “บีบเค้น” หน้าอกเธออย่างรุนแรง (โดยมีพื้นฐานทางความคิดว่า เธอจะเสียวแล้วยอมตกเป็นของเขา) เขา “รุกล้ำ” ข้างล่างของเธออย่างรวดเร็ว เธอตะโกนร้องไห้อย่างสุดเสียง ตบหน้าเขาหนึ่งที แล้วก็เก็บของวิ่งออกไป ค่ำคืนวันที่แสนหวานของเขา ก็ต้องพังทลายลง ด้วยความใจร้อนที่จะครอบครองเธอ (อย่างคิดว่า ดี้ทุกคน จะง่าย และพร้อมจะเสียวเหมือนกันทุกคนสิคะ)

เมื่อ “ความใคร่” ในตัวเขา บดบัง “ความรัก” จึงทำให้เขาขาด “ความละเอียดอ่อน” ทางด้านอารมณ์ ในที่สุด เธอก็เดินจากชีวิตเขาไป อย่างไม่หวนกลับมา

จะสังเกตุได้ว่า ดี้บางคนจะมีปัญหาเรื่องการมี Sex เนื่องจาก พวกเธอมีความกลัวอยู่มาก จนไม่สามารถที่จะปล่อยอารมณ์ให้ “พลิ้วไหว” ไปกับ “จังหวะ” แห่ง Sex ได้

สาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้พวกเธอกลัว อาจเกิดจากหลายเหตุผลเช่น

“กลัวการผูกมัด” เพราะทอมบางประเภทสมัยนี้ เป็น “โรคจิตประเภทชอบครอบครอง” เมื่อพวกเธอยอมตกเป็น “ทาสอารมณ์” แล้วล่ะก็ จะกัดไม่ยอมปล่อย เกาะติดยิ่งกว่า “ปลิง” (น่ากลัวจริงๆ)

“กลัวเจ็บ” เพราะทอมสมัยนี้ไม่อ่อนโยน ชอบทำเวลา (อย่างกับรีบไปส่งกะ taxi เดี๋ยวไม่ทัน) น้ำสวาทยังไม่ทันปริ่มออกมา ก็กระแทก “รัวๆและเร็วๆ” ซะ อย่างกับมีจังหวะ Rap ในกระแสเลือด “น้ำยังไม่ทันแตกเลย เลือดจะนองเสียก่อนมั้ง”

“กลัวทอมไม่รับผิดชอบ” ดี้บางคน “หวงตัว” กลัวทอม “ทิ่มแทง แล้วทิ้ง” เลยมีความรู้สึกประมาณว่า “ไม่กล้าอ้า” เพราะอ้าแล้วอาจไม่คุ้ม

“กลัวจะไม่เสร็จ” ดี้บางคน ต่อมเสียวอยู่ลึกๆๆๆๆๆๆ ไม่ประทับใจกับนิ้วคนอื่น อาจมีประสบการณ์เจอทอมที่ห่วยแตก เลยเกิดความกลัวขึ้น (จึงถนัดใช้บริการนิ้วของตัวเอง ที่แทงได้จังหวะ เสียวอย่างราบรื่น เสร็จทุกครั้งไป)

“กลัวที่จะปลดปล่อยอารมณ์” หลายครั้งที่เมื่อมีความกังวลอยู่ในใจ ทำให้อารมณ์ที่ฝังลึกอยู่ในใจพวกเธอนั้น ไม่สามารถปล่อยได้เต็มที่ อาจฝังติดอยู่ที่ผนังมดลูก คงต้องอาศัยทอมมีประสบการณ์ มาปลดปล่อยพวกเธอให้เป็นอิสระ (ทอมที่รู้ตัวว่าไม่มีความสามารถ ก็ถอยไปซะ)

“ความกลัว” นั้นทุกๆคนก็เคย “ประสบ” เราอยากให้คุณใช้ “ความไว้ใจ และให้ความเชื่อใจ” กับคนรักของคุณ เพราะถ้าคุณทำได้ คุณจะพบ “ขุมทรัพย์แห่งความเสียว”

ฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ เอาไว้ถ้ามีเวลา เราจะเขียน “คู่มือพัฒนาความละเอียดอ่อนในอารมณ์ sex” ให้อ่านกันอย่างเต็มรูปแบบ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เรื่องของทอม


“ความรักทำให้คนตาบอด” หรือ “คนยอมตาบอดก็เพราะรัก” ไม่ว่าจะสำนวนไหน ยุคสมัยไหน อานุภาพ “ความรัก” ก็ไม่เคยที่จะลดน้อยลงเลย เพราะ “ความรัก ทำให้คนหลายคน ยอมเป็นคนดีที่สุด หรือแม้กระทั่ง เลวที่สุด ได้ในเวลาเดียวกัน”

“ความรัก” เป็นพลังที่ขับเคลื่อนโลกของเราให้น่าอยู่ แต่ถ้า “พลังวิเศษ” นี้ ถูกนำไปตีความในทางที่ผิด หรือจากคนที่ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ก็อาจจะเป็น “ภัยมหันต์” ได้เช่นกัน

วันนี้เป็นเรื่องของ ทอมโง่ๆ เซ่อๆ คนนึงนามว่า “เป็ด” เขาเป็นแฟนกับดี้น่ารัก แต่ “ไม่รู้จักพอ” นางนึง นามว่า “ชาม” เขาคบกับเธอมาหลายปี เธอเป็นคนเจ้าชู้มาก เธอชอบลอง ทอมแปลกใหม่เสมอ นั่นเป็นสาเหตุให้ เธอใช้ทอมเปลืองมาก คบๆเลิกๆ แต่ที่เธอคบกับเขาได้นานที่สุด อาจเป็นเพราะเขารักเธอมากจนไม่มีสติ ไว้ใจเธอมาก จนกลายเป็นคนโง่ งี่เง่า ให้เธอจูงจมูก เขาไม่เคยวิ่งตามเธอได้ทันเลย เขาจึงตกอยู่ในสภาพ “ควาย” (แบบไม่รู้ตัว) ยอมให้เธอสวมเขาเรื่อยมา

หลายครั้งที่ “เวรกรรม” วิ่งไล่ตามทันเธอทัน ทำให้เธอพลาด จนเขาจับได้ว่าเธอไปมีสัมพันธ์กับบรรดาทอมคนอื่นๆ แต่เธอก็มักจะใช้บุญเก่าที่มี ตอแหลว่า ทอมพวกนั้นเข้ามาจีบเอง มาตื้อเอง เขาก็โง่ๆๆๆๆ เชื่อเธอ โทรไปตามต่อว่า ด่าทอมพวกนั้นเสียๆหายๆ ขู่จะไปทำร้ายร่างกายทอมพวกนั้นก็บ่อย ทอมทุกคนที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเธอหลายคนทั้ง “งง และตลก” ในความหึงหวงแบบไม่ฟังความจริง และดูตาม้าตาเรือของเขา ทั้งๆที่ความเป็นจริง เธอไปยั่วพวกทอมพวกนั้นเอง โดยบอกว่า ไม่มีแฟน แต่เมื่อเขาจับได้ เธอก็จะให้เขาจัดการ โทรไปด่าทอมพวกนั้น

ตั้งแต่คบกันมา เขาจับได้ และโทรตามคิดบัญชีทอมร่วม 10 คน (เป็นแค่ส่วนหนึ่งใน stock เธอเท่านั้นนะ) อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และแล้ว ความโง่ของเขาก็ถูกทำให้ฉลาด เนื่องจาก ทอมรายล่าสุดที่เขาโทรไปด่านั้น กลายเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนรักของเขานั่นเอง ซึ่งเพื่อนคนนี้ ได้เป็นคนเปิดหู เปิดตา เปิดสมองเขา ด้วยความจริงที่ว่า “แฟนเขา ร่าน มาหาเอง” เมื่อเขาฟังดังนั้น ก็เริ่มได้สติ และทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด

พอมี “สติ” เหตุผลก็เริ่มเดินเข้ามา เขาเริ่มรับรู้ และเห็นแจ้งความจริง เกี่ยวกับตัวเธอ เขาทั้งเสียใจ และอายมาก กับพฤติกรรมที่เคยทำไว้ ทุกอย่างที่เขาทำ เกิดจากความรักเธอที่มีให้เธอนั้นมากเกินพอดี จนทำให้ไม่มีเหตุผล

คุณทอมคะ เราเข้าใจนะว่า คุณรักแฟนของคุณ พฤติกรรมที่คุณเคยทำไป เราเชื่อว่า “ทอมที่เคยโดนคุณโทรไปด่า จะเข้าใจเองในที่สุด” แต่ก็นะ ถ้าจะมีความรักครั้งต่อไป ก็อย่า “ตาบอด” เพราะ “ความรัก” ไปบังลูกตามากนัก ลืมตามาดูความจริงของโลกเสียบ้าง ที่สำคัญ ดีใจด้วยนะ ที่ “วิบากกรรม” ของคุณหมดแล้ว

ทอมคนไหน ที่หลงรักแฟนจนหัวปักหัวปำ ระวังหัวจะปักจมกอง “อุนจิ” นะคะ “ตื่นมา” ยอมรับความจริงกันได้แล้ว ถึงแม้ว่า “ความจริงนั้นจะทำให้คุณต้องผิดหวัง เสียใจ และสูญเสีย คนที่คุณรักไปก็ตาม”

สำหรับเพื่อนๆที่อ่านไดอารี่
“วันนี้ คุณรักใครสักคนแบบมี “สติ” หรือเปล่าคะ?”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รักแต่พอดี

“แปลกไหม” เวลาที่เรา “เศร้าเสียใจ” กับการเดินจากไปของใครบางคน เรามักไปไหนไม่ได้ไกล ทานอะไรไม่ค่อยลง เอาแต่นั่งมองเหม่อ ใจสั่นๆ หวิวๆ เหมือนหัวใจจะหยุดเต้นอยู่บ่อยๆ เอาแต่กล่าวโทษว่า “ความรักทำร้ายชีวิต” จนต้องติดกับ และเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว ความรักมีเหลี่ยมมุมที่สวยงาม และไม่เคยทำร้ายใคร แต่เป็นเพราะเรา “ปิดกั้นตัวเอง” ใส่ร้ายความรักต่างๆนาๆ และไม่เคยเหลียวมามองดูตัวเอง ไม่ยอมรับความจริง คอยแต่ปฏิเสธความดีงามที่มีอยู่รอบตัวต่างหาก “เราจึงเป็นทุกข์ และจมปลักอยู่อย่างนั้น”

ชีวิตจะ “ดีหรือร้าย” หรือ “สุขหรือทุกข์” ขึ้นอยู่ที่เราเพียงคนเดียวเท่านั้น เราต้องกล้าหาญ “เปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่ว่าเขาเดินจากไป ก็ไม่ยอมทำอะไรให้ตัวเองมีความสุข เหยียบย้ำตัวเองให้จมดิน ไม่ลืมหูลืมตา คิดว่านั่นคือ “รักแท้” ทั้งที่จริงๆแล้ว เราหลอกตัวเองทั้งนั้น

คนเราก็เหมือนเหรียญที่มี 2 ด้าน มีทั้ง “ด้านมืดและด้านสว่าง” ขึ้นอยู่ว่า เรารู้จักควบคุม “ด้านมืด” และรู้จักนำพาจิตใจให้เดินทางไปใน “ด้านสว่าง” หรือเปล่า เราเข้มแข็งพอไหม ล้มแล้วพร้อมที่จะลุกขึ้นมายืนได้ใหม่อีกสักครั้งไหม? ความรักก็เป็นเช่นนั้นแหละ

วันนี้เริ่มต้นด้วย “งานเขียนปลอบใจ คนที่กำลัง เศร้า ท้อแท้ หมดหวัง ทุกข์ใจ เนื่องจากความรัก” เราขอตบท้ายวันนี้ด้วย “เรื่องราวความรัก”ของคนคู่หนึ่งก็แล้วกัน

“แอน” ดี้ ป่วยเป็นโรคตับวาย ถูกนำส่ง รพ. ด่วน อาการปางตาย สาเหตุคาดว่าอาจเกิดจากการที่เธอ กินยาลดความอ้วน (ติดต่อกันนานเกินไป) จนทำให้การทำงานของตับมีปัญหา ไม่สบายเกือบตาย หมอบอกว่า “เธออยู่ไม่ได้ถึงอาทิตย์” เธอมีแฟนชื่อ “แอร์” ทอม ทั้งคู่คบหากันมากว่า 2 ปีแล้ว โดยทางบ้านทั้งสองไม่มีใครได้รับรู้ แต่ความต้องมาแตกว่าทั้งคู่เแฟนกัน ก็วันที่เขายอมสละ “ตับ” ของตัวเองให้เธอ (ตับไม่เหมือนไตนะ ที่มีคนละหนึ่งคู่ แล้วสามารถบริจาคให้อันหนึ่งได้ โดยคนบริจาคจะไม่ค่อยมีอันตรายมากนัก) แต่ว่าตับมีอันเดียว ต้องตัดออกมา 1 ใน 3 แล้วรีบผ่าใส่ให้เธอ แต่คงด้วย “อานุภาพแห่งรักแท้” จึงทำให้เขาปลอดภัยดี และเธอก็อาการดีขึ้นมาก สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจได้แล้ว เปอร์เซ็นต์การรอดตายก็มากขึ้นด้วย หลังจากการผ่าตัด แม่ของเธอเดินมาบอกเขาที่เตียงว่า “เขาทำให้ครอบครัวของเธอ และเข้าใจว่า ความรักคืออะไร?” ตั้งแต่นั้นมา ทั้งคู่ก็คบหากันมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

“ความรักคืออะไร?”

ความรักคือ “การให้” ไม่ใช่ “ทำร้าย”
ความรักคือ “เข้าใจ” ไม่ใช่ “ทำลาย”
ความรักคือ “การรักตัวเอง”
ที่ยังมีความรักเผื่อแผ่ให้คนอีกมากมายได้แล้วละก็
เราคงใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
เราคง “มีความทุกข์” น้อยลง
เราคง “รักคนอื่น” เป็น
เราคง “รักตัวเอง” เป็น
และการ “รักตัวเอง” นั่นแหละ
คือที่สุดแล้วของการเกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ที่อาศัยอยู่บนโลกกลมๆใบนี้

ความรักของคนคู่นี้ สะท้อนให้เราได้เห็นถึง “ความรักที่จริงใจ งดงาม และสัมผัสได้ถึงพลังที่ส่งผ่านถึงกัน มันเป็นพลังที่มาจากสัญชาติญาณ โดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข ให้ได้แม้กระทั่งชีวิต แต่ก็รู้จักขอบเขตของการให้ โดยให้ทั้งคนรักและตัวเองมีความสุขไปพร้อมๆกัน” (อย่าเป็น “พ่อ หรือแม่บุญทุ่ม” ประเคนให้ “คนรัก” จนต้องหมดตัวล่ะ เพราะอย่างนั้นไม่ได้เรียกว่า “ความรัก” แต่เป็น “ความหลง(ผิด)” ต่างหาก)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เป็นทอมเพราะ อุลตร้าแมน

เราขอย้อนไปถึง “แรงจูงใจ หรือสิ่งกระตุ้น” ที่ทำให้พวกเพื่อนๆ เป็น “ทอม” หรือ “คิดว่าตัวเองเป็นทอม” ไม่ว่าจะเป็น “ทอม Born to be หรือ ทอมเถื่อน” (เป็นทอมเป็นช่วงๆ บางทีก็กลายพันธุ์เป็น “ผู้หญิงปกติ”)

เพื่อนๆเคย “สงสัย หรือตั้งคำถาม” ให้กับตัวเองไหมว่า
“ทำไม? คุณต้องเป็นทอม?”
“ถ้าคุณเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดเป็นทอมไหม?”
“การเป็นทอมของคุณนั้น มีอิทธิพลมาจากคนรอบข้างคุณหรือเปล่า?”
(ค่อยๆคิด แล้วตอบในใจกันนะคะ)

เรื่องราวในวันนี้ เป็นแค่เรื่องราวชีวิตของ “นก” ทอมวัย 32 หัวเกรียน หน้าหวาน แต่งตัวคล้ายๆพวกเด็กแวนซ์ ที่ได้บอกถึง “จุดเริ่มต้น” ของ “ความต้องการ” ที่จะเป็น “ทอม” ใช้ชีวิตอยู่เพื่อ “รักและดูแลเพศหญิง ในฐานะ ชายในร่างหญิง” (นี่เป็นแค่เหตุผลของคนๆนึงในสังคม กรุณาใช้วิจารณญานในการอ่าน)

บทสนทนาเริ่มเรื่อง ณ งานเลี้ยงฉลองรับปริญญาของเพื่อนเราคนนึง ขณะที่ทอมดี้หลายคนในโต๊ะ เริ่มที่จะมึนๆด้วยเครื่องดื่ม “ชูกำลัง Sex” (เหล้า Regency) ความเงียบ และความง่วง เริ่มเข้าครอบงำเพื่อนๆหลายคนในโต๊ะ เรา (ที่ดูเหมือนจะดื่มน้อยที่สุด) ได้เริ่มเปิดประเด็น ถามคำถามที่อยากจะรู้มานาน เราได้ถามทอมร่วมโต๊ะ (พี่นก) ว่า “พี่คะ นึกไงเป็นทอมคะ จุดเริ่มต้นที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า พี่ต้องเป็นทอมนั้นคืออะไร?”

พี่นก “เอาคำตอบแบบจริงจัง หรือว่าเล่นๆล่ะ ถ้าแบบจริงๆก็ พี่เป็นทอม ก็เพราะ อุลตร้าแมน”

เรา (นั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ เริ่มตั้งสติ ก่อนที่จะยิงคำถามต่อไปด้วยความอยากรู้) “พี่คะ แล้วเกี่ยวอะไรกับอุลตร้าแมนคะ? ส่วนใหญ่เวลาหนูถามคำถามนี้ กับทอมคนอื่น เขาก็จะตอบว่า “เป็นเพราะเขาชอบมองผู้หญิง, อยากมี sex กับผู้หญิง, หรือไม่ก็มาจากการเลี้ยงดูของครอบครัวที่คุณพ่อของพวกเขาไม่มีความเป็นผู้นำ ส่งผลให้เขาต้องการจะเป็นผู้นำเสียเอง แล้วกรณีพี่ทำไม? ไปโยงเอาอุลตร้าแมนมาเกี่ยวข้องล่ะ อย่ามามุขเลย ตอบด่วน ตอบด่วน”

พี่นก (กระดกแก้วเหล้าดื่มจนหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตอบว่า) “ตอนเด็กๆ พี่ไม่รู้จักหรอกนะ ว่า ทอม คืออะไร? พี่รู้แค่ว่า ตอนเด็กๆ พี่เป็นเด็กผู้ชาย เวลาพ่อแม่ ญาติ หรือครูที่โรงเรียนถามพี่ว่า พี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย พี่ก็จะตอบว่าเป็น ผู้ชาย”

เรา (อ้าปากค้าง) “อ้าว พี่คะ แล้วพ่อแม่ ไม่อธิบายให้พี่ฟังหรือคะ ว่าสรีระพี่เป็นผู้หญิง”

พี่นก “ทั้งพ่อและแม่ ตีพี่ทุกวัน บังคับให้พี่พูดว่าพี่เป็นผู้หญิง แต่พี่ก็ไม่ทำ ครูที่โรงเรียนให้พี่คัดลายมือว่า หนูเป็นผู้หญิง ตั้งหลายร้อยจบ พี่ก็ยังยืนยันว่าเป็นผู้ชาย”

เรา “แล้วความเข้าใจผิดของพี่ สิ่งที่ปลูกฝังว่าพี่เป็นผู้ชาย เริ่มและเกิดขึ้นตอนไหนคะ?”

พี่นก “ตอนเด็กๆ พี่ก็ไม่รู้หรอกนะว่า เกิดขึ้นตอนไหน? แต่เมื่อโตพอรู้เรื่องรู้ราว ถึงได้จำได้ว่า เรื่องมันเกิดขึ้น สมัยพี่อายุ 5 ขวบ ช่วงนั้น พี่บ้าอยากได้ของเล่นเหมือนเพื่อนๆ ช่วงนั้น “อุลตร้าแมน” ดังมาก พี่อยากเล่น อยากมีไว้ในครอบครองมาก พี่เก็บเงินแต๊ะเอียที่ญาติๆให้มา เพื่อที่จะไปซื้ออุลตร้าแมนมาเล่น (จะได้มีเล่นเหมือนเด็กผู้ชายข้างบ้าน) พอพี่เก็บเงินได้จำนวนนึง พี่ก็กำเงินไปซื้อ “อุลตร้าแมน” เป็นกล่อง Set ใหญ่ที่ร้านหน้าปากซอย หวังมากที่จะได้อุลตร้าแมนกลับไปกอดที่บ้าน แต่เมื่อไปถึงร้าน เจ้าของร้าน ไม่ยอมขายอุลตร้าแมนให้พี่ซะงั้น เขาให้เหตุผลว่า “อุลตร้าแมนเป็นของเล่นของผู้ชาย พี่เป็นผู้หญิง พี่เล่นและซื้อไม่ได้ ยังไงเขาก็ไม่ขายให้พี่” แล้วเขาก็ไล่พี่กลับบ้านไป พี่จำอารมณ์วันนั้นได้อย่างแม่นยำว่า เย็นวันนั้น พี่ร้องไห้เกือบตาย เสียใจที่ซื้อไม่ได้ วันรุ่งขึ้น พี่ไปเล่นกับเพื่อนๆกลุ่มเด็กผู้ชายในหมู่บ้าน เพราะพวกเขามีอุลตร้าแมน พวกเขาไม่ให้พี่เล่น ผลักพี่ออกจากกลุ่ม เพราะพี่เป็นผู้หญิง มีเด็กผู้ชายคนนึง ตะโกนใส่หน้าพี่ว่า “อุลตร้าแมน เล่นได้เฉพาะเด็กผู้ชาย เธอเป็นผู้หญิง กลับไปเล่นตุ๊กตาที่บ้านไป” พี่ก็วิ่งกลับบ้านมานั่งร้องไห้ต่ออีกวัน ก็ทำไงได้อ่ะ พี่ชอบอุลตร้าแมนนี่น่า เป็นเด็กผู้หญิงอยากเล่นอุลตร้าแมนผิดด้วยหรือ? ด้วยความคิดเด็กๆ พี่ก็เลยหักเหเพศตัวเอง ด้วยการคิด และบอกกับตัวเองว่าเป็น เด็กผู้ชายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อที่จะได้เล่นอุลตร้าแมน ตอนเด็กๆพี่สะสมไว้ตั้งหลายสิบตัวแน่ะ”

เรา “แล้วพี่คบผู้หญิงได้ไงอ่ะ ในเมื่อพี่ไม่ได้ชอบผู้หญิง พี่แค่ต้องการเป็นผู้ชาย เพราะอยากเล่นอุลตร้าแมนเท่านั้น”

พี่นก “แรกๆพี่ยอมรับว่า พี่ก็ “งง” กับเพศตัวเองอยู่พักใหญ่ ช่วงมัธยมพี่เป็นนักกีฬา มีสาวๆมาบ้าพี่มากมาย แต่สิ่งที่ทำให้พี่รู้ว่าตัวเองเป็น “ทอม” ก็ตอนที่มี Sex กับแฟนมัธยมคนแรก การมี sex กับเธอ ทำให้พี่รู้ว่า “ผู้หญิงนี่ น่าเล่น และซื้อมากกว่าอุลตร้าแมนอีก”

ทั้งโต๊ะหัวเราะกับเรื่องราวของพี่เขา

แล้วเพื่อนๆล่ะคะ “จุดเริ่มต้น” ของการเป็นทอมของพวกคุณคืออะไร?”

เอ๊ะ เราเริ่มจะย้อนคิดแล้วล่ะว่า "เราเป็นดี้ เพราะตุ๊กตาบาร์บี้หรือเปล่า?"

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

มหันตภัย ณ วันลอยกระทง


“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง...”

สุขสันต์วันลอยกระทง (ล่วงหน้า) นะคะ

สำหรับใครที่กำลังมีความทุกข์ อกหัก หรือรักไม่สมหวัง ก็ได้ “ฤกษ์งามยามดี” เอาความทุกข์ และประสบการณ์ที่แย่ๆเหล่านั้น ไปลอยทิ้งน้ำซะ แล้วพรุ่งนี้ก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราเชื่อว่า คงจะไม่มีใครที่ “ซวยซ้ำซวยซ้อน” ไปตลอดชีวิต (หรือว่าอาจมี???) ต้องมีใครสักคน เป็น “คนของคุณ” แน่นอนคะ

แต่สำหรับใครที่รู้สึกเหงา ว้าเหว่ อยากจะหาใครสักคนไปลอยกระทงด้วย เรื่องราวในวันนี้ เราก็มีอุทาหรณ์สำหรับเพื่อนๆ เอาไว้สะกิด “สติไม่ให้ประมาท” กันด้วย

“เก้า” เลสคิงที่ให้ความสำคัญกับวันลอยกระทงวันนี้เสียเหลือเกิน ทุกๆปี เขามักจะมีสาวสวยลอยกระทงเคียงข้างเสมอ แต่เมื่อลอยกระทงปีที่แล้ว เขากลับต้องเหงา และว้าเหว่ เพราะไม่มีใครสักคนไปลอยกระทงกับเขา ด้วยอารมณ์นั้น เขามาลงกระทู้ใน Webboard แห่งหนึ่ง เขาลงกระทู้ว่า “หาเลสขี้เหงาไปลอยกระทงด้วย” และเขาได้ทิ้งเบอร์มือถือเขาไว้ ไม่นานนักก็มีผู้หญิงคนนึงชื่อ “บี” โทรมาหาเขา เธอบอกกับเขาว่า เธอเป็นเลส ทั้งสองใช้เวลาคุยกันไม่ถึง 15 นาที เขาก็ตัดสินใจแต่งตัวไปเจอเธอตามนัดที่ท้องสนามหลวง เพื่อที่จะไปลอยกระทงที่ ท่าพระจันทร์ เมื่อเขาไปเจอเธอ เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก บุคลิกดีคนนึง เขารู้สึก in love กับเธอทันทีตั้งแต่แรกเห็น

เมื่อเจอกัน แทนที่เธอจะไปที่ท่าน้ำเพื่อลอยกระทง เธอกลับบอกเขาว่า “นี่เพิ่ง 2 ทุ่มเอง เธอต้องไปเอาของที่ห้องเพื่อนแถวรังสิต ให้เขานั่งรถไปเป็นเพื่อนเธอหน่อย แล้วค่อยมาลอยกระทงดึกๆก็ได้” ด้วยความที่เขา “ด้อยประสบการณ์ และไว้ใจคนง่าย” (อาจเพราะเธอสวย หุ่นดีโดนใจเขาเต็มๆ) เขาจึงนั่งรถ Taxi ไปกับเธอ (โดยไม่ได้คิดสงสัยอะไร?)

เมื่อถึง Apartment แห่งหนึ่งย่านรังสิต เธอพาเขาขึ้นไปที่ห้อง (ที่เธอย้ำว่า เป็นห้องเพื่อน) เมื่อเข้าไปในห้อง ห้องนั้นรกมาก เรียกได้ว่า ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ได้เลย มีจานที่ใช้แล้ววางเรียงราย ขยะมุมห้องก็ล้น และส่งกลิ่นเหม็น เธอบอกว่า “เป็นหอของเพื่อนเธอ แต่เพื่อนเธอไม่ได้มาอยู่บ่อย เช่าไว้จะมาอยู่เฉพาะเวลาสอบเท่านั้น ที่เธอมาวันนี้ เธอมาเอาเอกสารทำรายงาน” เธอให้เขานั่งลงที่เก้าอี้ ส่วนเธอก็ดูเหมือนวุ่นๆที่จะหาอะไรอยู่ แล้ว......................

เขามารู้สึกตัวอีกที เมื่อลืมตาขึ้นมา เขารู้สึกปวดเมื่อยตามตัว เจ็บท้องน้อย เขาค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆ หันซ้าย และหันขวา สิ่งที่เขาเจอรอบๆตัวเขาก็คือ ร่างเปลือยเปล่าของผู้ชายหลายคน ที่นอนรายล้อมเขาอยู่ เขาตกใจ และมึนพูดอะไรไม่ออก แต่พอเดาเหตุการณ์ออก เขาได้พยายามคิดเรื่องราวก่อนหน้านี้ แต่ก็คิดอย่างไรก็ไม่ออก เขาพยายามตั้งสติ และแต่งตัวออกมา (โดยเงียบที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้ชาย “ฝูง” นั้น ตื่นขึ้นมาทันรู้ตัว) ลงไปเรียกรถ taxi กลับบ้าน ระหว่างทาง น้ำตาเขาไหลตลอดทาง

เมื่อถึงบ้าน เขาก็รีบกินยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน (โพสทินอล) อาบน้ำ ล้างตัว แล้วก็นั่งลงข้างเตียงร้องไห้ อยู่ทั้งวัน เขาเฝ้าแต่ถามตัวเองว่า “เกิดอะไรขึ้น? ทำไม? ทำไม? ต้องเป็นเขา” นี่เมื่อคืนเขาถูก “ผู้ชายพวกนั้น ข่มขืนหรือ???” แต่ยิ่งตั้งคำถามเท่าไหร่ ก็ไม่มีคำตอบกลับมา

อีกไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้น มีเบอร์ลึกลับโทรกลับมาที่มือถือเขา เป็นเสียงเธอ เธอร้องไห้ ขอโทษกับเขา เธอบอกว่า “จริงๆแล้ว เธอเป็นสาวนั่ง drink อยู่ที่ผับแถวข้าวสาร เธอขายบริการทางเพศ เพราะเธอต้องการเงินไปรักษาแม่ของเธอที่นอนป่วยอยู่ต่างจังหวัด และผู้ชายกลุ่มนั้น ก็มาใช้บริการเธอ แล้วเสนอเงินให้เธอก้อนหนึ่ง แลกกับการที่เธอไปนำพาผู้หญิง ที่พวกนั้นไปเอาเบอร์มา ล่อลวงให้มาที่ห้องแห่งนั้น เธอไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนี้กับเขา เพราะเงินที่เธอนำมารักษาแม่นั้น อาจจะแลกกับอนาคต หรือชีวิตของเขาก็ได้ เธอขอให้เขาให้อภัยในสิ่งที่เธอทำพลาดไป” เขาไม่พูดอะไรตอบ วางหูโทรศัพท์ไปพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

ทำไมเหตุการณ์แบบนี้ต้องมาเกิดกับ “เขา” ที่ต้องการแค่ใครสักคนไปลอยกระทงด้วย แค่ความเหงาเล็กๆในวันลอยกระทง สร้าง “มหาวิบัติ และตราบาปตลอดชีวิต” ให้กับชีวิตของเขายิ่งนัก สร้างมลทินที่ยิ่งใหญ่ ที่ตราตรึงในร่างกายและจิตใจของเขา เขาไม่มีวันลบ หรือลืมเลือนเรื่องราวในวันลอยกระทงปีนั้นไปได้แน่นอน เพราะมันจะเป็นรอยแผลติดตัวเขาไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

เขาก็เป็นแค่ “เหยื่อ” ของสังคมเท่านั้น

ขอเตือนนะคะ!!!! ใครที่กำลังคิด หรือเลือกใช้ “วิธีลัด” ทำนองนี้ เพื่อที่หาใครสักคนไปลอยกระทงด้วย ระวังตัวด้วยนะคะ!!! เพราะเหตุการณ์แบบนี้ เราเชื่อว่า อาจจะไม่ได้เกิดกับเขาแค่คนเดียว ต้องมีอีกหลายคนที่เคยตกเป็นเหยื่อ แต่ไม่กล้าออกมายอมรับกับสังคมก็ได้

ในเมื่อเราทุกคนต่างรู้ว่า สังคมสมัยนี้นั้น สกปรก เน่า และอันตรายแค่ไหน สิ่งที่เราควรทำคือ ยอมรับ เข้าใจ และดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ประมาท (คุณเปลี่ยนสังคมไม่ได้ แต่คุณสามารถปรับตัวเพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้) ฝากไว้ให้คิดกันนะคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การต่อรองของความรัก

อ่าน Comment ที่เข้มข้นจาก เรื่องราวเมื่อวาน ต้องขอขอบคุณผู้ลง comment ทุกๆท่าน “คำวิจารณ์” ของคุณ เราน้อมรับด้วยใจ สำหรับเพื่อนๆที่เป็นห่วงว่า “เราจะอ่อนแอ แคร์ หรือสนใจสิ่งเร้ารอบข้างมากเกินไป จนอาจจะชักจูง และนำพา เข้ามาในตัวเรา” ขอ “ยืนยัน” คะ ว่า “ไม่มีทาง”
เราจะกลับมา “สานต่อ” จุดประสงค์แรก ที่เราตั้งใจ เมื่อวันแรกที่เริ่มงานเขียน เราจะถ่ายทอดออกมา โดยไม่สนใจว่าจะมีคนเข้ามาอ่านมากแค่ไหน? หรือ พูดจาถึงงานเขียนว่าอย่างไร? หรือ คุณจะได้รับ หรือไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการเสียเวลามานั่งติดตามอ่านเรื่องราวของเราหรือเปล่า? (คุณนำพาจุดประสงค์ใดเข้ามาอ่าน คุณก็จะได้รับผลจากจุดประสงค์นั้นออกไป) มาเริ่มเรื่องกันดีกว่า

“ว่าน” ทอมขี้เหงา เห็นแก่ตัว และต้องการความรักขั้นรุนแรง เขาคาดหวังไว้เสมอว่า เขาต้องการใครสักคนที่อยู่กับเขาได้ตลอดเวลา (ดี้ 24 ช.ม. มีไหม?) เขาก็ได้เจอกับ “แพร” ดี้น่ารักคนนึง ในการคบกันช่วงแรกๆ คู่รักคู่นี้ไม่มีปัญหากันเท่าไหร่ (ช่วงข้าวใหม่ปลามันก็งี้แหละ) แต่พอ 3 เดือนผ่านไป เธอก็เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น (ผู้หญิงมักจะต้องการเวลา เพื่อทำอะไรส่วนตัวให้กับตัวเอง) ซึ่งเขาไม่ยอม เขาต้องการเวลาทั้งหมดของเธอ ที่ “หักจาก” (เวลางาน บวกกับเวลาทานข้าว) เธอพยายามพูดจาอธิบายให้เขาฟังถึงความต้องการที่จะเป็นส่วนตัว เขาก็ไม่ยอมฟัง พร้อมขู่จะทำร้ายตัวเอง หากเธอขัดใจ ด้วยความรัก เธอจึงต้องยอม “สละเวลา” ส่วนตัว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเธอยอมเขาครั้งแรก สิ่งที่เขาต้องการ และเรียกร้อง ในครั้งต่อๆไป จึงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และวันนึงปัญหาก็ได้เกิดขึ้น เมื่อเขาไปรับเธอที่ทำงาน และมีปากมีเสียง กับเพื่อนร่วมงานของเธอ กลับมาถึงห้อง เขาก็ “สั่ง” ให้เธอ “ลาออก” จากที่ทำงานนั้น ด้วยเหตุผลเพียงว่า “เขาไม่ต้องการให้เธออยู่ใกล้ๆเพื่อนร่วมงานคนนั้น ที่เขาไม่ชอบ” เธอมองว่า “เหตุผล (ของเขา)” นั้น ไม่ดีพอ เธอจึงขัดใจ เขาขู่ที่จะ “ฆ่าตัวตาย” หากเธอไม่ยอม เขาวิ่งไปหยิบมีดมาเพื่อที่จะกรีดข้อมือตัวเอง แรกๆเธอพยายามที่จะใจแข็ง แต่ทุกอย่างเริ่มหนักข้อขึ้น สุดท้ายเธอจึงต้องยอมลาออกจากงาน เดินเตะฝุ่นหางานที่ใหม่ (อย่างไม่รู้ชะตากรรม) ทุกๆวันนี้เธอก็ยังคบอยู่กับเขา ยังคงต้องอดทนกับเขาต่อไป พร้อมกับลุ้นในใจลึกๆว่า ครั้งต่อไป เธอต้องเสียสละอะไร เพื่อแลกกับชีวิตของเขาอีก

ในยุคสมัยนี้ มนุษย์เริ่มหา “ข้อต่อรอง” เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตัวเองต้องการมากขึ้น โดยแต่ละคน จะเริ่มจาก “ต่อรอง” ในเรื่องเล็กๆ เมื่อพบว่า “วิธีเรียกร้องความสนใจ” ครั้งนั้นได้ผล ก็จะ “ทะเยอทะยาน” สูงขึ้น และสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย ต่อรองด้วยชีวิตของตัวเอง

หากเพื่อนๆคนไหน กำลัง “ติดบ่วงแห่งการต่อรอง” อยู่ คงจะทราบดี ถึงความลำบากใจ และทรมานใจ โดยปราศจาก “อิสระ”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

"ทอมเด็ก"

ช่วงนี้ “ทอมเด็ก” กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก (เราเห็นด้วยอย่างรุนแรง) ดี้ท่านใดที่ไม่เคยมีแฟนเป็น “ทอมเด็ก” ขอบอก!!! เกิดมาชาตินึง คุณต้องลอง อย่าปล่อยให้ทอมดีๆ สดๆ แกะกล่อง หลุดมือเป็นอัดขาด เดี๋ยวจะเสียชาติเกิดที่เกิดมาเป็นดี้นะจ๊ะ

ย้อนไปเมื่อสมัยเราวัย 20 ต้นๆ ตอนนั้นเราเฝ้ามองหา ทอมอายุ 30 up เพราะอยากจะหาใครสักคนที่เป็นผู้ใหญ่ เข้ามาดูแล ให้ความอบอุ่น ชี้นำ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำรงชีวิต แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิดในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น พอเราเติบโตขึ้น ได้เห็นโลกมากขึ้น ได้รู้จักและมีประสบการณ์กับทอมวัยเดียวกัน หรืออาจจะแก่กว่าเป็น “รอบๆ” ทำให้เรายิ่ง “ตระหนัก” ได้ว่า “ทอมยิ่งแก่ ยิ่งเหนียว ยิ่งหนืด ยิ่งเสื่อม และหมดความน่าสนใจ” ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว หรือ ประสบการณ์ในอดีต (ที่อาจจะเลวร้าย หรือดีเลิศ) จนทำให้พวกเขาต่างพากันคาดหวังคนในอนาคต (ดี้ช่วง “โค้งหักศอกสุดท้าย” แห่งชีวิต) และ “เงื่อนไข” เหล่านี้นี่เอง ทำให้ “ทอมวัยทอง” ทั้งหลายนั้น ดูจะ “ไม่น่าสนใจ และดึงดูด” เท่าที่ควรจะเป็น

มาต่อกันที่ “ทอมเด็ก” คือ ทอมวัยใส พูดจาด้วยน้ำเสียงน่ารัก, มีรอยยิ้มที่บาดลึก (ถึงก้นบึ้งของต่อมเสียว), ผิวพรรณที่เนียนนุ่ม (น่าหม่ำ น่าไซร์ยิ่งนัก), ขี้อ้อน ช่างฝัน ช่างคิด (หากิจกรรมที่ “พิศดาร และชวนให้กระตุก”), แค่เพียงเปล่งคำพูดเรียกชื่อ ก็ทำให้ตัวเองดูเด็กลงไปเป็นวัยเดียวกับเขา, ยิ่งการ take care ไม่ต้องพูดถึง เขาจะ “ปรนนิบัติ” เรา อย่างกับ “เจ้าหญิง” ก็มิปาน, เขามีความคิด และมุมมองที่แสนจะใสชื่อ (ไม่กร้านต่อโลกเหมือนทอมแก่) ช่างเป็นเสน่ห์ที่ชวนให้หลงไหล จนแทบอยากจะพลีกาย พลีใจ ตกอยู่ในห้วงแห่งรักอีกสักครั้ง (โดยไม่สนใจว่า เราจะเป็นดี้แก่กินเด็ก)

โดยปกติ “ทัวร์ส่องทอม” ของเรานั้น จะส่องเจอแต่ “ทอมวัยทอง” หาทอมเด็กไม่ค่อยจะมีเลยในตลาด แต่กระนั้น เราก็ได้ไปสืบเสาะจนรู้แหล่ง “ทอมเด็ก” มาแล้ว เอาไว้ว่างๆ เราจะจัด “ทัวร์เฉพาะกิจ” ขึ้น เอาไว้เป็น “ทอมเด็ก tour with reveal” เพื่อนๆคนไหนสนใจ ก็ลงชื่อได้เลยนะคะ (แล้วคุณจะพบว่า ชีวิตการเป็นดี้ของคุณมีความหมายขึ้นมาก

เรื่องราวในวันนี้ เป็นเรื่องราวสบายๆนะคะ (อยากให้เพื่อนๆ ได้ “ยิ้ม” กัน) ช่วงนี้เรากำลัง “ไข้ขึ้น” เนื่องจากตากฝนเมื่อวาน ขอตัวไปซุกตัวนอนใต้ผ้าห่ม จินตนาการถึงทอมเด็กก่อน เชื่อว่า พรุ่งนี้เช้าไข้ลดแน่นอน

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประตูน้ำ และ พยาบาล

วันนี้เป็นวันเสาร์ “เป็นวันที่เรารอคอยมาทั้งอาทิตย์ เพราะเป็นวันที่ตื่นสายได้ และได้ทำกิจกรรมที่อยากทำ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ “ขอบเขต” ของเวลา” วันนี้ตั้งใจอย่างเต็มที่ จะไป “ประตูน้ำ” แต่กว่าจะได้ไปก็บ่ายแล้ว

โดยปกติทุกวัน เราจะเดินทางด้วย “การขับรถ” ขับทุกๆวัน ก็เริ่มมีอารมณ์เบื่อขึ้นมา วันนี้ เราเลยอยากจะ “ขึ้นรถเมล์” ดูบ้าง ก็ได้อีก feel หนึ่ง วันนี้เราวิ่งตามรถเมล์ (คิดว่าจะไม่ทันเสียแล้ว) สนุกจังเลย ขึ้นรถเมล์นี่ พอไปถึง เราเดิน shopping เพลินไปหน่อย ออกมาจาก Platinum ฝนก็ตกพรำๆแล้ว เราเดินออกมายืนรอรถ taxi แต่ก็ไม่ได้มีแค่เราที่กำลังรอรถ มีคนมากมายที่อยากจะกลับบ้าน ยืนรอรถกันแถวยาวเหยียด และดูเหมือน รถ taxi ที่ว่าง จะ “ขาดตลาด” ทำให้เราต้องเดินย้อนขึ้นไปเรียก taxi เดินตากฝนไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ เราเห็น taxi กำลังวิ่งมา เราคิดในใจแล้วว่า “taxi คันนี้ ฉันได้ขึ้นแน่นอน” แต่แล้ว ความหวังเราก็ต้องมาพังทลายลง เมื่อมีทอมนางนึง กระโดดออกมาเรียก taxi ตัดหน้า (เสียอารมณ์เลย ทอมอะไร ไม่มีความเป็นสุภาพทอม)

กว่าเราจะได้ขึ้นรถ taxi ทั้งตัวเราก็ชุ่มไปด้วยน้ำฝนแล้ว มาถึงบ้าน รู้สึกปวดหัวมากมาย ร่างกายเริ่มร้อนผ่าว นี่เราก็เพิ่งอาบน้ำ สระผมเสร็จ คืนนี้ต้องนอนไข้ขึ้นแน่นอน

เรื่องราวในวันนี้ก็คือ “รู้ทั้งรู้ว่าฝนต้องตก แต่ไม่ยอมเตรียมร่มไป”

วันนี้เราจะมา แฉดี้กันบ้าง อาจเป็นเรื่องใกล้ตัวของใครอีกหลายคน ใช่ว่าทอมจะไม่รู้จักพอเป็นฝ่ายเดียว ดี้บางคนก็มีบ้างที่ไม่รู้จักพอ ถ้าเราแฉเรื่องนี้แล้ว เราอาจไม่สามารถเปิดเผยตนเอง กับใครได้ทั้งนั้น เวลาป่วยเราต้องดูแลตัวเอง หายาชุดจากร้านขายยามากิน เพราะ อาชีพที่เราจะแฉต่อไปนี้คือ “พยาบาล” (เหมาหมดเลยนะ อาจมีอาชีพในโรงพยาบาล อื่นๆรวมอยู่ด้วย)

พยาบาลเป็นสาวที่อยู่ในชุดสีขาว (พยาบาลมีหน้าที่ดูแล และดูแล ผู้ป่วย) ทอมหลายคนต้องการพยาบาลมาดูแล เพราะคิดว่าอาชีพ นี้เป็นอาชีพที่บริสุทธิ์ (เขาต้องมา take care ทอมไม่ให้ตกบกพร่องแน่) 5555555 พวกทอมคิดผิดอย่างใหญ่หลวง

พยาบาลสาวสวยชื่อ “นก” ประจำอยู่รพ.ดังแห่งหนึ่งแถวๆอนุสาวรีย์ (ไม่บอกอายุเธอนะ เพราะว่าอาจจะมีใครบางคนเคยคุยกับเธอ) เธอตามหาทอมคู่ชีวิตอยู่ในกระทู้ เลสล่า (พี่ดี๋คะ ขอบคุณนะคะ ที่มี webboard ในเวปนี้ เพราะรู้สึกว่า ส่วน ใหญ่ความสมหวังและประสบการณ์ใหม่ๆ ของพวกเรา หาเจอได้ในเวปเลสล่า) เธอได้เจอ “พี่แมว” ทอม เป็น “โปรแกรมเมอร์” วันๆอยู่กับแต่ กับคอม ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ แต่รักจริง

ทั้งสองคุยกันทาง msn ได้ 2 วันก็เจอกัน เขาได้คาดหวังไว้ว่า “เธอต้องเป็นพยาบาลที่เรียบร้อย สะอาด น่าทะนุถนอม” แต่ผิดคาดมาก ทำให้เขาค่อนข้างผิดหวัง กับพฤติกรรมบางอย่างของเธอ เพราะว่าเธอเป็นสาวที่สกปรก ก่อนกินข้าวก็ไม่ล้างมือ การพูดจาต่างไปจากที่สนทนากันผ่าน msn ตัวจริง พูดจารุนแรง ขี้วีน ทั้งสองได้ไปดู หนังกันที่ เซ็นจูรี่ ตลอดเรื่องเขาไม่ได้ดูหนังเลย เพราะเธอลูบๆ คลำๆ ประหนึ่งว่า อดอยากการมี sex มานานหลายปี

เขาพอคาดเดาได้ล่วงหน้าว่า คืนนี้ “ดัชนีพิฆาต” ของเขา ต้องได้ใช้งานหนักแน่ พอหนังจบเขาต้องตกเป็นของเธอ (ไม่ใช่ เธอต้องตกเป็นของเขาแน่) ถ้าเป็นทอมคนอื่นอาจจะดีใจ เพราะว่าได้ของฟรี แต่เผอิญว่า เขามีมุมมองที่ว่า “อะไรที่ได้มาง่ายๆ ต้องมีอะไรแน่ๆเลย”

เขาเคยได้ยินเพื่อนๆที่เคยมีแฟนเป็นพยาบาลเล่าว่า “พวกพยาบาล sex จัด” แต่เขากลับไม่เห็นด้วยเช่นนั้น เพราะคิดเอาเองว่า พยาบาลเจอคนไข้แต่ละคนในสภาพที่ไม่น่าจะมีอารมณ์ได้เลย งานก็หนักในแต่ละวัน เหนื่อยก็แสนเหนื่อย แล้วจะมีอารมณ์ Sex ได้อย่างไร? (เพื่อนๆเห็นด้วยไหม)

แล้วก็เป็นไป ตามที่เขาคาดไว้ “เธอขอไปค้างกับเขาที่ห้อง ด้วยความที่เขาก็อยากจะรู้ว่า พยาบาลคนนี้จะสุดๆได้แค่ไหน เลยตกลงปลงใจเสี่ยงกับเธอคนนี้ ระหว่างทางนั่งรถ Taxi เธอก็ลูบๆ คลำๆ เขาไปเรื่อยๆ นอนซบไหล่เขา สายตาเธอนี่ “หยาดเยิ้ม” (อย่างกับทานยาปลุก Sex ไปหมดขวด) พอถึงห้อง เธอเดินเข้ามายังไม่ทันได้สำรวจห้องก็แก้ผ้า xxx (สรุปนะคะ เรื่องบางเรื่องควร รู้กันแค่พี่แมวและนก)

สรุปคืนนั้น เขาก็ได้ทำลายสถิติโลก ที่เคยทำให้ดี้มากสุด 5 ครั้งต่อคืน เป็น 14 ครั้งต่อคืน เขาไม่ได้นอน แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ เขาโกรธและหงุดหงิด แต่อาชีพเขาต้องใช้นิ้วในการทำงาน ปรากฏว่า มือทั้งมือของเขาเคล็ด และนั่นเป็นสาเหตุที่เขาเลยต้องหยุดงาน

เขาคิดว่าการหยุดงานจะช่วยให้มือของเขาหายเคล็ดที่ไหนได้ เธอก็หยุดงานด้วย ทั้งวันนั้นที่เขาหยุด เธอสะกิดให้เขาทำให้ ต่ออีก20 ยก เขายกเท้ายอมแพ้ ไม่ไหวแล้ว นอนก็ไม่ได้นอน ทำงานก็ไม่ได้ทำ ต้องมา ทำให้สาวอาชีพพยาบาลคนนี้มีความสุข ไม่ใช่เขาไม่ได้รู้สึกดีหรอกนะคะ (แต่อะไรที่มันมากเกินพอดี มันก็ไม่ดีนะ) แต่คนมันไม่เคยนี่น่า ใช่ไหม (ได้อ่านแบบนี้ ทอมหลายๆคนอาจจะอยากรู้จักเธอ อยากลองของใช่ไหม เรารู้)

เรื่องยังไม่จบ เพราะเธอทึกทักว่าเป็น คนของเขาแล้ว เป็นเมียเขาแล้ว เขาต้องรับผิดชอบ (เขาได้แต่งง และก็งง... รับ ผิดชอบอะไร?) ความรับผิดชอบคือ ต้องไปหาเธอบ่อยๆ ถ้าไม่ได้เจอกันต้อง เล่น sexphone กับเธอ (สุดท้ายเขาก็ได้เจอความสุดๆของชีวิต)

เขาทำแบบนี้ได้ อาทิตย์นึง ความอดทนที่ต้องมี sex ประกอบกับ กับเงินเก็บที่มีเกือบแสนต้องหายไปกับการ shopping ของสาว hot คนนี้ เขาจับได้อีกว่าเธอ ไม่ได้มีเขาคนเดียว เสียอะไรเสียได้ แต่เสียหน้า ไม่มีทางหรอกสำหรับทอม เขาจำใจต้องเลิก ก่อนเลิก เธอได้บอกความจริงที่เขารู้แล้วต้อง อึ้ง ทึ่ง และเสียวไม่ออก นั่นคือ เขานั้น เป็นหนึ่งในอีก 5 คนที่เธอคบ เขาไม่อยากจะบวก ลบ คูณ หาร ว่า พยาบาลคนนี้ หล่อนไปกินยาไวอากร้าที่ไหนมา ถึงได้มีอารมณ์จัดแบบนี้ (เอาเป็น ว่าเลิกกันแหละดีแล้ว คบไปมีแต่จะเมื่อยมือ เมื่อยลิ้น ว่าไหมคะพี่)

หลังจาก เลิกกันได้ เขาเริ่มเข็ดกับสาวอาชีพพยาบาล เพื่อนคนไหนจะแนะนำ สาวอาชีพนี้ เขาต้องขอผ่านไปแบบว่าไม่ต้องถาม เขาต้องการจะฝากบอก ใครก็ตามที่กำลังจะโชคดี ได้เธอนั้นมาเป็นแฟนว่า “ชุดสีขาวๆที่เราเห็นกันนั้น ข้างในนั้นอาจจะไม่ได้ขาวอย่างที่เราเห็นก็ได้”

หลายคนคงสงสัยว่าอาชีพที่ดูแลคนป่วยนี้ ทำไมถึงได้ดูเก็บกดนัก ไม่เฉพาะ อาชีพนี้เท่านั้น ไว้จะมาเล่าเรื่องแอร์โฮสเตสให้ฟัง

เพื่อนๆที่อ่านไม่ใช่ว่า อาชีพพยาบาลจะเป็นแบบนี้ทุกคนนะคะ โปรดใช้สติใน การอ่านด้วย ถ้ามีโอกาสสนทนากับทอมที่เคยมีประสบการณ์ มีแฟนเป็นพยาบาล ลองถามพวกเขาดูนะคะ (เพื่อนๆอย่าได้ปักใจเชื่อ ถ้าไม่ ได้ลองด้วยตัวเอง)

ขอเตือนเพื่อนทอมนะคะ ที่ชอบoral ให้สาวๆ “ความใสซื่อภายนอกเป็นแค่ภาพลวงตา” ระวังโรคกันด้วย ถ้าเพิ่งคบกันไม่ควรนะคะ ไม่ควรทำแบบ full option ควรมี sex อย่างฉลาดและปลอดภัยนะคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน



วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

โรคซึมเศร้า


เดี๋ยวนี้อัตรา “การฆ่าตัวตาย” ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆวัน ถ้าจะค้นหาถึงสาเหตุจริงๆ ก็อาจเพราะชีวิตคนเราในสมัยนี้ ดูจะเปราะบางขึ้นทุกวัน

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาขึ้น (อย่างต่อเนื่องในทุกๆวินาที)

แม้ว่าอาหารการกินจะสมบูรณ์ขึ้น ทั้งในปริมาณ และคุณภาพ (แถมยังหาซื้อ หาทานได้ทุกที่ และเกือบจะทุกเวลา)

แม้ว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์จะก้าวหน้า โรคภัยไข้เจ็บที่สมัยก่อนนี้ จะดู “หมดหนทาง สิ้นหวัง” ที่จะหาทางรักษา แต่เดี๋ยวนี้อยู่หมัด รักษาได้เกือบหมดทุกโรค โรงพยาบาลใหญ่และเล็ก ให้บริการได้ทุกแห่งทุกที่ แถมคลินิกตั้งเรียงรายติดกัน จนทำให้เลือกเข้าไปรักษาแทบไม่ถูก

แต่สำหรับอีกหลายๆคน “เส้นแบ่งความเป็น กับ ความตาย กลับเล็ก และบางลงไปทุกวัน”

สำหรับ “คนที่อยู่ในวัยเรียน” ก็เริ่มมีปัญหาหนักอกหนักใจ กลัวจะไม่มีเงินเรียนต่อ, ไม่มีเงินเสียค่าเทอม, ไม่มีเกรดดีๆ ไปอวดคุณพ่อคุณแม่, ไม่มี “ของฟุ่มเฟือย” อย่างเช่นเพื่อนๆเขามีกัน จึงเกิดความทุกข์ใจ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการ “ดับชีวิต” (ที่สวยงามของตัวเองซะ)

สำหรับ “คนในวัยทำงาน” มีหน้าที่การงาน มีตำแหน่งงานที่ดี แต่ขาดแคลนเรื่อง “ความรัก” ค้นหา และไขว่คว้า เมื่อไม่ได้สมอารมณ์หมาย ผิดหวัง ก็ลงเอยด้วยการ “ประชดชีวิต” ตายเพื่อพิสูจน์ความรักซะงั้น

สำหรับ “คนในวัยชรา” ที่ใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี ต้องตัดสินใจ “ลาจาก” โลกนี้ไป ไม่ได้ด้วย “สังขาร” แต่เนื่องด้วย “ความน้อยใจ” ลูกๆ หลานๆ อย่างไม่มีเหตุผล

เมื่อ “พวกเขาเริ่มอ่อนแอ” และตัดสินใจ “ฆ่าตัวตาย” หนีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าไปนั้น ก็ส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และยังสูญเสียต่อไปยังประเทศชาติที่ต้องขาดบุคลากรในสังคมที่มีประสิทธิภาพไปอีกคนหนึ่ง ที่น่าวิตกก็คือ ร้อยละ 50-60 ของบุคคลที่ “ฆ่าตัวตาย” นั้น มีอาการบ่งบอกล่วงหน้าว่าเป็น “โรคซึมเศร้า”

จึงน่าแปลกใจมาก ทั้งๆที่ประชากรในโลกอาศัยอยู่แบบ “แออัด” (เบียดเสียดกัน แทบจะชนบ่าชนไหล่), สถานเริงรมย์ตั้งเรียงราย (บนถนนแทบทุกสาย),เครื่องมือสื่อสาร รวดเร็วทันใจ (ให้เลือกใช้ได้ทุกระดับกระเป๋าสตางค์), รายการวิทยุ โทรทัศน์มีหลากหลาย (แทบจะทับคลื่นกัน), ภาพยนตร์มีแบบโรงชนโรง (จนเลือกไม่ถูก), ไหนจะแหล่งท่องเที่ยว (ทั้งในและนอกประเทศ), ไหนจะเทศกาลไทย เทศการเทศ ไหนจะวันหยุดสั้น และวันหยุดยาว

แต่ทำไม? คนยัง “ซึมเศร้า” นอนไม่หลับ กินไม่อร่อย หมดความสนใจโลกรอบข้าง ถึงขนาดไม่คิดอยากจะมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว

หากจะพิจารณาให้ลึกซึ้งเข้าไป สาเหตุตัวการแห่งสาเหตุทั้งหลาย ทั้งปวง น่าจะเกิดจากการเป็น “คนแปลกหน้า” (สำหรับตนเอง) จนแทบจะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ไม่เคยถาม และตอบตนเองได้อย่างจริงใจ ว่าจริงๆ แล้ว “ต้องการอะไรจากชีวิต?” วันๆก็มีแต่เดินถอยห่างจากตัวตน มัวแต่ตามกระแสรอบข้าง จนแทบไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย แถมที่สำคัญ ยังไม่กล้าที่จะอยู่ตามลำพังกับตนเอง (เพื่อรับรู้ความต้องการ ความรู้สึก ความคาดหวัง จริงๆ ลึกๆ ในใจของตัวเอง) สุดท้ายจึงเกิดภาวะ “ความเหงา” (เหงาตัวเอง)

“ซึ่งไม่มีความเหงาใด จะร้ายกาจเท่า ความเหงาตัวเอง”

ชีวิตก็เลยว่างเปล่า ไร้แรงบันดาลใจ ไร้ความคาดหวัง

ชีวิตหมดสีสัน ไร้อารมณ์ขำ ไร้เสียงหัวเราะ

ชีวิตหมดรสชาติ ไร้ซึ่งความรักใดๆ (ก็ขนาดตัวเองยังไม่รัก แล้วจะรักใครอื่นได้เช่นไร)

สุดท้าย “โรคซึมเศร้า” จึงเป็นแค่อาการ “ปลายเหตุ” เท่านั้นเอง

เรื่องราวในวันนี้ เราอยากให้เพื่อนๆที่ได้อ่าน ลองนั่งคิดกันเล่นๆว่า “ความเหงา” ที่พวกคุณกำลังประสบพบเจออยู่นี้นั้น เป็น “การเหงากับตัวเอง” หรือ “ความเหงาจากคนรอบตัว” และความเหงาที่ว่านั้น ลึกๆในใจคุณ ต้องการตัวคุณเอง หรือใครสักคนกันแน่? ที่จะมาเข้าใจ และยอมรับในตัวคุณ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จังหวะของชีวิต


ทุกๆวันในช่วงนี้ เวลานอนปกติของเราก็คือ เกือบเที่ยงคืนทุกวัน และทุกเช้าเราจะตื่นแต่เช้า เช้าตรู่ของวันนี้ก็เช่นกัน เรา “งัวเงีย” ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงโทรศัพท์ แต่เช้านี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ อากาศหน้านอน หรือความขี้เกียจส่วนตัว ร่างกายเราเกิด “ประท้วง” รู้สึกเหมือนยังขาดบางสิ่งบางอย่างอยู่ อาจเพราะนอนไม่เพียงพอ? อาจเพราะแต่วันยุ่งมากจนหาเวลาส่วนตัวแทบไม่ได้? อาจเพราะชีวิตต้องอยู่ในวัฏจักรของสังคมจนลืมคุยกับตัวเอง? หรือ อาจเพราะร่างกายเรียกร้องให้เรารู้จัก “พักผ่อน” เพื่อ “ฟื้นฟู” ตัวเองบ้าง

สังเกตุได้จากหนังสือหลายต่อหลายเล่ม นอนเรียงกันสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ละเล่มนั้นต้องการเวลา และสมาธิจากเรามากมาย ยังมี Plan และ ข้อตั้งใจ ที่เราอยากทำอีกมากมายในชีวิต ถึงแม้ว่าเราจะ hyper มากแค่ไหน แต่ 24 ชั่วโมงใน 1 วัน (ที่จำกัด) บวกกับพลังงานในแต่ละวันที่ไม่ได้มีล้นเหลือ ทำให้เราต้องดำเนินชีวิต อยู่กับการตัดสินใจตลอดเวลา

วันนี้เราจึง “ลา” ช่วงเช้า และเช้าวันธรรมดาวันนี้เอง ที่เราได้มีเวลานั่งมองน้องวอดก้า และน้องมอมแมม ค่อยๆหลับกลางวันไปอย่างช้าๆ (เพราะปกติ ช่วงกลางคืนเขาจะ “คึกคะนอง” เป็นพิเศษ) ขอบคุณ “ความขี้เกียจ” เช้านี้ ที่ทำให้เราได้มีเวลา “สังเกตุเห็น” ความอบอุ่นลึกๆในแววตาของน้องแมวทั้งสอง


เมื่อต้นเดือนที่แล้ว เราได้ไปเดิน “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ เราได้พบเจอกับ “ทอมดี้” หลายๆคู่ บางคู่เดินจูงมือกัน, บางคู่ก็เดินโอบเอวกัน, บางคู่ก็กำลังเปิดศึก (สงคราม) กลางทางเดิน, บางคู่ก็กำลังปรึกษากัน ช่วยกันเลือกหนังสือ เราเดินไป ยิ้มไป ภาพของพวกเขาเหล่านั้น“กระตุ้น” ให้ “ความทรงจำ” ที่ถูกฝังอยู่ของเราได้ “ตื่น” ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง (ภาพแห่งความทรงจำ ที่พอนึกถึงทีไร เราก็จะตกอยู่ให้ห้วงแห่งความสุข)

เมื่อหลายปีก่อน เราก็เคยมาเดินงานหนังสือแห่งนี้ กับแฟนคนแรกของเรา สมัยนั้น รถไฟฟ้าใต้ดินยัง (ขุด) ไม่ผ่าน เราต้องเดินทางมาด้วยรถเมล์ สาย 136 แล้วมาลงป้ายรถเมล์ ฝั่งตรงข้ามศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ แล้วเดินข้ามถนน (โดยรวม 8 เลน) เพราะไม่มีสะพานลอย (แต่ไม่รู้นะ ว่าตอนนี้มีหรือยัง) เพื่อนๆคนไหนเคยผ่าน ก็จะทราบกันดีกว่า “โค้ง” ตรงนั้น รถวิ่งเร็วแค่ไหน (รถทุกคัน เหยียบคันเร่งแบบเต็มๆ (ตีน) เนื่องจาก อัดอั้นมาตั้งแต่แยกเพชรบุรี และสุขุมวิท ที่ติดหนัก จนทำให้ขา (คนขับ) เป็นเหน็บชา)

วันนั้น เราลงรถเมล์พร้อมกับผู้โดยสารหลายคน แล้วต่างคนต่างพากันเดินข้ามถนน แฟนเราดึงมือเราข้ามถนน ขณะที่ขาเราเดินตามแฟน เราหันมามองชาย-หญิง ที่เป็นแฟนกันคู่หนึ่ง (ที่ยังไม่ยอมเดินตามมา) เพราะผู้หญิงมัวแต่เอาผ้าเช็ดหน้า “ซับหน้า” ให้กับผู้ชาย ทั้งคู่จึงยังไม่ข้ามมาพร้อมเรา เราและแฟนเดินข้ามมาได้ 4 เลน รออยู่ตรงเกาะกลาง เพื่อรอที่จะข้ามต่อไป อยู่ๆ เราก็รู้สึกถึงลมแรงผ่านวูบที่หลัง แล้ววินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงดังมาก เรารีบหันไปดูด้วยความตกใจ พบว่า “ชาย-หญิงคู่นั้น โดนรถตู้ชน กระเด็นไปอย่างแรง (ตายสนิท)” แฟนเรารีบคว้ามือเราข้ามต่อไป ไม่ยอมให้เราหันไปดู

ภาพในวันนั้นยังฝังอยู่ในใจเราเสมอ แค่เพียงเสี้ยวนาทีที่พวกเขามี “ความสุขและรอยยิ้ม” ก็มี “การสูญเสีย พรากจาก” เกิดขึ้นในนาทีต่อมา “ชีวิตมนุษย์ช่างไม่แน่นอนจริงๆ”

ดังนั้น สิ่งที่เราควร “พึงปฏิบัติ” ก็คือ “จงอย่าประมาทในการใช้ชีวิต”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ไม่แข่งยิ่งแพ้

เราเชื่อว่า หลายคนคงเคยแอบ “หลงรัก” ใครสักคน หลายครั้งที่คุณพยายาม (อย่างสุดตัว) ที่จะจีบเขาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ดูเหมือน “ความหวัง” จะ “ริบหรี่” คุณเริ่มรู้สึก “ถอดใจ” และต้องการ “ถอนตัว” ที่จะก้าวต่อไป ณ วินาทีที่คุณ “ยอมแพ้” คุณก็เหมือนคนที่ได้แต่ “รู้สึกรัก” แต่ก็ไม่มี “ความเต็มอิ่มในอารมณ์” เพียงพอ ที่จะทำให้ความรักนั้น “บังเกิด”

บางที “ความรัก” ก็เหมือนกับ “การแข่งขัน” ซึ่งมีการได้รับ “การตอบรับ” เป็น “รางวัล” สิ่งที่เราต้องพยายาม ก็แค่ใส่ “ความรู้สึกส่วนลึกในใจ” ของเรา อย่างจริงใจลงไปก็เท่านั้น

“อันอัน” ทอมหน้าตาธรรมดา จบ ปวส. ปัจจุบันเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ประทับใจกับ “หลิง” ดี้แสนสวย จบปริญญาโท เป็นลูกสาวสารวัตรใหญ่ เขารู้สึกชอบเธอตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็กล้าๆกลัวๆ ที่จะ “รุก” ไปหาเธอ เหตุผลหลัก ก็เพราะ เขา “เจียมตัว” ในความต่างกันสุดขั้วของเขาและเธอ เขาทำได้แค่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยเธอ เสมือนเพื่อนธรรมดาทั่วไป เธอไม่เคยรู้ และเข้าใจถึงความรู้สึกในใจของเขาเลย เธอกลับมองและคิดว่า “เขาเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น” ประกอบกับ ความมีเสน่ห์ของเธอ ทำให้มีทั้งทอม และผู้ชายเดินเข้ามาจีบเธอมากมาย หลายครั้งที่เขาหมดหวัง และท้อแท้ที่จะเดินเข้าไปเป็นคนข้างกายเธอ ก็ได้เพลงนี้ “ไม่แข่งยิ่งแพ้” ของ พี่เบิร์ด ธงไชย ที่เขาจะฟังในทุกๆครั้งที่เขาอ่อนแอ และท้อแท้ใจ

ต้องขอบคุณเพลงนี้ ที่ทำให้เขามีกำลังใจ และ “ยืนหยัด” ความรู้สึกเขาต่อไป (อย่างเสมอต้นเสมอปลาย) จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่ฟ้ากำหนดให้เธอรู้สึกเหงา และล้มลงกับปัญหาที่เธอต้องเผชิญ (ตามแผนการของโชคชะตา) ทอมและผู้ชายรอบตัวเธอ ดูเหมือนจะมุ่งมั่นกับการสร้างภาพเพื่อจะจีบเธอ พวกเขาต้องการแค่ “ความรัก” จากเธอ โดย “ละเลย” ที่จะเปิดใจ “รับฟัง” สิ่งที่เธอ “อยากพูด และอยากระบาย” โชคและโอกาสจึงตกไปใส่หน้าเขาอย่างเต็มๆ นับตั้งแต่วันนั้น เขาเป็นคนเดียว ที่ “ยอมรับฟัง” และ “เข้าใจ” เธอ จนถึงวันนี้ก็เกือบ 3 ปีแล้ว ที่เขาและเธอคบกัน มีความรัก และอนาคตร่วมกัน

หากคุณกำลังแอบ “หลงรัก” ใครสักคน (แต่ไม่กล้าบอกเขา) หรือกำลังมีความรู้สึก “ยอมแพ้และหมดกำลังใจ” ที่จะเดินหน้าต่อไปเพื่อพิสูจน์ “จุดเด่น และเสน่ห์” ในตัวคุณ ขอให้คุณ “ก้าวเดิน” ต่อไป และอย่าท้อใจ หาก “โชคชะตา” ไม่ได้เดินทางมาหาคุณ (เช่นเดียวกับเขา)

จงภูมิใจเถิด อย่างน้อย ครั้งนึงในชีวิตของคุณ คุณก็ได้ “ลงมือแข่งขันกับหัวใจของคุณเอง” แล้ว ถึงแม้คุณจะ “แพ้” ใน “เกมของความรัก” แต่ไม่ได้หมายความว่า “ชีวิตคุณ ต้องล้มเหลว หมดความหมาย “หัวใจ” ต้องหยุดเต้น และใช้การไม่ได้ จนไม่สามารถ ที่จะมีความรักได้อีก อย่างน้อยวันนี้ คุณก็ชนะใจตัวเอง และแสดงความรู้สึกออกมาได้อย่างดีที่สุดแล้ว”

คำเตือน เรื่องราวนี้ ไม่ได้ส่งเสริม หรือให้กำลังใจ ผู้ที่กำลังมีความคิดที่จะแข่งขันแบบไร้จรรยาบรรณ ไร้กติกา และไร้จิตสำนึก (พวกกิ๊กๆ ที่อยากจะ “โค่นล้ม” แฟนตัวจริง ต้องการจะเป็น “ชู้” กับแฟนชาวบ้าน) เพราะปลายทางของการแข่งขันนั้น ก็จะมีแต่ความ “ทุกข์ใจ และตรมตรอมใจ” รอคุณอยู่ในที่สุด

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Do You believe in Destiny?

เพื่อนๆเคยมีคำถามในใจ ที่ว่า “ทำไม? คน 2 คน ที่มีชีวิต ถิ่นฐาน และความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน จึงได้มาเจอ แล้วรู้สึกประทับใจกัน อย่างกับรู้จักกันมาตั้งนาน” ประโยคที่ว่า “Do you believe in Destiny?” บางคนอาจจะเชื่อ (หัวปักหัวปำ) แม้ไม่เคยเจอกับตัวเอง แต่ก็ยัง็็ามีความหวังเล็กๆที่จะเจอในสักวัน บางคนไม่เชื่อ เพราะไม่เคยเจอ (ก็ต้องแล้วแต่กรณีไป)

“ฤดี” ดี้ ชอบทำบุญ เข้าวัด ผู้เชื่อเรื่อง Destiny มากมาย “ความศรัทธา” ได้นำให้เขามารู้จักกับ “เงา” ทอมผู้ที่หลงไหลอบายมุข เป็นชีวิตจิตใจ และมีความเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ ด้วยหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น เมื่อคน 2 ขั้วมาเจอ และรู้สึกดีๆต่อกัน (โดยที่คนรอบตัวต่าง “งงงวย”) เธอสัมผัสความรักของเขาได้ ทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มของเขา แต่สำหรับเขา เขาสัมผัสความรักของเธอได้ ทันทีที่สัมผัสมือกับเธอ ความรักของทั้งคู่เริ่มต้นด้วย “การยอมรับ” ตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน

หลายครั้งที่บทสนทนาของทั้งคู่เริ่มต้นด้วย “การแบ่งปันประสบการณ์” และ “กระบวนการตีความทางความคิด” ในเรื่องต่างๆ นำไปสู่ “รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ” (จะมีคู่รักสักกี่คู่นะ ที่ยิ้ม และหัวเราะร่วมกัน)

จนถึงวันนี้ ทั้งคู่ก็ยังหาคำตอบไมได้ ว่าทำไม? คน 2 คน ที่ต่างกันสุดขั้ว มี lifestyle ที่ต่างกัน ถึง “หล่อหลอม รวมเป็นหนึ่ง” ด้วยกันได้ “อย่างลงตัว”

บางคนอาจเคยประสบพบเจอ “destiny” แต่สำหรับบางคน อาจจะไม่เคยเจอ เพราะมัวแต่ใช้เวลาครุ่นคิด เรื่องราวต่างๆของตัวเอง จนลืมมองหรือสังเกตุ “sign or signal” ที่จะมาใน “form หรือ รูปแบบ” ต่างๆ

จงหายใจเข้า-ออกอย่างมี “สติ” เพื่อดึงดูด “รอยยิ้ม” และสร้างสรรค์ “เสียงหัวเราะ” ให้กับกับคนรอบตัวคุณ และคุณจะพบว่า “จุดเริ่มต้น” ของ “ความรัก” และ “การเดินทาง” นั้น อยู่รอบๆตัวคุณเสมอ เพียงแต่รอ “จังหวะ” ที่คุณจะ “หยุด” เพื่อ “สังเกตุ” ก็เท่านั้น

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ไม่ต้องมีคำบรรยาย

เคยไหมคะ ที่รู้สึก “ประทับใจ” หรือ “รู้สึกดีๆ” กับคนบางคน โดยที่ตัวเรา อาจไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้รู้จักตัวตนจริงๆของเขา ช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ที่ใจเราเปิดต้อนรับเขาเข้ามา ชีวิตของเรา ก็มีแต่ “รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ” ไม่มีคำพูดคำใด ที่จะอธิบาย “ความรู้สึก” เหล่านี้ได้ คงมีเพียงแค่ “จิตใจของคนสองคน” เท่านั้น ที่จะ “สัมผัส และรับรู้” ได้ถึงสิ่งเหล่านี้

“แพรว” ดี้ขี้เหงาคนนึง เธอมีวิธีจัดการความเหงาของเธอ โดยเข้าไปใน Webboard ไปลงกระทู้ “หาเพื่อน หาคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น” ในบรรดา เพื่อนทอมดี้หลายคน ที่เธอได้จาก จาก Webboard Lesla “ปอย” เป็นทอมที่เธอรู้สึกประทับใจที่สุด เขาเป็นคนมีอารมณ์ขัน มีแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญ เธอรู้สึกดีที่ได้คุยกับเขา เธอไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังได้ว่า ทำไม? เธอถึงได้ไว้ใจเขา (คนที่เธอไม่เคยเห็นหน้า) เธอเล่า “ความลับ” และเรื่องราวทุกอย่างในชีวิตของเธอให้เขาฟังอย่างละเอียด เธอรู้แค่เพียงว่า “สุขใจ” ทุกครั้งเมื่อได้คุยกับเขา ถึงแม้บทสนทนาบางบท จะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ด้วย “ความเป็นเขา” ส่งผลให้เกิด “รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ” ทุกครั้งไปสิ

เวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว ที่เธอได้รู้จัก และพูดคุยกับเขา (แบบไม่เคยเห็นหน้า) เขาคนนี้ ที่ทำให้เธอมีความรู้สึกบางอย่างที่ “พิเศษ” กว่าคนอื่นๆที่เธอคุยด้วย เธอไม่กล้าที่จะ “เปิดอก” บอกความในใจของเธอกับเขา สิ่งที่เธอ “กลัว” ก็คือ “การเปลี่ยนแปลง” เธอได้แต่ “เก็บรอยยิ้ม และความน่ารัก” ของเขาไว้ในใจ เธอหวังว่า “สักวันหนึ่ง หากเธอกล้าพอ เธอจะสารภาพความในใจ กับเขาคนนี้ คนแปลกหน้าที่เธอรู้สึกมากเกินเพื่อน” (เราเอาใจช่วยนะจ๊ะ เราเชื่อว่า เขาต้องคิดเช่นเดียวกับคุณแน่นอน)

หลายๆคน คง “เคยหรือกำลัง” มีความรู้สึกแปลกๆกับใครบางคน แบบที่เธอมี ในเมื่อ “หัวใจ” ของคุณ “กระตุ้นความรู้สึก” บางอย่างออกมาแล้ว ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับ “ความกล้าหาญ” ในตัวคุณแล้วล่ะ ว่าจะทำให้ “ความรัก” ของคุณ เดินไปในรูปแบบไหน? ในอนาคต

เราเชื่อว่า ในบรรดาคนรอบตัวที่คุณมี คงมี “สักคน” ที่คุณรู้สึก “ปลอดภัย และสบายใจ” เมื่อคุยด้วย แต่ไม่ว่า “คนๆนั้น” จะอยู่ใน “ฐานะ” ใดในหัวใจคุณ ขอให้โชคดีนะคะ!!!

เรื่องราวในวันนี้ จะออกแนว “อบอุ่น” มากไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ทำให้คุณ “ยิ้ม”ได้ไม่ใช่หรือคะ?

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ไดอารี่ "น้องพิม"

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของเราดู “วุ่นวาย” และ “แน่นเอียด” ด้วย “กิจกรรม และหน้าที่” ที่ต้องทำไม่เว้นแต่ละวัน นอนก็แทบไม่ได้นอน เรียกว่า “เป็นเดือนตุลา วิบากกรม ก็ว่าได้” ผ่านพ้นช่วงเวลาที่มีทั้งความสุข ความเศร้า และความอดทน ที่แสนจะสุดๆในชีวิตมาแล้ว

บางที ช่วงเวลาต่างๆ ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนบางทีเมื่อเราหันย้อนมอง ก็จะพบว่า “เราผ่านมาได้อย่างไร? ทั้งที่เคยกลัว และคิดว่า “ผ่านไปไม่ได้แน่ๆ” (คำว่า “เป็นไปไม่ได้” เป็นคำเฉพาะที่มีอยู่ในพจนานุกรม สำหรับ “คนเกียจคร้าน และคนโง่” เท่านั้น)

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรานั่งรถทัวร์ไปส่งน้องพิมมา ช่วงเวลาที่เราต้อง “แยกจากความเคยชิน” (ที่มีเกือบตลอดทั้งเดือน) ช่างเป็นสิ่งที่ยากจริงๆ กับการที่ต้องกลับมา “ดำเนินชีวิต” อยู่เพียงลำพังคนเดียวอีกครั้ง เมื่อคืนนอนคนเดียว ก็ยังคงตื่นขึ้นมา หันไปข้างๆ เช่นทุกๆคืนที่ผ่านมา เพื่อห่มผ้าให้น้องพิมยามดึก แต่น้องไม่อยู่แล้ว (แย่จัง)

วีรกรรมของเธอตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมานั้น มีเยอะมาก อย่างเช่น

“เธอไม่ชอบ (เอามาก) กับการทัวร์ส่องทอมของเรา” จึงทำให้ เรายิ้มในความไร้เดียงสา ที่น่ารักของเธอ

“คำว่า “ทอม” เป็นคำต้องห้ามของเรา ในขณะที่อยู่กับเธอ” เธอไม่ต้องการได้ยินเราพูดถึงทอม (ไม่ว่าจะทอมเด็ก ทอมแก่ ทอมกระป๋อง ทอมหลักกิโลเมตร)

เธอแสดงอาการไม่พอใจทันที หากเราจะเขียนเรื่อง “ทอม” เธอคงอยากให้เราเขียนเรื่องเธอ และสนใจแค่เธอ

เธอมักจะพูดว่า “ถ้าพี่เป็นดี้ น้องก็จะเป็นทอม” คำพูดนี้ ทำให้เราค่อนข้างหวั่นลึกๆในใจ

เธอคอย “สำรวจ และสอบถาม” ถึง โทรศัพท์ทุกสายที่โทรเข้ามาหาเรา

เธอไม่ชอบให้เราเข้าไปซื้อของที่ เซเว่น เพราะขณะนี้ เซเว่นสาขาหน้าบ้านเรามี พนักงานเป็นทอมเพิ่มมาอีกคนแล้ว

เพื่อนๆอ่านดู อาจจะฟังดูว่าเธอเป็นเด็ก “ขี้หวง” พฤติกรรมอาจจะใช้ แต่วิธีพูด และเหตุผลที่เธอนำมาบอกเรานั้น “เราแก้ตัว และเถียงเธอไม่ออกจริงๆ”

บางทีช่วงเวลาบางช่วง หากเราได้ Share และมีเด็กมาใช้ชีวิตร่วมด้วย เราก็จะ “ค้นพบ” การมองโลก และชีวิตในมุมมองที่เราไม่เคยสังเกตุเห็น เพราะ “เด็กๆ” มักจะมีความคิดที่ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย ที่สำคัญหลายครั้ง ก็ทำให้เรา “อึ้ง” ไปได้เช่นกัน

ก่อนน้องพิมจะกลับไป เธอร่ำร้องเหลือเกินว่า อยากให้เราเขียนไดอารี่ให้เธอสักเรื่อง แต่ด้วยความเหนื่อยล้า และความวุ่นวายกับชีวิตในแต่ละวัน ทำให้เราไม่สามารถทำตามที่เธอขอได้ (แต่วันนี้พี่เขียนให้หนูแล้วนะคะ)

พี่ค่อนข้างเชื่อมั่นว่า ตลอด 20 วันที่เราได้อยู่ด้วยกันนั้น สิ่งที่พี่ “เฝ้าสอน” หนูนั้น (ประสบการณ์ ความช่างสังเกตุ และเทคนิค ที่ไม่ถูกบรรจุในหนังสือแบบเรียน) จะ “แทรกซึม” และทำให้หนู “เติบโต” ขึ้นมา เป็นคนที่ “ฉลาด” ในการที่ใช้ชีวิต (พี่จะเฝ้ามองต้นไม้เล็กๆ ที่พี่พรวนดิน ให้เติบโตขึ้น เป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงนะจ๊ะ) ปิดเทอมหน้าเจอกัน

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ภาษารัก ตอนที่5

วันนี้เป็น ภาษารัก แบบสุดท้าย ที่สำคัญเป็นการสื่อสารที่สำคัญมากที่สุดในความรักเสียด้วย นั่นคือ

ภาษารัก “สัมผัสทางกาย” เป็นวิธีหนึ่งที่สื่อรักทางอารมณ์

เมื่อพูดถึงการ “สัมผัสทางกาย” น้อยคนนัก ที่จะกล้าปฏิเสธว่า ไม่ต้องการ เพราะการสัมผัส เป็นวิธีที่ทรงพลังในการสื่อถึงความรัก “การจับมือ จูบ กอด และ sex” ล้วนเป็น “วิธีสื่อรัก”

“ต่อ” ทอมที่กำลังเผชิญมรสุมในชีวิต เขาเครียดมาก เครียดมาตลอดหลายอาทิตย์ เขาเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องเพียงลำพัง ข้าวปลาไม่ค่อยทาน เอาแต่นั่งเหม่อ เขาไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะเขากลัวคนรอบข้างจะหัวเราะ หรือต่อว่าเขา ในเรื่องที่เขาทำผิดพลาดไป พฤติกรรมของเขาอยู่ในสายตา “กวาง” ดี้ แฟนสาวตลอดเวลา เธอรู้สึกเครียดหนัก เธออยากจะแบ่งเบาภาระเขา อยากช่วยเหลือเขาเท่าที่ช่วยได้ แต่ไม่ว่าเธอจะถามเขายังไง เขาก็ไม่พูดกับเธอ

เขาคิดอยู่ในหัวว่าจะ “ฆ่าตัวตาย” หนีปัญหานี้ซะ ขณะที่เขากำลังนั่งคิดวิธี “ลาลับ” ไปจากโลกนั้น ก็มีอ้อมแขนอุ่นๆจากเธอ มากอดด้านหลังเขา เธอกระซิบข้างหูเขาว่า “พี่คะ ถึงหนูจะช่วยอะไรพี่ไม่ได้ ไม่สามารถรับรู้ถึงความทุกข์ในใจพี่ได้ แต่พี่ยังมีหนูนะคะ คนที่รักพี่สุดหัวใจ” เขาน้ำตาไหล และก็ลืมความคิดโง่ๆที่จะ “ฆ่าตัวตาย” นั้นทันที

เห็นไหมคะ “สัมผัส” เล็กๆน้อยๆ ที่ใครอาจคิดว่าไม่สำคัญ หรือไม่จำเป็น กลับสร้างแรงบันดาลใจ และให้ความชุ่มชื้นหัวใจใครอีกคนได้อย่างน่าอัศจรรย์

วันนี้คุณกอด หรือสัมผัสกาย คนที่คุณรักหรือยังคะ?

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน