Recent News

Powered by eSnips.com

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ภาษารัก ตอนที่4

สำหรับใครที่อาจจะเบื่อ กับภาษารักที่เรานำมาเสนอตลอดหลายวันนี้ (เพราะชีวิตคู่ของคุณ สมบูรณ์แบบ ดั่งถูกลิขิตมาจากสวรรค์) ก็อดทนรออ่านเรื่องอื่นหน่อยนะคะ พรุ่งนี้ก็จะเป็นภาษารักเรื่องสุดท้ายแล้ว

ภาษารักที่ 4 “ทำบางสิ่งบางอย่างให้”

“ทำบางสิ่งบางอย่างให้” หมายถึง การทำบางสิ่งบางอย่างที่คุณรู้ว่าคนรักของคุณ อยากให้คุณทำ คุณเอาใจเขาด้วยการปรนนิบัติเขา แสดงความรักด้วยการทำบางสิ่งบางอย่างให้เขา

การกระทำ เช่น ทำกับข้าว ล้างจาน ทำความสะอาด รีดเสื้อผ้า ตักอาหารให้เขาทาน บีบยาสีฟัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีที่เราใช้แสดงความรักได้ ซึ่งล้วนต้องใช้ความคิด มีการวางแผน ใช้เวลา ความพยายาม และพลังงาน ถ้าทำด้วยจิตใจชื่นบาน ก็เป็นการแสดงถึงซึ่งความรักอย่างแท้จริง

“ต้อย” ทอมวันเวย์ ผู้ที่เป็นแต่ “ผู้ให้” เสมอมา เขามักจะ sport กับดี้ทุกคนที่เดินเข้ามาในชีวิตเขา หลายครั้งที่เขารู้สึกว่า ต้องการที่จะเป็น “ผู้รับ” บ้าง แต่ด้วยมาด และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นทอม ทำให้เขาต้องกดความรู้สึกนั้นไว้เรื่อยมา (สรุปเป็น “ทอมผู้ให้” มาเกือบจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต) จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับ “แพน” ดี้ (ผู้ที่เป็นทุกอย่างของเขาในวันนี้) เธอไม่ใช่ผู้หญิงใน spec เขาเลย (ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้า ผม) เธอมีเพียงแค่น้ำใจ และความเอาใจใส่เขาตลอด ทำให้เขาได้เป็น “ผู้รับ” บ้าง การเข้ามาของเธอทำให้ “ทอมผู้ให้” รู้จักเรียนรู้รสชาติของการเป็น “ทอมผู้รับ” เสียบ้าง

คุณดี้ (เห็นแก่ตัว) ทั้งหลายคะ กรุณาย้อนไปมอง “ทอมผู้ให้” ข้างๆคุณบ้าง ถามไถ่ เอาใจใส่เขาบ้าง เขาอาจจะอยากเป็น “ผู้รับ” (ไม่ใช่เรื่อง sex) ใจจะขาดแล้วก็ได้นะคะ

คุณคิดเหมือนกับเราไหมคะ “บางทีสิ่งที่ทำให้คน 2 คน ประทับใจซึ่งกันและกัน อาจเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ ที่เขาหรือเธออาจกำลังต้องการ และไม่เคยได้รับจากใคร”

“การขอร้อง” จะช่วยชี้แนะหนทางแสดงความรัก
แต่ “การเรียกร้อง” จะทำให้ความรักหยุดชะงักลงทันที

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน





วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ภาษารัก ตอนที่3

ผ่านไปแล้ว กับ 2 ภาษา ที่จะสื่อแทนความรู้สึกว่า “รัก” มีเพื่อนๆคนไหน อ่านแล้วนำเอาไปใช้บ้างหรือเปล่า? ถ้าคุณยังไม่ได้เริ่มลองนำไปใช้ ลองซะนะคะ

ภาษารัก แบบที่ 3 “การให้ของขวัญ”

“ของขวัญ” เป็นสิ่งที่คุณสามารถจับต้องได้ด้วยมือ และบอกว่า “เขาคิดถึงเรา” หรือ “เธอจำเราได้” ถ้าคุณให้ของขวัญกับใครสักคนแสดงว่า คุณคงคิดถึงเขาอยู่ ตัวของขวัญเป็นสิ่งที่บ่งบอกความคิดถึงนั้น ไม่สำคัญว่าของสิ่งนั้นจะมีราคาหรือไม่ ความคิดถึงต่างหากที่สำคัญ

“สาย” ดี้ผู้ต้องเผชิญกับความเสียใจ ที่ต้องสูญเสีย “กาย” ทอมคนรักจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอเสียใจมาก ร้องไห้เกือบทุกวัน ถ้าให้เธอเลือกได้ เธออยากเลือกที่จะ “จากเป็น” กับเขา มากกว่า “จากตาย” เช่นนี้ หลังงานเผาศพของเขา เธอได้มานั่งเก็บ “ของขวัญ” ทุกชิ้น ที่เขาให้เธอเนื่องในโอกาสต่างๆ ของขวัญชิ้นเล็กๆ แต่ละชิ้น (ที่เคยถูกวางไว้ อย่างไม่สนใจ) ตอนนี้กลับมีความหมายขึ้นมา ในวันที่เขาได้จากไปแล้ว

วันเวลาผ่านไป แต่ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เมื่อเธอเหงา เธอก็จะหยิบ “ของขวัญ” ที่เขาเคยให้ หยิบขึ้นมาทีละชิ้น แล้วกำไว้ที่มือ หลับตาคิดถึงช่วงเวลา ความรู้สึกของเธอ ที่ได้รับของขวัญแต่ละชิ้น แล้วน้ำตาแห่งความสุขก็ไหลออกมา

ถึงแม้ ร่างกายของเขาจะจากไป แต่จิตวิญญาณ ของเขา ก็ยังอยู่กับเธอ ยังสถิตอยู่ในของขวัญชิ้นเล็กๆ ที่เขาตั้งใจที่จะหามาให้เธอเนื่องในโอกาสต่างๆ ด้วยความรัก และหัวใจ

“ของขวัญ” เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่สามารถมองเห็นได้ และเป็น ภาษารัก ที่ง่ายที่สุด

เพื่อนๆคนไหน อยากจะบอกความรู้สึกดีๆต่อคนคุณรัก ลองตั้งใจหา หรือประดิษฐ์ ของขวัญอย่างตั้งใจสักชิ้น ใส่ใจ ตั้งใจ และแทนใจคุณสักชิ้น คงจะทำกระตุ้นความรักที่หยุดนิ่งมานานได้เป็นอย่างดีแน่นอน เชื่อเราสิ!!!

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ภาษารัก ตอนที่2

ช่วงนี้ เราจะเน้นย้ำให้คู่รักหลายคู่ที่มีปัญหาต่อกัน มาลองคิดตาม ถึงสาเหตุ หรือสิ่งที่พวกคุณมองข้ามไป

เรื่องเมื่อวาน เป็นเรื่อง “การพูดให้กำลังใจ” อาจเป็น “ภาษารัก” ที่ดี และใช้ได้สำหรับคนบางคน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกๆคน ดังนั้น ถ้าภาษาแรก คุณนำไปปฏิบัติแล้ว ไม่ดีขึ้น ก็ติดตามอ่านให้ได้ครบทั้ง 5 เรื่อง เราเชื่อว่า ใน 5 ภาษารักที่เราจะนำเสนอนี้ ต้องมีสักเรื่องราว ที่คุณจะนำไปสื่อสารกับคนรักของคุณได้แน่นอน

ภาษารัก แบบที่ 2 คือ “การได้ใช้เวลา หรือให้เวลาที่มีคุณค่าแก่กัน”

“ให้เวลาที่มีคุณค่า” หมายถึง การทุ่มความสนใจทั้งหมดของคุณไปที่อีกคนหนึ่ง

“เจ” ทอมนักบัญชี กับ “วี” ดี้นักกายภาพบำบัด ทั้งสองคนคบกันได้เกือบปีแล้ว เขาและเธอเช่าห้องอยู่ด้วยกัน นอกเหนือจากเวลาทำงาน เขาสองคนอยู่ด้วยกันตลอดแทบจะทุกนาที แต่ความรักของเขาทั้งสองคน ก็ดูเหมือนจะไม่พัฒนาขึ้นไปมากนัก (เห็นไหมคะ ใครที่บอกว่า ความห่างไกลมักจะก่อปัญหา ความใกล้ชิดก็ทำให้ปัญหาเกิดเช่นกัน ไม่ใช่ระยะทางที่เป็นปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ ตัวคนสองคน ว่ารัก และเข้าใจกันและกัน ในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า?)

เธอได้ส่งเมล์มาถามเรา ขอคำแนะนำจากเรา เราขออนุญาติ ตอบเมล์เธอ ผ่านทางนี้เลยนะคะ (เผื่อว่าคนบางคนที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ จะได้รับคำตอบไปพร้อมๆกัน)

บางทีการที่พวกคุณนั่งโซฟาเดียวกัน ดูทีวีด้วยกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกคุณให้เวลาแก่กัน เพราะตอนนั้นต่างคนก็ต่างใช้สายตา และสมาธิจับจ้องไปที่ทีวีช่องนั้นๆ โดยไม่ได้สนใจซึ่งกันและกัน

สิ่งที่ควรทำคือ นั่งลงที่โซฟา ปิดทีวี หันหน้าสบตา และคุยกัน ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับคนรักของคุณ รับฟังสิ่งที่เขาหรือเธอ ต้องการจะบอกกล่าวให้ฟังอย่างตั้งใจ

บางทีการที่คุณไปทานข้าวนอกบ้านด้วยกัน โดยที่ต่างคนต่างสั่ง และต่างคนต่างกิน โดยต่างคน ต่างสนใจสิ่งเร้ารอบตัว ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกคุณให้เวลาแก่กัน

สิ่งที่คุณควรทำ ก็คือ ลองหันไปสังเกตุหนุ่มสาว ที่เพิ่งจีบกันใหม่ๆ ดูพวกเขาจ้องตากันและกัน ใช้สายตาสื่อภาษาใจกัน ปานจะหลอมตัวเป็นคนๆเดียวกัน ณ ที่นั้น มีเพียงพวกเขาสองคน โดยปราศจากคนรอบกาย

ลองถามตัวคุณดูนะว่า นานแค่ไหนแล้ว ที่คุณไม่ได้จ้องตาแบบลึกซึ้งกับคนที่คุณรัก?

แก่นแท้ของการให้เวลาที่มีคุณค่า คือ การอยู่ด้วยกัน เราไม่ได้หมายถึง ต้องตัวติดกับคู่รักของคุณจนไม่มีระยะห่างระหว่างกัน แต่คุณต้องอยู่ด้วยกัน กับคนที่คุณรัก โดยทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่กันและกัน


เทคนิคพิเศษ สำหรับภาษารักแบบนี้ก็คือ

สบตาคนรักของคุณเวลาที่เขาพูด (อย่าใจลอยเด็ดขาด) ให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อสาร และพยายามที่จะเข้าใจความรู้สึกของเขา โดยสังเกตุจากกิริยาท่าทาง จุดสำคัญ ห้ามขัดจังหวะ (ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี)

ถ้าคุณทำตามเทคนิคข้างบนนี้ได้ เรามั่นใจว่า ชีวิตรักของคุณจะดีขึ้นแน่นอน

“นานแค่ไหนแล้วคะ ที่หัวใจคุณ ไม่ได้อบอุ่นไปด้วยความรัก และความห่วงหา จากคนที่คุณรัก ขณะที่เขาหรือเธอ อยู่ข้างๆกายคุณ” (ฝากไว้ ให้ตอบเล่นๆในใจ)


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ภาษารัก ตอนที่1

“การสื่อสาร” เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่ทำให้ “มนุษย์” ได้เข้าใจซึ่งกันและกัน “รับรู้” ความต้องการของกันและกัน เพื่อตอบสนอง และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

การสื่อสารมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น โดยคำพูด โดยแววตา โดยการสัมผัส หรือ รับรู้กันด้วยหัวใจ

การสื่อสารเป็นวิชาที่มนุษย์เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่เกิด บางคนมีพรสวรรค์ในการสื่อสาร (เรียกได้ว่า มีเสน่ห์ในการเข้าใจ และโน้มน้าวจิตใจคน) แต่บางคนก็สื่อสารกับใครไม่เป็น (พูดไม่เคยเข้าหูคน คิดอย่าง แต่สื่อสารออกมาอีกอย่าง สร้างความไม่เข้าใจให้กับคนรอบข้าง) อาจเป็นผลมาจาก กระบวนการทางความคิดที่ไม่กว้างไกลเท่าที่ควร หรือ มีความคิดว่า ทุกคน ต้องมอง และรับรู้ เฉพาะด้านที่เขาเข้าใจ (แต่คนเราสามารถเรียนรู้ และปรับตัวเองให้ดีขึ้นได้ อาจต้องใช้เวลา แต่ไม่มีใครแก่เกินไป ที่จะเรียนรู้)

ไดอารี่เราในวันนี้ ขอตีแคบๆ สะท้อนให้ได้อ่าน เฉพาะ “การสื่อสาร” หรือ “ภาษา” ที่ใช้เพื่อแสดงออกเฉพาะเจาะจงในเรื่อง “ความรัก” เราจะ focus ไปยัง “วิธีการแสดงความรัก ที่คนรักของคุณสามารถสัมผัสได้”

ภาษารัก อย่างแรก คือ “ใช้คำพูดให้กำลังใจ” ดั่งที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “อำนาจชี้เป็น ชี้ตาย อยู่ทิ่ลิ้น” แค่คำพูด เรียบง่าย สั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น

“คุณสวมชุดนี้แล้วดูสวยจัง”
“ขอบคุณนะคะสำหรับกาแฟที่แสนอร่อยถ้วยนี้”
“ดีใจจังเลย ที่คุณอยู่เป็นเพื่อนคืนนี้”

เพียงแค่คำพูดหนุนน้ำใจเล็กๆ เหล่านี้ ก็สร้างรอยยิ้ม และความรู้สึกดีๆ ให้กับคนรักของคุณได้ (รอเพียงแต่ว่า คุณพร้อมที่จะพูดกับคนข้างๆคุณหรือยัง)

จุดมุ่งหมายของความรัก ใช่ว่าคุณจะได้รับอะไรมาจากคนรักของคุณ แต่อยู่ที่คุณจะทำอะไร เพื่อคนรักของคุณต่างหาก

“ทิพ” และ “ปิ่น” เป็นเลสทั้งคู่ คบกันมายาวนานกว่า 4 ปี โดยที่ทั้งสอง ไม่เคยเลยที่จะทะเลาะกัน เพื่อนหลายคนที่อยู่ในกลุ่ม พยายามถามเคล็ดลับแห่งการครองคู่ของทั้งสองคนนี้

ถามเขา เขาตอบว่า “เขาก็ทำตัวปกติ ไม่ได้ทำอะไรที่พิเศษ ใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ”

ถามเธอ เธอตอบว่า “รู้ไหม เขาเป็นคนที่วิเศษสุด เวลาเธออยู่กับเขา เธอจะยิ้มได้ตลอดทั้งวัน เขาเป็นคนที่สื่อสารได้เก่งมาก เขาจะไม่ใช่คนหวาน ที่จะมาบอกรักทุกวัน แต่คำพูดในทุกๆวันของเขา จะมีแต่ประโยคที่ ฟังดูเหมือนให้กำลังใจเธอตลอด เขามักชมกับทุกสิ่งที่เธอทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน เวลาที่เธอทำอะไรผิดหรือพลาด เขาก็จะมีคำพูดที่ให้กำลังใจเธอเสมอ เป็นเพียงแค่ประโยคเล็กๆ แต่ก็เป็นพลังขับเคลื่อนให้กับความรักของเรา”

ความจริงมีอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อเราได้ฟังคำพูดที่ให้กำลังใจแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไร ตอบแทนอีกฝ่ายหนึ่ง และนี่แหละ คือจุดที่มหัศจรรย์ที่สุดของความรัก

เพื่อนๆที่มีความรักคู่ไหน ที่มีปัญหา ทะเลาะกันบ่อยๆ ลองเสริมสร้างชีวิตรักของคุณ ด้วยการพูดให้กำลังใจ ลองดูวันละ หนึ่งประโยค เรารับประกันว่า ชีวิตคู่ของคุณต้องมีสิ่งที่ดีขึ้นแน่นอน

แต่ถ้าใครยังไม่โดนกับ “ภาษารัก” ในเรื่องราวของเราในนี้ เรายังมี ภาษารัก อีก 4 แบบ รอเพื่อนๆอยู่ในวันต่อๆไป

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

การเดินทางของความรัก

หลายๆคนที่เคยผ่านร้อนและหนาว ผจญภัยกับชีวิตรักมานานพอสมควร คุณอาจจะจดจำ “แฟนเก่า หรืออดีตคนรักเก่า” สักคน ได้อย่างแม่นยำ โดยที่คุณก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไม? เขาคนนั้นถึงยังอยู่ในใจคุณ

ยามใด? เมื่อคุณคิดถึงเขา คุณจะสบายใจ อบอุ่น และรู้สึกปลอดภัย ถึงแม้ว่า ณ ปัจจุบัน เรื่องราวของเขานั้นจะเป็นแค่อดีตของคุณแล้วก็ตาม แต่ “ความอบอุ่นใจ และความสุขใจ” นั้น ก็ยังคง “อบอวล และดำรง” อยู่ในตัวคุณ “ผลักดัน” ให้คุณมี “พลัง” และคอย “ปกป้อง” และทำให้คุณยิ้มได้ทุกครั้ง ที่แวบนึงเผลอใจคิดถึงเขา

“เพ็ญ” ดี้วัย 42 ปี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เธอเริ่มมีแฟนทอมคนแรกตั้งแต่อายุ 19 ถ้าจะให้ย้อนนับว่า “เธอมีแฟนมาแล้วกี่คน?” (ลำพังจำนวนนิ้วมือและนิ้วเท้าของเธอ อาจจะไม่เพียงพอต่อการนับ ดังนั้นขอประมาณคร่าวๆว่า ไม่ต่ำกว่า 20 ก็แล้วกัน) เธอผจญภัยค้นหาความรักไปเรื่อยๆ โดยใช้หลักที่ว่า “เปิดรับทอมทุกคน ถ้านิสัยเข้ากันได้ก็คบ แต่ถ้าคบกันไปแล้ว อยู่ร่วมกันไม่ได้ ก็เลิกกันซะ ไม่เห็นจะต้องแคร์เลย ก็แค่ทอมคนเดียว” ใครจะว่าเธอช่างเลือก เรื่องมาก Spec สูงนั้น เธอไม่สนใจ เธอไม่แคร์ เพราะเธอ คุณสมบัติ รูปสมบัติ perfect

แม้ว่าบางครั้ง เธอจะประสบสภาวะ “ทอมขาดมือ” จนเกิด “ภาวะเหงา และว้าเหว่” ซึ่ง “กระตุ้นความต้องการภายใน” บ้าง แต่เธอก็ไม่เคย “หวั่นใจ” หรือ “กังวล” เลย เพราะเธอมี “พลังเล็กๆ” ที่ “ผลักดัน และเป็นแรงใจ” เสมอ และพลังเล็กๆนั่นก็คือ “ความทรงจำ และความรู้สึกที่ดี” ที่ยังหลงเหลือกับ “ตุ๋ม” อดีตแฟน number 5 ของเธอ ที่แม้จะเลิกรากันไปกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม (ด้วยความไม่เข้าใจกัน)

แต่ว่าทุกวันนี้ เขายังคงเป็นเพื่อนที่ดี และคอยเข้าใจเธอเสมอ

ในช่วงที่ดูเหมือนคนทั้งโลกจะไม่เข้าใจ และรับฟังเธอ เขาจะเป็น “คนแรก” ที่ “เสียสละเวลา” มารับฟังทุกปัญหาของเธอจนจบ

ทุกครั้งที่เธอต้องการใครสักคน เขาแม้อยู่แสนไกลจากเธอ ก็จะเป็นคนแรก ที่จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อมาพบเธอ และโอบกอดเธอไว้

ทุกครั้งที่เธอทำผิด ไม่ว่าความผิดนั้นจะเล็กน้อย หรือยิ่งใหญ่เพียงใด เธอก็จะพบ “การให้อภัย” อยู่ในตัวเขาเสมอ

หลายครั้งที่เธอประสบปัญหา หรือตกใจกับอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ความทรงจำเรื่องของเขาคนนี้ จะคอย “สะกิด” และทำให้เธอยิ้มได้ในทุกๆครั้ง

และทุกครั้งที่เธอสบายใจ มีแฟนคนใหม่ๆ มีความสุข เขาก็จะยืนอยู่ตรงที่เดิม คอยเฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ

เธอรับรู้ตลอดถึงความห่วงใย และความดีของเขา แต่เธอก็ยังคงเฝ้าตามหา “รักแท้” และ “คู่ชีวิต” อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (เธอก็เป็นแค่มนุษย์คนนึง ที่เชี่ยวชาญทางด้าน “ค้นหา” อย่างไม่เคยสิ้นหวัง)

การค้นหาของเธอ เดินทางมาเกินครึ่งชีวิตแล้ว ถึงเวลาสำหรับเธอหรือยังนะ? ที่จะ “หยุด” และมองไปรอบๆตัว แล้วเธอจะพบว่า ยังมีใครสักคนเช่นเขา ที่พร้อมจะเป็น “เพื่อนแท้” และ “เคียงข้าง” เธอจนวันสุดท้ายของชีวิตอย่างแน่นอน

ถ้าเพื่อนๆเป็นเธอ เพื่อนๆจะเลือกหนทางไหนคะ ระหว่าง “ผจญภัยค้นหาความรักแท้ต่อไป” (ด้วยหวังว่า จะมีเทพบุตรมาจุติ) หรือ “หันกลับไปมองคนธรรมดาที่มีความรักที่เปี่ยมล้น เช่นเขา?” (ตอบในใจ และไม่ว่าคุณจะเลือกคำตอบไหน เราอยากให้เพื่อนตระหนักว่า “ไม่มีทางเลือกที่ผิดในความรัก”)

ที่ใครหลายๆคน ดิ้นรน เฝ้าตามหาคำว่า “รักแท้ และคู่ชีวิต” นั้น พวกคุณเข้าใจความหมายที่แท้จริงหรือเปล่า? หรือเคยสงสัยกันเล่นๆไหมว่า? ตัวคุณนั้นต้องการแฟนแบบไหน? (“ความรักแบบแฟน” ที่ต้องอยู่ด้วยกันเกือบ 24 ช.ม. ทานข้าวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน คุยโทรศัพท์ด้วยกัน มี SEX อย่างเสียวๆนั้น) นี่ใช่? ความต้องการของตัวคุณหรือเปล่า? หรือจริงๆแล้ว คุณแค่ต้องการใครสักคนที่เข้าใจ ยอมรับ ปกป้อง ให้ความรู้สึกปลอดภัยกับคุณ และทำให้คุณมีรอยยิ้มทุกครั้งที่คิดถึงเขา? แต่ไม่ว่า “คุณ” ต้องการอะไร? หรือ “ใคร” ก็ตาม?

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า “คุณจะยอมรับความต้องการลึกๆในใจคุณแค่ไหน? และ “การซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวคุณเอง เป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด”


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กับคำว่า "ดี้"


วันนี้เราขอบัญญัติ “Dictionary Dy” ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คนที่ช่วยเราบัญญัติ (ทาง Comment) เนื่องจากเราเป็น “ดี้” เราจะไม่ใช้คำแรงเท่าไหร่นะคะ เห็นใจพวกเดียวกันน่ะ มาเริ่มกันเลยนะคะ

“ดี้ขี้เกียจ” คือ “ดี้วันเวย์” ชีวิตนี้ทำได้แค่นอนนิ่งๆ เธอเกิดมาเพื่อเป็นผู้รับอย่างเดียว อย่างแท้จริง

“ดี้ขยัน” คือ “ดี้ทูเวย์” ดี้ประเภทนี้ เป็นผู้เปิดทางสวรรค์ให้บรรดาทอมๆ ได้สัมผัสและรับรู้ (เธอต้องการเป็นผู้กระทำ เพราะเธอเริ่มเบื่อที่จะเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว เธอชอบทำให้ทอมมีความสุข เพราะถ้าเธอเห็นเขามีอารมณ์เสียวซ่าน โดยที่เธอเป็นผู้กระทำให้เธอจะมีความสุขมากมาย) ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด

“ดี้แอปแบ้ว” คือ “ดี้ที่ชอบทำตัวคิกขุ น่ารัก (ขัดกับความเป็นจริง) innocent ไม่รู้อะไรเลย ออกแนวโง่ๆ

“ดี้คูโบต้า” คือ “ดี้ ถึก บึกบึน ตัวใหญ่ เสียงใหญ่ เสียงดัง โวยวาย”
ไม่รู้จะวีนไปทำไม? อยู่ด้วยแล้วเหนื่อย ปวดหัว ขอไทลีนอลแผงนึง”ดี้ซาราเจโว” คือ “ดี้ที่มีประวัติศาสตร์ถูกตีเมืองแตก (น้ำแตก) โดย ทอมหลายชนชาติทั้ง โรมัน เตอร์กิสท์ จักรวรรดิ์ออสเตรีย ฮังกาเรียน จนพี่แกก็นับไม่ถูกเหมือนกัน

”ดี้ไดโนเสาร์” คือ “ดี้ที่แต่งตัวป้าซะ” ไม่รู้แอบยืมเสื้ออาม่า ที่บ้านมาใส่รึป่าว ใส่มันเข้าไปเสื้อเชิ้ตแค่ศอก กางเกงผ้า + เสื้อแจ๊คเก็ตป้าๆ รองเท้าหูหนีบ (ขอนำเสนอ ให้ถือตะกร้าหมากไปด้วย)
”ดี้โรงปุ๋ย” คือ “ดี้ตัวเหม็น ปากเหม็น” มันกินอะไรเข้าไป เหม็นยังกับโรงปุ๋ยคอก (ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลวงแขน เลือกเอาชนิดที่เหนียวเป็นยางยิ่งดี ปกป้อง 24 ช.ม. ไม่พอ เอาไปเลย 108 ช.ม. ทากลับไปกลับมาจนแน่ใจว่า ดูแห้งดี และโมลแข็งแล้ว เป็นอันใช้ได้)
”ดี้แหนมตุ้มจิ๋ว” คือ “ดี้ ทั้งแน่น ทั้งตัน และตัวเตี้ยๆ” ที่สำคัญคิดว่าตัวเองน่ารัก ทั้งๆที่จริงแล้ว “ไม่เลย”

“ดี้ถนนข้าวสาร” คือ “ดี้ที่ชอบ ใส่เสื้อยับๆ ไม่รีด สีหม่น อยากทำให้ตัวเองดูเซอร์ ติสๆ” แต่จริงแล้ว ดูสกปรกมากกว่า

“ดี้ราชการ” คือ “ดี้ที่มีทอมใน control หลายคน เรียกได้ว่า เช้าหนึ่งคน เย็นหนึ่งคน ดึกก็อีกหนึ่งคน”

“ดี้ Paraphilia” คือ “ดี้ที่มีรสนิยมกามวิปริต” สังเกตุได้จาก ลิ้น นิ้ว ไม่เพียงพอสำหรับพวกเธอ (ต้องใช้ของแข็งๆ คิดต่อกันเอาเองนะคะ)

วันนี้เรามาให้ความหมายดี้กันคร่าวๆ รอฉบับสมบูรณ์เร็วๆนี้นะคะ

ขอบคุณมากนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Happy Birthday น้องวอดก้า

วันนี้เป็นวันพิเศษอีกวันนึง ที่เรา mark ไว้ในปฏิทิน วันนี้เป็นวันเกิด “น้องวอดก้า” (แมว Persian Brown Tabby) ซึ่งปีนี้ เขาอายุได้ 3 ปีแล้ว เรายังจำความรู้สึกวันแรกที่เราได้ “อุ้ม” เขาได้อย่างแม่นยำ จนเราแทบไม่รู้ต้วเลยว่า “เวลาผ่านไป ความรักที่เรามีต่อเขานั้น ซึมเข้ามาในหัวใจ และความเคยชินในชีวิตลึกแค่ไหนแล้ว?” เท่าที่จำได้ ช่วงที่เขาไม่สบาย เป็นช่วงเวลาที่เราเข้าใจ และสัมผัสได้ถึง “ความรู้สึกที่เรามีต่อเขา” (ที่ยิ่งวัน ยิ่งมากขึ้น) ได้อย่างดี ความรู้สึกของ “ผู้ให้” (เรา) ที่ต้องการจะ “เติมเต็ม ดูแล และปกป้อง” สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่นเขานั้น มีมากล้น จนไม่สามารถบรรยาย และแสดงออกมาได้หมด

หลายครั้งที่เราเหนื่อย ท้อ หมดแรงที่จะก้าวต่อไป เพียงแค่เรานึกถึงเขา “ความสุข และความอบอุ่น” ก็เดินทางเข้ามา “โอบกอด” เราอีกครั้ง

วันเกิดปีนี้ของหนู พี่ไม่มีอะไรจะให้ มีเพียง “ความรัก” ที่จะแสดงออกมาในทุกๆ “การกระทำ และความรู้สึก” ให้กับหนู พี่สัญญากับตัวเองเสมอว่า “พี่ (คนธรรมดาๆคนนึง) จะดูแล และทำให้หนูเป็นแมวที่โชคดี และมีความสุขในโลกได้แน่นอน”

พี่รักหนูนะ น้องแมวแสนซนของพี่

อีก 9 วัน เราก็ต้องส่ง “น้องพิม” กลับไปบ้านเขาที่ต่างจังหวัดแล้ว นึกๆแล้วก็ใจหายนะ เธอช่างเป็นเด็กอายุ 8 ขวบ ที่แสนฉลาด ช่างคิด และเปิดใจเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆเสมอ พี่หวังว่า “น้องจะเอาความรู้ และประสบการณ์ ที่ได้จากการมากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ กลับไปใช้เป็น “พื้นฐาน” และ “ต่อยอด” สิ่งที่พี่ได้ “ปูทาง” เอาไว้ให้ เพราะสิ่งที่พี่ได้ “สอน และวางรากฐาน” กระบวนความคิด และการเข้าใจโลก” ให้นั้น จะช่วยหนูให้ “สังเกตุ และเข้าใจ” อีกมุมนึงของชีวิต

ไดอารี่วันนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา เราขอใช้พื้นที่ตรงนี้ “ถ่ายทอดอารมณ์ และความเป็นตัวตนของเรา” ผ่าน “ตัวอักษร” ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทอมเกย์

เรื่อง Dictionary Tom เมื่อวาน ทำให้ “ทอม” หลายๆคนอึ้งและเสียวสันหลังกันเป็นแถว ขอโทษด้วยนะคะ ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนกระทบใคร คุณ “ดี้” คะ คำจำกัดความของคุณก็มีนะคะ พรุ่งนี้ Dictionary Dy จะถูกตีพิมพ์ มาวางตลาดแข่งกับ Dictionary Tom เอาให้รู้กันไปเลยว่า อันไหนจะมีกระแสตอบรับดีกว่ากัน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด Dictionary Les จะตามออกมาติดๆ

หากเพื่อนๆ ที่อ่านอย่างละเอียดเมื่อวาน คงจะจำได้ว่า เราติดค้างความหมายของทอมประเภทหนึ่งเอาไว้ นั่นคือ “ทอมเกย์” หลายคงเริ่ม “งง” ว่าทำไมเราเอา “ทอม” กับ “เกย์” มารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน (หาใช่อย่างที่คุณตีความไปเองไม่) ความหมายและเนื้อหาในวันนี้ เราได้ไปสืบค้น และสัมภาษณ์ “ทอมเกย์” ที่มีตัวตนจริงในสังคมเราคนหนึ่ง พวกบรรดา ทอม ดี้ เลสคิง และ เลสควีน อย่ามัวแต่ตกใจนะที่ “ทอมเกย์” จะเป็นอีกเพศหนึ่งที่กำลังแพร่หลายอยู่ในสังคมของเรา แหล่งข่าวของเรา ได้รายงานว่า ตามหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่นโคราช หาดใหญ่ หรือแม้กระทั่ง กทม. ทอมเกย์ก็มีสมาชิกร่วมร้อยแล้ว

“ทอมเกย์” คือ ทอมที่รัดหน้าอก, ไว้ผมสั้น, พูด “ผมและครับ”, หัวเกรียน, ท่าเดิน และบุคลิกเหมือนทอมทั้งแท่งทุกประการ สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากทอมทั่วไปก็คือ เขาไม่นิยมบริโภค “ดี้” เป้าหมายของพวกเขาก็คือ “ทอมหรือ เลสคิงที่ห้าวเท่านั้น” (ทอมหลายคนสบายใจได้ เพราะคุณจะไม่มีคู่แข่งทางการค้า แต่คุณอาจต้องระวังว่าจะโดนหุบกิจการแทน)

บทสัมภาษณ์ระหว่างเรากับทอมเกย์คนหนึ่ง

เรา เหตุใด? คุณถึงไม่เลือกที่จะคบ “ดี้ หรือ เลสควีน” เป็นแฟน?
ทอมเกย์ ผมไม่ชอบนิสัยแบบผู้หญิง จู้จี้ ปากหวาน งอน และมีจริต (ชอบดัดจริต)

เรา แล้วสเปคของคุณเป็นแบบไหน?
ทอมเกย์ ทอมหรือเลสคิงห้าวๆ หน้าอกเล็กๆถึงแบนราบ (รัดหน้าอกด้วยจะยิ่งดี) พูด ผมหรือครับ หัวเกรียน ลุย ดูแมน

เรา เคยมีไหมที่ดี้มาแอบหลงรักคุณ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าคุณเป็นทอมปกติ?
ทอมเกย์ มีครับ เพิ่งจะมีคดีความ (ปัญหา) กันจบไป “ดี้” เป็น “โจกย์” ผมเป็น “จำเลย” ด้วยความที่ผมแมน ดี้หลายๆคนเลือกที่จะเข้ามา เพราะคิดว่าผมต้องชอบดี้ แต่จริงๆแล้ว ผมชอบทอมด้วยกัน (สิ่งที่ผมทำได้คือ “ปฏิเสธ”)

เรา คุณเคยมีความรู้สึกบางอย่าง (เช่น รัก หรือชอบ) กับ ดี้ หรือ เลสควีนไหม?
ทอมเกย์ ไร้ความรู้สึก เหมือนเพื่อนกันมากกว่า แต่ให้มากกว่านั้น อย่าเลยครับ ถึงจะเป็นดี้ห้าวๆ ก็เถอะ ตราบใดความหมายของคำว่า “ดี้” ยังเป็นผู้หญิงที่แต่งหน้าแต่งตา ชอบทอมอยู่ล่ะก็ เราเป็นเพื่อนกันดีกว่า เวลาที่มีดี้จีบทอม อาจจะทำให้ทอมทั่วไปรู้สึกดี แต่ไม่ใช่พวกผม มันทำให้พวกผมหนักใจมากกว่า

เรา เนื่องจาก “ทอมเกย์” เป็นกลุ่มคนที่มีน้อยมากในสังคม คุณจะรู้ได้ยังไงว่า ทอมคนไหนเป็น “ทอมเกย์” แบบคุณหรือมีรสนิยมเดียวกันกับคุณ?
ทอมเกย์ ช่วงแรก ก็อาศัยคำบอกเล่าของเพื่อนพวกเดียวกันไปก่อน ว่าใครเป็น “ทอมเกย์” บ้าง แต่ถ้าเริ่มปีกกล้าขาแข็ง ก็จะไม่รีรอที่จะออก “ล่าทอม” ด้วยตัวเอง

เรา “การล่าทอม” คืออะไร
ทอมเกย์ เมื่อผมเจอทอม หรือเลสคิงเป้าหมาย ผมก็จะเดินเข้าไปขอเบอร์ (ก็เหมือนทอมจีบดี้ครับ) แต่ผมจะต้องดูดีๆก่อนนะ ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าเดินเข้าไป เพราะถ้าเข้าไปแบบไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า อาจเจอ “ตีน” ของทอมได้

เรา เราเชื่อว่า เป็นการยากที่จะเปลี่ยนทอมปกติให้มาคบกับทอมเกย์แบบคุณ คุณมีวิธีเข้าหาพวกเขาได้ยังไง?
ทอมเกย์ ช่วงแรก ผมจะเข้าไปขอเบอร์ โดยให้เหตุผลว่า “อยากหาเพื่อนกินเหล้าด้วย” เขาเห็นว่า ผมเป็นทอมเหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็จะให้เบอร์ผมมา (ก็เสร็จผมแล้วครับ) ถ้าได้คบเป็นเพื่อนก่อนโอกาสที่ความรัก และความเข้าใจจะบังเกิดมีโอกาสสูงครับ


เรา คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า คนที่ดูดีสะดุดตาคุณนั้น จะคบกับคุณได้นาน?
ทอมเกย์ มีทอมเกย์รุ่นปู่บอกผมมาว่า “เราควรที่คบหาทอมเป็นเพื่อนไปก่อน ให้เห็นสันดานพวกเขาก่อน (เพื่อนจะแสดงสันดานทุกแง่มุมแก่กันและกัน) ถ้าเขาคือคนที่โอเค ก็รวบหัวรวบหางเลย

เรา ข้อแตกต่างระหว่าง “ทอมทูเวย์” กับ “ทอมเกย์” คืออะไรคะ
ทอมเกย์ ทอมทูเวย์จะเลือกคบดี้ ส่วน ทอมเกย์เลือกคบทอมกับเลสคิง

เรา เวลามี Sex ของพวกคุณกับทอมเป็นแบบไหนคะ
ทอมเกย์ ก็ผลัดกันรุกและรับครับ ไม่มีตำแหน่งที่ตายตัวครับ

เรา มีการใช้ Sex Toy ด้วยไหมคะ
ทอมเกย์ ก็บางคู่ครับ แต่สำหรับผม ไม่ได้ใช้ครับ

เรา เราจะได้รู้ได้ไงคะ ว่าคนไหนเป็น “ทอมเกย์”
ทอมเกย์ ดูจากสายตาครับ รอยยิ้ม มันจะไม่เหมือนทอมทั่วไป สุภาพ พูดจาดี ดูเป็นผู้ใหญ่ อ่อนโยน เข้าใจดี้ทั้งหลาย รู้จักแต่งตัว ติดหรู ล่ะตัวดี

เรา ถ้าวันนึงคุณเจอ “ดี้ขยัน” (ดี้ two-way) คุณจะคบไหม
ทอมเกย์ ไม่ครับ คือ ดี้ คือ ผู้หญิง ที่แต่งหน้าแต่งตา ชอบทอม และที่สำคัญ “ดี้” ไม่ใช่สเปคพวกผมครับ

“ความรักไม่มีกฏเกณฑ์ ไม่มีเพศ ไม่แบ่งชนชั้น ฐานะ การศึกษา อยู่ที่ความพอใจของคน 2 คน ลีลา และจังหวะของชีวิต” จากเรื่องราวในวันนี้ เพื่อนๆคงจะได้รับรู้ว่าในสังคมเรา ก็มี ทอมอีกประเภทหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น (อาจมีตัวตนอยู่จริงนานแล้ว แต่เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ) ดี้คนไหนที่อาจหาญจะเดินเข้าไปจีบทอม รบกวนดูให้แน่ชัดด้วยว่า คนนั้น ทอมเกย์หรือเปล่า เดี๋ยวจะหน้าแหกกลับมา

ฝากไว้สำหรับทอมที่คิดว่าตัวเองไม่ปกติ ที่ไปแอบปลื้มทอมด้วยกัน คุณไม่ผิดปกตินะคะ คำจำกัดความหรือชื่อเรียกของคุณก็คือ “ทอมเกย์” ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน รสนิยมไหน เราก็เป็นพี่น้องกันในสังคมเดียวกันคะ

ขอบคุณทอมเกย์คนนั้นที่มาแบ่งปันเรื่องราวและแง่มุมอีกด้านของสังคม

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กับคำว่า "ทอม"

ก่อนที่จะมาเข้าเรื่องราวแบบเข้มข้น เราขอเสนอ ความหมายของคำว่า “ทอม” ในแบบต่างๆ เราเป็นคนบัญญัติความหมายเหล่านี้ขึ้นมาเอง (เพื่อให้เพื่อนๆได้เข้าใจ สำหรับการอ้างถึงใน “งานเขียน” ต่อๆไปของเรา) ดังนั้น หากไม่โดนใจใคร อยากจะเพิ่มเติม เราก็เปิดกว้าง ยินดีรับฟัง Idea และคำแนะนำ จากเพื่อนๆเสมอคะ

“ทอมวันเวย์ One-way” คือ “ทอม Original ต้นฉบับ ดั้งเดิม” เป็นทอมที่ Enjoy and happy ที่จะเป็นฝ่ายกระทำอย่างเดียว (เรื่อง Sex) หลายครั้งทอมประเภทนี้ จะแอบไปช่วยตัวเองอยู่คนเดียว (อย่าเถียงนะ ว่าคุณตายด้าน ไม่เคยมีอารมณ์) ทอมประเภทนี้เหมาะสมกับ “ดี้ขี้เกียจ”

“ทอมทูเวย์ Two-way” คือ “ทอมยุคไอที” เป็นทอมที่เข้าใจในสัจธรรมของโลก (เป็นผู้ให้เพียงฝ่ายเดียวจะทำให้โลกไม่สมดุล ต้องเป็นผู้รับด้วย) เขาถือว่าการมี Sex ถ้าจะให้บรรลุผล ต้องแบ่งปันความเสียวให้แก่กัน และกันอย่างเท่าเทียม ทอมประเภทนี้เหมาะสมกับ “ดี้ขยัน”

“ทอม 3 กอง 5” คือ “ทอมเหลือเลือก (ทุเรศ ทั้งนิสัยและรูปลักษณ์ภายนอก)” (ถ้าเพื่อนๆไปตลาดที่วายแล้ว พวกแม่ค้าจะเอาผักที่เหลือจากการขาย มากองไว้ แล้วลดราคา 3 กอง 5 บาท) ทอมประเภทนี้เหมาะสมกับ “ดี้ประหยัด”

“ทอมกระป๋อง” คือ “ทอมตัวเล็ก เตี้ย” หน้าตาธรรมดาถึงไม่ธรรมดามาก (ผ่าเหล่า) แต่คิดว่าตัวเองหล่อมาก เท่ห์มาก ชอบทำตัวแมนๆ เดินเก๊กๆ ยืดๆ (ถึงแม้จะยืดไม่ขึ้น) สเปคสูง ชอบมองแต่สาวสวยๆ (ขอโทษหันมามองดูตัวเองบ้างนะ)

“ทอมเถื่อน” คือ “ทอมแหกกฏ หรือทอมเป็นช่วงๆ” (ทอมที่เอาแน่กับตัวเองไม่ได้ แล้วแต่จังหวะของชีวิต คบได้ทั้งผู้หญิง ดี้ และผู้ชาย)

“ทอมป้า” คือ “ทอมที่แต่งตัว ป้าๆ ใส่เสื้อในหรือรัดหน้าอกไม่กระชับ เดินแล้วหน้าอกแกว่งไปแกว่งมา” (ชวนให้สะอิดสะเอียนแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก) ป้าคะ ไปหาเอี้ยมแดง (เสื้อในคนจีน) มาใส่ดีกว่าไหมคะ (เห็นแล้ว Sex ตกต่ำ)

“ทอมป่วย” คือ “ทอมแต่งตัวป่วย” แต่งตัวไม่ถูกกับสรีระตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ตัวเองเตี้ยแล้วยังใส่กางเกง 4 ส่วน (ทำให้ดู load หนักไปอีก) ฝากไว้นะคะ ดี้ทั้งหลาย เช็คการแต่งตัวแฟนคุณนิดนึง อย่าปล่อยให้ออกมาทำให้จิตคนอื่นป่วยไปด้วย

“ทอม Premium” คือ “ทอมที่สร้างภาพว่าตัวเองรวย หรู การศึกษาดี สุดท้ายก็ดีแต่เปลือก เหมือนของ Premium ที่เขาแจกไว้ทดลอง ทอมพวกนี้ต้องเจอ “ดี้ลมกรด”

“ทอมมักมาก” คือ “ทอมเจ้าชู้ หลายใจ ไม่รู้จักพอ” (ระวังตัวให้ดีนะคะ กรรมจะตามทัน สุดท้ายคุณก็จะไม่เหลือใครที่รักคุณ แล้วคุณก็จะเปลี่ยนสถานะ เป็น “ทอมกองละบาท” โดยอัตโนมัติ)

“ทอมภูธร” คือ “ทอมล้ำๆ หน้าตาเหี้ยมๆ ตัวดำๆ” ความหมายใกล้เคียงกับ “กระเทยภูธรหรือกระเทยแบกข้าวสาร”

“ทอมหมอชิต” คือ “ทอมบ้านนอก ทอมลาว โดยดูจากหน้าตา บุคลิกและการแต่งตัวที่ล้าหลังสังคมเสมอ” (ไม่ได้หมายความว่า ทอมต่างจังหวัด เป็นทอมประเภทนี้นะคะ “ทอมกรุง” ก็เป็นได้เช่นกัน)

“ทอมอ่อนแอ” คือ “ทอมที่จิตใจไม่มั่นคง ทำให้ชีวิตคู่ต้องสั่นครอน” ประเภทชอบรับความคิดเห็นของคนอื่นแล้วมาตัดสินชีวิตคู่ของตัวเอง (สังเวชทอมพวกนี้นัก)

“ทอมแมงดา” คือ “ทอมที่สิงสถิต ติดหนืบ ดี้รวยๆ เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว” (แต่ส่วนใหญ่จะหน้าตาดี) แต่หน้าตาก็ไม่ทำให้มาตรฐานทางนิสัยทอมพวกนี้สูงขึ้น

“ทอมโรบินฮู้ด” คือ “ทอมที่หลอกเงินของดี้รวยๆ มาปรนเปรอดี้จนๆ” เป็นทอมที่มีเมตตาธรรมมาก มีเยอะในสังคมเรา

“ทอมสำออย” คือ “ทอมที่วนเวียนและขังตัวเองอยู่ในความทุกข์” แค่ดี้ทิ้งไปแค่นี้ ไม่ต้องสำออยมากก็ได้ เห็นแล้ว “สมเพช” คะ

“ทอมหลักกิโลเมตร” คือ “ทอมตัวเตี้ยๆ ตันๆ หากไม่ได้จุดดึงดูด (จากเสื้อผ้า หน้า ผม) ก็จะไม่เป็นที่สังเกตุเห็น” หากเพื่อนๆท่านใดมีโอกาสไปต่างจังหวัด (หากคุณไม่หลับตลอดทาง) คุณจะสังเกตุเห็น หลักกิโลเมตร ที่ใช้บอกระยะทาง

“ทอมเกย์” คือ ... อยากรู้ล่ะสิ ว่าทอมเกย์ เป็นไง (เรามีความหมายและเรื่องราวอย่างละเอียด ติดตามอ่านพรุ่งนี้นะคะ)

ขอบอก! มีความหมาย “ทอม” ,“ดี้” อีกเยอะ ไว้ว่างๆก่อนนะ เดี๋ยวจะมาเพิ่มเติมให้ใหม่ สำหรับเรา ให้คำจำกัดความตัวเองไว้ว่า “ดี้แฉแหลก” แล้วกันนะคะ อย่างที่อ้างไว้ตั้งแต่ต้น ใครไม่เห็นด้วย หรือโต้แย้งในความหมายที่เราได้จำกัดไว้ ก็ขอโทษด้วยนะคะ นี่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้ตั้งใจจะแบ่งแยกทอมออกเป็นชิ้นๆแต่อย่างใด

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทอมขายตัว ตอนจบ



เราค่อนข้างจะมั่นใจว่า เพื่อนๆหลายคนที่ได้อ่าน “ทอมขายตัว ตอนที่ 1” ไปแล้ว อาจจะคาดเดาตอนจบไว้ล่วงหน้า บางคนก็พอจะเดาออกว่า ที่ทอมคนนั้นต้องขายตัว เพราะต้องเอาเงินไปเลี้ยงสาวแน่นอน จะใช่เหตุผลนั้นหรือเปล่า? ก็ต้องอ่านต่อจนจบหน้านี้นะคะ (หากเรื่องราวมันง่ายแก่การคาดเดา หรือเกิดขึ้นบ่อยในสังคม มีหรือ? ที่ “เรา” จะเอามาเขียน)


...เขารูดบัตรเครดิตจน “เกิน” วงเงิน เพียงแค่ผ่านไป 2 อาทิตย์แห่ง “การเริ่มต้น” จีบเธอ ครั้นเขาจะ “ถอนตัว” เลิกจีบก็กลัวจะ “ขาดทุน” ไม่คุ้มกับที่เสียไป เขาจึงจำเป็นที่จะต้องโทรไป “ขอยืมเงิน” จากบุพการีที่ทำไร่อยู่ต่างจังหวัด โดยให้เหตุผลว่า จะเอาไปทำทุนเปิดธุรกิจเล็กๆ ทาง “บุพการี” มองเห็นอนาคตที่สดใสข้างหน้าของ “ลูกรัก” จึงเอาที่ดินไปจำนอง ได้เงินมา 2 แสนบาท ส่งมาให้เขา “ล้างผลาญ” จนหมดไป (ภายในไม่ถึงเดือน) เขาเริ่มสังเกตุเห็นว่า เธอมีทีท่าที่จะชอบพอเขาเช่นกัน เขาจะ “หยุดจีบ หรือถอดใจ” ตอนนี้ก็คงจะไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงเริ่มไปหา “กู้ยืม” เงินกับเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมรุ่น ได้มาเท่าไหร่ ก็หมดไปในเวลาที่รวดเร็ว

หนี้เก่า หนี้ใหม่ และดอกเบี้ย ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายสุด “ภารกิจเขาก็สำเร็จ” เขาได้เธอมาเป็นแฟน และมีหนี้ติดตัวไปอีกเป็นจำนวน 6 แสนบาท วินาทีนั้น เขาไม่รู้ว่าจะดีใจ หรือเสียใจดี เขาเริ่มเครียด เพราะไม่รู้จะหาเงินจากไหนไปจ่ายหนี้ ไหนจะค่ากิน ค่าใช้จ่ายของเธอในอีกทุกๆวันต่อไป ด้วยความกลัดกลุ้ม เขาจึงโทรไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับเพื่อนคนนึงของเขาฟัง เพื่อนคนนั้นแนะนำว่า “เขาควรเปิดใจพูดกับเธอตรงๆ ว่าเขามีให้ได้เท่าไหร่? ต้องจ่ายหนี้เดือนละเท่าไหร่? แล้วก็ใช้เงินอย่างพอดี พอตัว การพูดตรงๆอาจทำให้เธอเข้าใจก็ได้” เขาคิดอยู่หลายวัน กว่าจะกล้าโทรไปหาเธอ และพูดความจริงทั้งหมดให้ฟัง เมื่อเธอได้ฟังความจริงทั้งหมด เธอชวนให้เขามาที่ห้อง ทั้งคู่ดื่มเบียร์ด้วยกันหลายขวด เมื่อเธอเริ่มมึนๆ เธอมีความกล้าพอ เธอจึงเล่าเรื่องของเธอให้เขาฟังว่า “เธอเป็นคนต่างจังหวัด ที่บ้านมีฐานะยากจนมาก ถึงมากที่สุด ด้วยความที่เธอเป็นลูกคนโต เธอจึงต้องเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ เพื่อส่งเสียน้องๆเรียนให้จบ ชีวิตในเมืองช่วงแรก เต็มไปด้วยความยากลำบาก เธอต้องอดทน ทำงานทุกอย่างเพื่อแลกเงินมา ไหนจะค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าห้อง แล้วส่งไปให้ที่บ้านอีก เดือนๆนึงไม่มีเหลือเก็บ มีแต่เป็นหนี้ จนกระทั่งเธอมาเจอพี่คนนึง ซึ่งพี่คนนี้คือผู้มีพระคุณ หล่อนแนะนำอาชีพที่สังคมอาจจะรังเกียจ แต่ก็ได้เงินเยอะ และสบายที่สุด แรกๆเธอก็ฝืนใจทำ แต่พอทำไปทำมาก็ชักจะชอบ และติดใจ ได้เงินมาเธอก็จะเอาไปใช้อย่างฟุ่มเฟือย แต่งตัวให้สวย ทานอาหารหรู ยังมีส่งให้ทางบ้านได้สบายอีกด้วย เธอพยายามหลายครั้งที่จะเลิกอาชีพนี้ แต่ด้วยความรู้ที่น้อยนิด บวกกับ “ความจมไม่ลง” ของเธอ ทำให้เธอต้องทำต่อไป”

เธอยอมรับว่า “ครั้งแรกที่เจอเขา เธอคิดว่าเขารวย มีชาติตระกูลที่ดี เธอหวังว่าเขาจะช่วยเธอหลุดจากขุมนรก การเป็นโสเภณีได้ แต่เมื่อความจริงปรากฏออกมาเช่นนี้ เราก็ต้องมาคิดกันว่า จะช่วยกันหาเงินมาใช้หนี้ที่เกิดได้อย่างไร?”

เธอเดินออกไปโทรศัพท์ก่อนที่จะเดินเข้าบอกกับเขาว่า “มีเสี่ยคนนึง สนใจในตัวเขา ถ้าเขายอมเสี่ยคนนั้นแค่คืนเดียว เขาก็จะได้ 2 หมื่น หลังจากครั้งแรกไปแล้ว เขาก็จะชินไปเอง” เธอหว่านล้อมแค่ไหน เขาก็ “ไม่ยอมตกลง”

เขากลับมาอยู่ที่ห้องได้ 1 อาทิตย์ พ่อเขาก็โทรมา “ขอดอกเบี้ยงวดแรก” ที่ต้องนำไปจ่าย, จดหมายทวงถามจากหนี้บัตรเครดิต, เพื่อนเขาหลายคน ก็เริ่มโทรมาทวงถามเงิน ทุกๆอย่างดูจะ “ประดัง” เข้ามาหาเขา คืนนั้น เขาคิดอยู่ทั้งคืน จนรุ่งเช้าเขาจึงโทรไปให้คำตอบกับเธอไปว่า “เขายอมทำ” (ถึงแม้ในใจลึกๆเขาจะไม่เต็มใจ ก็ตาม) เขาได้บอกกับเธอว่า “เขาจะจะเลิกอาชีพนี้ทันที เมื่อหนี้หมด”

เวลาผ่านไป 4 เดือน เขาก็มีเงินใช้หนี้ทุกอย่างจนหมด แต่เขาก็ไม่สามารถเลิกอาชีพนี้ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เมื่อเขาชักติดใจในความเสียว และสนุกกับการใช้เงินแล้วสิ (งานสบาย ใครๆก็ชอบ) เขาได้ย้ายมาอยู่ห้องเดียวกับเธอ กลางคืนก็แยกย้ายกันไปทำงาน กลางวันก็มานอนด้วยกัน หากวันไหนแขกต้องการ “สวิงกิ้ง” เขาและเธอก็สามารถจัดให้ได้อย่างถึงอดถึงใจ

วิบากกรรมที่เขาได้รับอยู่ตอนนี้ จะไม่เกิดขึ้น หากเขารู้จักใช้ชีวิตอย่างพอดี ไม่ใช้จ่าย หรือทำอะไรที่เกิดตัว จนสุดท้าย ต้องเลือกทางเดินที่ “สกปรก และเต็มไปด้วยความโสมม” เช่นนี้ เพียงแค่ “ความต้องการที่จะเอาชนะ” ผู้หญิงสวยๆคนนึง เขาต้องยอม “แลก” ด้วย “เกียรติ และศักดิ์ศรี” ความเป็นมนุษย์ของเขาเอง (มันคุ้มกันแล้วหรือ?)

มนุษย์เรามักจะหา “เหตุผล” มา “หักล้าง” ความเลวที่ตัวเองทำอยู่เสมอ จะมีสักกี่คน? ที่ “กล้าเผชิญหน้า” กับ “ชะตากรรมของชีวิต” ได้อย่าง “เข้าใจ และมีสติ”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทอมขายตัว ตอนที่ 1

วันนี้เป็น “วันเสาร์” (วันหยุดพักผ่อนที่แสนจะผ่อนคลาย เป็นวันเดียวในหนึ่งอาทิตย์ที่เราสามารถตื่นสายได้ จากปกติ ต้องตื่น 6 โมงครึ่ง วันนี้ ก็จะตื่นได้สายกว่าปกติ) ซึ่งวันนี้เราตื่น เก้าโมงครึ่ง นอนได้เต็มอิ่มจริงๆ วันนี้เป็นวัน “คุณแม่ประจำอาทิตย์” เพราะเราจะต้องพาคุณแม่ออกไป shopping และ
ทานข้าว จุดหมายของเราในวันนี้ก็คือ ตลาดบองมาเช่ และก็เป็นอีกวันที่ น้องพิม และคุณแม่ อยากจะทาน Steak (ถ้าใครติดตามอ่านเรื่องราวของเรา ก็คงจะจำได้ว่า เสาร์ที่แล้วเราก็ไปทาน Sizzler กับคุณแม่และน้องพิม)

เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เราได้มีโอกาสไปตลาดบองมาเช่ เราจึงไม่เชี่ยวชาญเรื่อง ความอร่อย ของร้านต่างๆเท่าใดนัก เราเลยลองเสี่ยงไปทาน ร้าน Kitchen Paradise ต้องยอมรับว่า “รสชาติ อร่อยดี สมกับราคา” เรา คุณแม่ และน้องพิม ทานจนเต็มอิ่ม เดินออกมาจากร้านแทบไม่ไหว เมื่อท้องอิ่ม ก็ถึงเวลา shopping และ The Mall งามวงศ์วาน ก็เป็น “จุดหมาย” (ละลายเงินในกระเป๋าเรา) ไม่ต้องบอกก็พอจะคาดเดาล่วงหน้าได้ว่า น้องพิม “กวาด”ขนมใน home fresh mart ไปอย่างจุใจ” แถมน้องพิมยังไป “เลือกซื้อ” หนังสือ หลายต่อหลายเล่ม ขับรถออกมาจาก The Mall กระเป๋าสตางค์เราโล่งเลย

โดยปกติ วันนี้เราต้องไปเข้าโบสถ์วันเสาร์ตอนเย็น แต่เนื่องจาก เวลาไม่อำนวย เราก็คงจะต้องไปพรุ่งนี้เย็นแทน

“ชื่อเรื่อง” ในวันนี้ อาจจะทำให้หลายคน “สะดุด” และ “อดใจ” ไม่ได้ที่จะคลิกเข้ามาอ่าน เมื่อพูดถึง คำว่า “ทอมขายตัว” หลายคนอาจจะตีความไปตามความคิดเห็นส่วนตัว ก็คือ “ทอมที่ยอมแลก และทำทุกอย่างเพื่อ “เงิน” เพียงเท่านั้น” แต่ใครจะรู้ว่า? บางที บางการกระทำ หรือบางเหตุผลนั้น ก็ไม่ได้เริ่มต้นเพียงเพราะต้องการเงินเท่านั้น อาจมีเหตุผลที่จำเป็นอย่างอื่น รวมอยู่ด้วยก็เป็นได้ และเรื่องนี้อาจทำให้พวกคุณได้รับรู้ “ลึกลงไป” ใน “เหตุผล” ของทอมคนนึง

“พลับ” ทอม ต่างจังหวัด หน้าตาธรรมดา ทำงานเป็น “ผู้จัดการ” ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา ชีวิตของเขาแสนจะธรรมดา และปกติสุขดี เขาเช่าห้องเล็กๆอยู่เพียงลำพัง (เดินเพียง 5 นาทีก็ถึงที่ทำงาน) เขาได้ย้ายจากต่างจังหวัด เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ได้ 3 ปีแล้ว มีเงินเก็บอยู่ก้อนนึง ซึ่งเขาตั้งใจจะเอาไปซื้อรถสักคัน

แต่แล้ว ชีวิตของเขาก็พลิกผัน เมื่อเขาได้เริ่ม “มีตัวตน” ในสังคมทอมฐานะ (ทางบ้าน) ดีกลุ่มหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำเป็นต้อง modify การแต่งตัวของเขาใหม่ยกตู้ และต้อง “ย้าย” ตัวเองไปเช่า Condo มีราคา ในย่านเพชรบุรี (ซึ่งไกลจากที่ทำงานมาก) และการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ก็ได้ “บีบรัด” ให้เขาต้องใช้เงินมาก เขาจึงต้องเบิกเอาเงินเก็บออกมาใช้เสียหมด และเพื่อจะอยู่รอดต่อไปในสังคมกรุงเทพ เขาจึงจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับ “ค่าใช้จ่าย” ในแต่ละเดือน โดยไม่มีเหลือเก็บ แต่ก็ยังพอ “อยู่ได้” ในสังคมอย่างไม่เดือดร้อนมาก

จนกระทั่ง วันนึงเพื่อนสนิทในกลุ่มทอม (หัวสูง) ของเขา ได้แนะนำ “กาญ” ดี้นักศึกษาสาวแสนสวยคนนึง ครั้งแรกที่เขาเห็นหน้าเธอคนนั้น เขายอมรับว่า “หัวใจของเขาเกือบหยุดเต้น เพราะเธอคือนางในฝัน ทั้งรูปร่าง ความขาว และรอยยิ้ม” และถ้าวินาทีนั้นเขาไม่ “จีบ” เธอ แล้วปล่อยให้เธอ “หลุดมือ” เขาก็คงจะเป็น “ควาย” ให้เพื่อนๆในกลุ่มล้อเลียนตลอดศตวรรษแน่นอน หลังจากวันนั้น เขาจึง “ใส่เกียร์” เดินหน้าจีบเธอ ทุ่มเทให้ทุกอย่าง พาเธอไป Shopping และ Dinner ที่ร้านอาหารสุดหรูกลางใจเมือง เขารูดบัตรเครดิตจน “เกิน” วงเงิน เพียงแค่ผ่านไป 2 อาทิตย์แห่ง “การเริ่มต้น” จีบเธอ...

มาติดตามกันในตอนหน้านะคะ ว่าเขาจะจีบเธอสำเร็จไหม? และอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตต่อไปของทอมธรรมดาคนนึง

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน




วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

คลิก หรือไม่คลิก

สำหรับไดอารี่วันนี้ จะเป็นการมองอีกมุมหนึ่ง ความรู้สึกเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ สำหรับคนที่ไม่รู้สึกคลิกแล้ว ทำอย่างไร? ก็ไม่คลิก แม้ว่าเขาหรือเธอจะพยายาม หรือเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหนก็ตาม

“แป้ง” ทอมโสด และ“ไพร” ดี้โสด ทำงานที่เดียวกัน แวบแรกที่เขาเห็นเธอ เขาก็รู้สึกชอบเธอในทันที เขาตามจีบเธออยู่หลายเดือน ส่ง SMS เช้า-เย็น แต่เธอ ก็ไม่มีท่าทางใดเลย ที่แสดงออกว่ารู้สึกกับเขาได้มากเกินกว่าคำว่า “เพื่อน” เขาไม่เข้าใจว่าทำไม? ในเมื่อเธอก็โสด ไม่มีใครมาจีบ แต่ทำไม? เธอไม่ยอมเปิดโอกาสให้เขาได้พัฒนาความสัมพันธ์บ้าง เขาเริ่มมองหาจุดบกพร่องของตัวเองทุกอย่าง และเขาพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนิสัย หรือแม้แต่การแต่งตัว ไม่ว่าเขาจะทำดีมากแค่ไหน เธอก็ยังเฉยๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาทนไม่ไหว ขอคุยกับเธอแบบเปิดใจว่า “ทำไม? เพราะอะไร? เขาไม่ดีตรงไหน?” คำตอบที่เธอให้กับเขาก็คือ “เธอไม่ได้รู้สึก “คลิก” กับเขา ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายเกินกว่าคำว่า “เพื่อน” ความเป็นตัวเขาและสิ่งที่เขาเป็นนั้น “ดีเพียงพอ” แล้วสำหรับการเป็นเพื่อนกับเธอ เธอไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ได้ เธอไม่อยากจะรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ ทางที่ดีเขาควร “หยุด” ที่จะเดินเข้ามามากกว่าเส้นที่เธอขีดไว้ให้ดีกว่า เพราะเขาเองจะเป็นฝ่ายที่เจ็บ ไม่ใช่เธอ ไม่ใช่ว่าเขาดูไม่ดีเท่าทอมทั่วไป แต่เธอไม่รู้สึก “คลิก” หรือ “ต้องตาต้องใจ” เธอรู้สึกอึดอัดนะ ที่เขาพยายามเดินเข้ามาแสดงออกเกินคำว่าเพื่อน อย่างมากความพยายามของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกแค่รำคาญเท่านั้น”

คำพูดของเธอทำให้เขาได้คิด และพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกรักที่มีให้แบบแฟน เป็นความรักรู้สึกรักในแบบเพื่อน ทุกวันนี้เขาเป็นเพื่อนสนิทที่เธอไว้ใจที่สุด ทั้งคู่ต่างมีความสุขในแบบที่ควรเป็น เขาได้ข้อคิดว่า “ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ก็แสดงความรักต่อกันได้”
“ความรัก” เป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ การที่จะทำให้ความรักเติบโตได้นั้น เราจำเป็นที่จะต้องนำเมล็ดพันธุ์ความรักนี้ ไปปลูกในดิน (บุคคล) ที่เหมาะสมด้วย บางที “ความรัก” ของพวกคุณอาจจะเหมาะสมกับดิน (บุคคล) อีกแบบหนึ่งก็ได้ อย่าได้ทุ่มเทความรัก ความหวัง ไว้กับคนเพียงคนเดียว อย่าลืมเผื่อความรัก เอาไว้ “รักและดูแล” ตัวคุณเองด้วยล่ะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โยนความผิด

เห็นการเลี้ยงดู และสอนสั่งลูก ของคนที่เป็นคุณพ่อและคุณแม่สมัยนี้แล้ว สะท้อนให้เห็นความเสื่อมโทรมของสังคมยิ่งนัก หลายครอบครัวมี “ค่านิยม” ในการเลี้ยงลูกที่ผิด เริ่มสั่งสอนเด็กเล็กๆให้ “ไม่รู้จักคำว่าผิด” จะสังเกตุได้จาก เวลาเด็กทำอะไรผิด พ่อและแม่จะปัดความผิดไปให้กับคน หรือสิ่งของอื่น ๆๆยกตัวอย่างเช่น ลูกซุ่มซ่ามเดินชนโต๊ะ แล้วได้รับบาดเจ็บ แหกปาก ร้องไห้โยเยพ่อและแม่ปลอบลูกด้วยการหันไปบ่นหรือทุบตีโต๊ะว่า “เกะกะ” ที่ทำให้ลูกต้องเจ็บ หรือถ้าพี่แกล้งน้อง แล้วน้องร้องไห้ พ่อและแม่จะตัดความรำคาญให้น้องเงียบ โดยทำเป็นแกล้งตีพี่ เพื่อให้น้องพอใจ การกระทำเหล่านี้ ล้วนเป็นการปลูกฝัง การป้ายความผิด ความไม่รู้จักเป็นคนผิด และยอมรับความผิด (จนสร้างเป็นความเคยชิน) “นิสัย” เหล่านี้จะติดตัวมาจนโต และ หล่อหลอมรวมเป็น “สันดาน” (เฮ้อ อนิจจา ความรำคาญเล็กของพ่อแม่ ได้เสริมสร้างสันดานไม่ดีให้ลูกแท้ๆ) อ่านไดอารี่วันนี้แล้ว ยังไงก็สำรวจตัวเองกันนิดนึงนะคะ

“หนึ่ง” ทอมลูกคนเล็ก ที่เอาแต่ใจตัวเอง คบกับ “โบ” ดี้แสนดี ช่างเอาอกเอาใจ ทั้งคู่ดำเนินความสัมพันธ์แบบลุ่มๆดอนๆ เนื่องจากเขาเป็นคนที่เรื่องมาก ขี้บ่น จู้จี้ เธอตามใจเขา (จนเคยตัว) ทั้งคู่ร่วมกันผ่อนรถ ช่วงแรกเขาจะไปรับ-ส่งเธอตลอด ระยะหลังพฤติกรรมเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อเขาไปถูกใจผู้หญิงคนนึง เขาตามจีบ ส่งดอกไม้ ไปรับ-ส่งแต่คนนั้น โดยไม่สนใจว่าเธอจะต้องโหนรถเมล์ลำบากแค่ไหน (เธอก็ช่างอดทนเสียจริง) เขาเอาเงินเดือนไป pay ให้กับหญิงคนนั้นจนหมด ไม่พอใช้จ่ายและผ่อนรถ เขาก็หน้าด้านมาขอให้เธอผ่อนรถในส่วนของเขา และขอเงินใช้จ่ายประจำวัน เงินขาดมือเป็นเวลาหลายเดือน

ผู้หญิงคนนั้น ขอให้เขาไปค้ำประกันเงินกู้นอกระบบให้ ด้วยความหลง เขาก็เซ็นค้ำประกันไป และแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ออกลาย หนีหายไปจากชีวิตเขา ทำให้เขาต้องรับภาระหนี้เป็นจำนวนหลักแสน ด้วยสภาวะหนี้อันนี้ ทำให้เขาต้องไปยอมรับความจริงกับเธอ (ซึ่งก็ตอแหล ป้ายความผิดให้คนอื่นตลอด) เขาเล่าให้เธอฟังว่า “ผู้หญิงคนนั้นใช้เล่ห์ มายา หลอกให้เขาเซ็นค้ำประกัน จริงๆแล้ว เขาไม่อยากเซ็นแต่เกรงใจ ไม่อยากเสียหน้า เขาไม่ได้เป็นคนผิดนะ คุณนั่นแหละที่ผิด ที่ไม่เคยถามไถ่ เอาใจใส่ เรื่องการบริหารเงินของเขาเลย ก็รู้อยู่ว่าเขาบริหารเงินไม่เก่ง ในเมื่อมันเกิดภาระหนี้แล้ว คุณก็ช่วยใช้หนี้ด้วยแล้วกัน” (นี่คือคำพูดของทอมไม่มีหัวคิด หัวขี้เลื่อย สมองทึบ)

ด้วยคำว่า “ความรัก” เธอก็ต้องก้มหน้าก้มตา ยอมรับหนี้สิน และผิดพลาด (ที่เธอไม่ได้ก่อ) ทุกๆวันที่เธอต้องแบกรับภาระหนี้ แต่เธอไม่เคยท้อ จะดีกว่านี้ หากแค่เขายอมรับในความผิด (ที่เชื่อใจผู้หญิงคนนั้น) และช่วยกันทำงาน หาเงินมาใช้หนี้ ไม่ใช่ป้ายความผิดให้เธอแล้วไม่สนใจเช่นนี้

เราไม่อยากจะโยงไปถึงการเลี้ยงดูลูกในวัยเด็กของพ่อและแม่ เพราะการเลี้ยงดูของพวกท่านก็ล้วนแต่หวังดีต่อลูก แต่ใน “ความรัก” อาจมีการตามใจที่ผิดพลาดอยู่ ที่เกิดขึ้นด้วยการไม่ตั้งใจ ทำให้คนในสังคมหลายคนไม่เคยเรียนรู้ “การยอมรับผิดในสิ่งที่ตัวเองทำ” ใครที่สำรวจแล้วพบว่าตัวเองมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้แล้ว ปรับปรุงด่วน เพราะคุณอาจจะไม่โชคดีที่มีคนรักแสนดีอย่างเธอ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Webboard

วันนี้เรา “ตะลุย” ทำหลายอย่าง เรียกได้ว่า “Hyper ตลอดวัน” พอ “ตกเย็น” จะขับรถกลับบ้าน มือ และเท้าของเรา ก็เกิด “อาการชา” อย่างแรงซะนี่ แต่โชคยังดีนะ ที่เราเหลือบไปเห็น “ทอม (น่ารัก)” ยืนอยู่ตรงเกาะกลางถนน ทำให้ “เลือดลม” ในร่างกาย “ดำเนิน” สะดวกขึ้น และ “ความน่ารัก” ของเขานี่แหละ ที่กระตุ้นให้ปลายประสาททุกเส้นของเรา กลับมาทำงานตามปกติอีกครั้ง (หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย)

ไดอารี่วันนี้ ขอเน้นย้ำ และวนเวียนอยู่กับเรื่องราวที่เกี่ยวกับ Webboard ตาม Web ต่างๆ จาก กระทู้ “ต้องการหาแฟน หาเพื่อนรู้ใจ หาใครสักคนที่จะเดินไปด้วยกัน หาคนที่ใช่ หาคู่แท้ ฯลฯ” นั้น

เราขออนุญาติ ใช้ความสามารถ และความเข้าใจ (ส่วนบุคคล) แบ่งแยกประเภทคนที่มาลงกระทู้นี้ออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1 เป็นบุคคลที่ต้องการหาแฟนจริงๆจังๆ แบบ “serious” เนื่องจากโสดมานาน หรือเหงาที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว บุคคลประเภทนี้ จริงจัง และจริงใจ เข้ามาตั้งกระทู้แบบมีความต้องการเต็มร้อย

สำหรับผู้ตอบกระทู้ท่านใด ที่คิดว่า ตัวเองไม่ได้โสด หรือไม่มีความต้องการเช่นเดียวกับ เจ้าของกระทู้ เราขอเตือนว่า “อย่าเล่นกับความรู้สึก” ของคนอื่นเลย มันบาปอ่ะ!!!

ประเภทที่ 2 เป็นบุคคลที่ต้องการหาแฟนแบบ “ชิวๆ” เนื่องมาจากความสัมพันธ์กับคนเก่ายังไม่เลิกราดี หรือกำลังมีปัญหาอาจหนักมากหรือไม่มาก เรียกได้ว่า บุคคลประเภทนี้ต้องการหา “ตัวสำรอง” ก็เลยมาตั้งกระทู้ไว้ เพื่อจะได้มีหนทางเลือกได้ในอนาคต บุคคลประเภทนี้ “เห็นแก่ตัว” มาก ไม่รู้เลยว่า ถ้ามีคนแบบประเภทที่ 1 เข้ามา จะทำให้คนที่จริงจัง และต้องการใครสักคนอย่างแท้จริงนั้น จะเจ็บปวดแค่ไหน หรือว่าคนจำพวกคุณ “ยินดี และสนุกสนาน” กับความเจ็บปวดทางความรู้สึกของคนอื่น

ประเภทที่ 3 เป็นบุคคลที่ลงกระทู้หาแฟนแบบ “เคยชิน” เนื่องจาก “ความหลงลืม” ว่าตัวเองมีแฟนอยู่แล้ว มีความสุขดี แต่ “เคยชิน และสนุก” กับการที่ต้องลงกระทู้ เพื่อหาคู่ เพื่อดึงมือที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 เข้ามาทำให้ตัวเองดูมี rating ขึ้นนิดนึง ทำให้หลายครั้ง ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ แต่ไม่ว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นจะใหญ่โต โดนจับได้ และถูกบอกเลิกแค่ไหน คนประเภทนี้ ไม่เคยเข็ด ยังคงวนเวียนหา “เหยื่อ” ทางอารมณ์ต่อไป (เป็นโรคจิตหรือเปล่าเนี่ย)

ประเภทที่ 4 บุคคลแอบแฝง อาจจะไม่ใช่ “ทอม ดี้ หรือเลส” แบบที่ลงไว้ในกระทู้ แต่เข้ามาใน Web เพียงเพื่อต้องการที่จะ “ลองของ ลองดี หรืออยากจะมีประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ” ไว้ประทับชีวิต อยากจะเป็น หญิงยอดหญิง คนยอดคน คนพวกนี้ “เลวมาก” เพราะนอกจากหลอกคนอื่นแล้ว ยังหลอกตัวตนของตัวเองอีก แต่จะสังเกตุได้ว่า ส่วนใหญ่ที่เข้ามาได้ “ลอง” แล้ว ส่วนใหญ่จะ “ติดใจ” ทุกคน หันหลังกลับไปเป็นปกติไม่ได้อีก

ประเภทที่ 5 “อาชญากร” ทางสังคม ไม่ได้มีความต้องการที่หาแฟนแต่อย่างใด แต่เข้ามาตั้งกระทู้เพื่อหา “ผู้โชคร้าย” ประจำ WEB เพื่อหลอกลวงต่างๆนา ถ้าไม่หนักหนา พวกคุณก็อาจจะเสียแค่ร่างกายเพียงข้ามคืน แต่ถ้าหนักๆ คุณอาจจะตกเป็น “จำเลย” ทางอารมณ์ ของพวก “อมนุษย์” พวกนี้เป็นเดือนก็ได้ แต่ถ้าคุณ “ถูก Jackpot” อาจจะต้องเสีย “เงิน หรือทรัพย์สิน” เพิ่มเติมไปด้วย

อยากฝากไว้ สำหรับคนที่ตั้งกระทู้ และผู้อ่านกระทู้ทุกคน ช่วยใช้วิจารณญานที่มีอยู่อย่างสุดตัว ในการที่จะพิจารณาเลือก ที่จะ “ลงหรือตอบ” กระทู้เหล่านี้ อย่าใช้แค่ “ความสนุก หรือ อยากลองของ” เป็นตัวผลักดัน หาไม่แล้ว!!! คุณอาจจะสร้างปัญหาให้กับตัวคุณเอง และคนรอบข้างก็ได้

“อยู่ในสังคมเดียวกัน ถ้าเราไม่รักกัน เอาแต่ หลอกลวงกัน แล้วเมื่อไหร่ เราจะได้รับ การยอมรับ จากสังคมภายนอกล่ะ ว่าไหม?”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

รักแท้หรือแค่เหงา ตอนจบ

เมื่อเสียงโทรศัพท์ปลุกตอน 6.30 (เช้า) เราลุกขึ้นมานั่งได้ 1 นาที รู้สึกความดันร่วง เลยล้มตัวลงไปนอนต่อ พลางคิดล่วงหน้าถึงกิจกรรมในวันนี้ “จะเป็นไรไหมนะ หากเราจะลาหยุดสักวัน เนื่องจากเหนื่อยอ่อนเพลียเหลือเกิน ขอนอนตื่นสายสักวันนะ” เมื่อคิดจบดังนั้น เราก็หลับตาลงอย่างช้าๆ และเราก็ต้อง “สะดุ้งตื่น” เมื่อได้ยินเสียง น้องวอดก้า อ๊วก และก็อ๊วก เรา automatic ลุกขึ้นมาดู และกอดเขาไว้ “ความกังวลได้วิ่งเข้ามาแทนที่ความง่วง และเหนื่อยอ่อนโดยฉับพลัน” เราจึงป้อนยาเขา และก็ตาแข็งนอนไม่หลับอีกเลย ครั้นจะลุกอาบน้ำ และออกไปทำกิจกรรม ก็เกิด “ความขี้เกียจ” ขึ้นซะงั้น

เราจึงเริ่มขับกล่อมตัวเองด้วยการนำ “อิเล็กโทน” ออกมาเล่น เพลงแล้วเพลงเล่าที่ดึงสมาธิเราออกจากความกังวลเกี่ยวกับน้องวอดก้า พออารมณ์ได้ที่ สติเริ่มกลับมา หันมาดูนาฬิกาอีกที ก็ 8.30 แล้ว มองไปที่เตียง น้องพิมก็ยังถูก “พันธนาการ” ไว้ด้วยผ้าห่มนวมผืนใหญ่ (ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริงๆ)

หลังจากที่ “อารมณ์ และสติ” กลับมาเป็นปกติ ความเป็นคน hyper (เกินเหตุ) ของเรา จะให้วันนี้ทั้งวัน นอน นั่งนิ่งๆ อยู่กับบ้าน ไม่มีทางเสียหรอก หากิจกรรมบันเทิงทำดีกว่า เราวางแผนว่า วันนี้เราจะไปดูหนัง เรื่อง “หลวงพี่เท่ง” กับน้องพิม (ตามสัญญา) ตั้งใจจะไปดูรอบก่อนเที่ยง แต่ช่วง 11.00 เราเผลอหลับไป สรุปเลยได้ไปดูรอบบ่าย 14.30 หนังโดยรวมสนุกดีคะ ฮา และยิ้มไปกับเนื้อเรื่อง (เสียค่าบัตรไป 140 บาท คาดหวังจะได้ความฮาแค่ 50 แต่ได้รอยยิ้มมา 160 ก็ถือว่า “กำไร” แล้วล่ะ)

มาอ่านเรื่องราว “บทสรุป” ของชีวิตรักของ บี และเพจ กันเลยนะคะ

...อีกหลายวันต่อมา เขาติดต่อเธอกลับมา พร้อมกับ “ขอโทษ” โดยให้ “สัญญา” ว่า “ต่อไปนี้เขาจะทำทุกอย่างเหมือนเดิม” ด้วยความสงสัย ที่มีอยู่ข้างใน เธอจึงถามเขาไปตรงๆว่า “จริงๆแล้ว เขามีแฟนหรือยัง? ก่อนหน้าที่จะมาคบกับเธอ?” เขาเงียบไปครู่นึง ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีนี่ เขาไม่ได้คบกับใครเป็นแฟนเลย อย่าคิดมากสิ” เธอรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ฟังคำตอบ แต่ภาพในคืนนั้นก็ยังติดตาเธออยู่ (แต่จะเก็บมาคิดทำไมล่ะ? ในเมื่อเขาอยู่ตรงนี้แล้ว)

ตั้งแต่วันนั้น “ชีวิตรัก” ของเธอกับเขา ก็กลับมามีความสุขเช่นเคยเหมือนเดิม บริษัทของเขากำลังไปได้สวย ส่วนเรื่องหัวใจนั้น เธอก็ดูแลอย่างดี (ไม่ขาดตกบกพร่องเลย) เธอขนเสื้อผ้ามาค้างกับเขาบ่อยครั้ง มาดูแลทั้งอาหาร และเรื่องส่วนตัวให้เขาเกือบจะทุกอย่าง (เขาช่างเป็น “ทอม” ที่โชคดีจังเลยนะ)

เวลา 1 ปี ผ่านไป เหตุการณ์ที่ทำให้เธอไม่ “คาดฝัน” ก็ได้ “วนเวียน” กลับมาอีกครั้ง เมื่อวันนึง เขาขอให้เธอย้ายของกลับไปอยู่บ้านก่อน เพราะเพื่อนสนิท (คนเดิม) จะมาพักผ่อนที่นี่ประมาณเดือนนึง เมื่อเธอได้ฟังดังนั้น ภาพเก่าๆ ณ คืนนั้นก็ย้อนกลับมา คำถาม และความสงสัยต่างๆ ก็มา “สะกิด” ใจเธออีกครั้ง แต่สิ่งที่เธอทำได้ ก็คงแค่ “ทำตามความต้องการของเขา”

เขาก็เงียบหายไปอีกเช่นเคย เธอเหงายิ่งกว่าเมื่อครั้งก่อนที่เขาหายไป เธอเลือกที่จะ “คลายเครียด” โดยการไปเดิน Shopping กับเพื่อนสนิท ระหว่างที่เดินกันอยู่นั้น เพื่อนเธอสะกิดให้เธอดูเขา ที่เดินมาพร้อมผู้หญิงคนนึง (คนเดิมกับที่เธอเห็นที่ระเบียงบ้านเขาคืนนั้น) ด้วยสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เขาจึงเดินเข้ามาทักเธอ และแนะนำผู้หญิงข้างกายให้เธอรู้จัก นี่คือ “Tina” แฟนลูกครึ่งไทย-รัสเซีย ที่เขาคบหามาได้ 3 ปีแล้ว” เพื่อนเธออ้าปากถามแบบงงๆ “อ้าวแล้วนี่ไม่ได้คบกับเพื่อนฉันหรอกหรือ?” เขาตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า “เรื่องของเธอและเขานั้น เกิดขึ้นด้วยความสงสาร เวทนา และเห็นใจที่เธอรอเขามาตลอด เขาจึงตกลงใจคบกับเธอ เพราะพูดตามตรง เขาเคยแต่ไปรักคนอื่นหมดหัวใจ แต่ไม่เคยมีใครรักเขาหมดหัวใจเช่นเธอ ดังนั้น ก็เป็นการฉลาดดี ที่เขาจะใช้โอกาสนี้ เรียนรู้ว่า “รักคนที่เขารักเรา หรือ เรารักเขา อันไหนดีกว่า” ถ้าจะถามว่า จากการที่เราอยู่ด้วยกันมาตลอด 1 ปีนั้น เธอใช่คนที่ใช่ของเขาไหม? คำตอบคือ “ไม่เลย” เวลาผ่านมาที่อยู่ด้วยกัน เขาถือว่า เราสองคนเต็มใจที่จะเติมเต็มความเหงาให้แก่กันและกัน เขาไม่ใช่คนที่ดีพอสำหรับเธอหรอก ดีแล้วที่เจอวันนี้ จะได้ไม่ต้องโทรไปบอกเลิกเหมือนครั้งแรกอีก ขอโทษด้วย แล้วหวังว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เธอคงจะไม่พยายามหาทางติดต่อเขาอีกนะ ลาก่อนนะ”

เมื่อเขาพูดจบ เขาก็เดินจากไปพร้อมกับโอบเอวหล่อนคนนั้น ทิ้งให้เธอร่างกายชาไปทั้งตัว อายทั้งเพื่อน และเสียใจมาก เธอจึงวิ่งไปที่รถ แล้วก็ตะโกนร้องไห้อย่างสุดเสียง เธอกินไม่ได้ นอนไม่ได้อยู่หลายวัน และความคิดที่จะ “ฆ่าตัวตาย” ก็เกิดขึ้น แต่ด้วย “กำลังใจ” จากครอบครัว ทำให้เธอ “ลุกขึ้น” มาได้อีกครั้ง

สำหรับใครที่อาจจะเคย หรือกำลังประสบชะตากรรมเช่นเธออยู่ ขอให้เข้มแข็ง และยอมรับความจริงซะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

ถ้ามองในแง่ดี อย่างน้อยในการเสียใจครั้งที่สองของเธอ ก็ช่วย “เปิดทางสว่าง” ให้เธอ “หยุด” ที่จะ “รอ” เขาเสียที เราเชื่อว่า หลังจากที่เธอ “รักษา” ความเจ็บปวดในครั้งนี้ให้ “หาย” แล้ว เธอจะเป็นคนใหม่ ที่จะพร้อมก้าวต่อไป และเข้มแข็งขึ้นนะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

รักแท้หรือแค่เหงา ตอนที่ 4

วันนี้เป็นอีกวันที่เหนื่อยแสนเหนื่อย เมื่อคืนกว่าเราจะได้หลับก็ ตี 2 กว่าๆแล้ว ห่วงน้องวอดก้ามากมาย เช้านี้ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า แล้วก็ออกไปทำธุระ (รีบเร่งทำงานให้เสร็จไวๆ เนื่องจากจะพาน้องพิมไป “งานสัปดาห์หนังสือ”)

ใครที่กำลัง “ชั่งใจ” ว่าจะไปงานหนังสือดีไหม? เราขอแนะนำให้รีบตัดสินใจไปทันที เพราะนอกจากคุณจะได้ดูหนังสือที่มีมาให้เลือกอย่างหลากหลายแล้ว ยังมี “ทอม” ที่มีอยู่แถบจะทุกซอกซอย (ไป trip นี้ มีแต่คุ้ม กับคุ้ม ขอบอก)

วันนี้เราเลยกลับบ้านมาพร้อมกับหนังสือหลายเล่ม ที่สำคัญ คืนนี้นอนหลับฝันดีแล้ว เพราะส่องทอมมาอย่างเต็มอิ่ม

นอกเรื่องไปเยอะแล้ว มาอ่านเรื่องราวของพวกเขาทั้งคู่กันต่อดีกว่านะคะ

...หลังจากกลับมาเริ่มต้นคบกันใหม่ได้ 3 เดือน ของทั้งคู่ ชีวิตเธอดูสดใส และมีความสุขมาก ตลอดเวลาที่มีเขาอยู่ข้างกายนั้น ชีวิตเธอถูก “เติมเต็ม และสมบูรณ์” อย่างเห็นได้ชัด ทั้งคู่มักจะใช้เวลาร่วมกันเสมอ และสัญญาจะอยู่ด้วยกันตลอดไป

แต่แล้ววันนึง ขณะที่ทั้งคู่ กำลังนั่งดู DVD หนังแอคชั่นอยู่ที่ห้องของเขา เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น เขารีบลุกไปหยิบโทรศัพท์ แล้วเดินออกไปคุยนอกระเบียง เมื่อคุยเสร็จ เขาเดินกลับเข้ามาพร้อมพูดอย่าง “ร้อนรน” ให้เธอรีบเรียก Taxi กลับบ้านไป โดยเขาเหตุผลว่า “เพื่อนที่สนิทจากเมืองนอก กำลังจะมาถึงห้อง เขาไม่ต้องการให้เพื่อนเขารู้ว่า เขาเป็นทอม” ด้วยความที่เธอไว้ใจ เธอจึงทำตามแต่โดยดี

4 วันเต็มแล้ว ที่เขาไม่ได้โทรติดต่อมาหาเธอ เธอพยายามโทรไปหา แต่เขาก็ปิดเครื่องตลอด เธอนึกห่วง และกังวลมาก กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป เช้าวันที่ 6 แห่งการรอคอย เขาส่ง SMS มาหาเธอว่า “ช่วงนี้เขาต้องพาเพื่อนเที่ยว คงไม่ว่างโทรหา หรือเจอหน้าเธออีก 2 อาทิตย์ หวังว่าเธอคงเข้าใจนะ” เมื่อเธอได้อ่าน SMS ด้วยความเชื่อใจ และมั่นใจ ตามประสา (ดี้ประสบการณ์น้อย) เธอจึงเข้าใจเหตุผลอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ได้สงสัยอะไร (แหม แค่ 2 อาทิตย์ เธอเคยรอเขานานกว่านี้ เธอยังรอได้เลย)

เกือบ 2 อาทิตย์แล้ว ที่เธอต้อง “ทนเหงา” ด้วยความคิดถึง “ความรัก” ที่มี “อย่างท่วมท้น” ของเธอ “นำพา” ให้เธอขับรถไปจอดใกล้ๆบ้านเขา “ไม่ได้เห็นหน้าเขา ไม่ได้ยินเสียงเขา เห็นหลังคาบ้าน เห็นห้องนอนของเขาก็ยังดี” เธอมองขึ้นไปยังห้องนอนเขา เธอ “เห็น” เขายืน “กอด” กับผู้หญิงอีกคนอยู่ที่นอกระเบียง ดูท่าทางมีความสุข และรักกันมาก ทั้งโอบ ทั้งหอมแก้ม เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง น้ำตาเธอเริ่มไหล ตัวเธอเริ่มสั่น เธอต้องการจะรู้เหตุผลว่า เกิดอะไรขึ้น? ภาพที่เห็น และสิ่งที่เธอกำลังคิด เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า? เธอจึง “กด” โทรศัพท์โทรไปหาเขา เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง “ตัดสายเธอทิ้ง แล้วก็ปิดเครื่องไป” ต่อหน้าต่อตาเธอ เธอเห็นทุกอย่างชัดเจน เธอหันหลัง เดินกลับไปที่รถ ขับรถกลับไปพร้อมด้วยน้ำตา ในใจเธอสับสน ใจนึงก็พยายามที่จะ “เข้าใจ” ในภาพที่เห็น เชื่อมั่นในส่วนที่ดีของเขาอยู่ อีกใจก็บอกว่าเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว

อีกหลายวันต่อมา เขาติดต่อเธอกลับมา พร้อมกับ “ขอโทษ” โดยให้ “สัญญา” ว่า “ต่อไปนี้เขาจะทำทุกอย่างเหมือนเดิม” ด้วยความสงสัยที่มีอยู่ข้างใน เธอจึงถามเขาไปตรงๆว่า “จริงๆแล้ว เขามีแฟนหรือยัง? ก่อนหน้าที่จะมาคบกับเธอ?” เขาเงียบไปครู่นึง ก่อนจะตอบว่า “...

ติดตามตอนต่อไปตอนจบพรุ่งนี้นะคะ มาลุ้นกันว่า เรื่องของเขาและเธอจะจบลงอย่างไร?

“การรอคอย” ใครสักคน อย่างมี “ความหวัง” ตลอดมา เมื่อ “สมหวัง” แล้ว ชีวิต ก็เหมือนอยู่ใน “ความฝัน” แต่บางที “ความจริง กับความฝัน” ก็ “แตกต่าง” กัน อย่างสิ้นเชิง


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551

รักแท้หรือแค่เหงา ตอนที่ 3

วันนี้เราวุ่นวายมากเลย ตื่นแต่เช้า ทำโน่นทำนี่ พา “น้องอีฟ” (แมวตัวเมียที่อยู่คอนโดไปฉีดยา) ไปทำธุระส่วนตัว กลับมาบ้านตอนบ่าย น้องพิมได้บอกเราว่า น้องวอดก้า (แมวหนุ่มเจ้าของหัวใจเรา) ได้อ๊วกเต็มพื้น (ในใจเราคิดว่า คงไม่เป็นไร) ได้พักเพียงแปปเดียว ก็พาคุณแม่ออกไปทานข้าวเย็น พอกลับถึงบ้าน เราตั้งใจจะอาบน้ำ ฟังเพลง นอนอ่านหนังสือเสียหน่อย แต่สังเกตุเห็น “อาการ” ที่เปลี่ยนไปของ “น้องวอดก้า” นอนนิ่งๆอยู่ในตะกร้า (ซึ่งโดยปกติ พอเรากลับมาถึงจะกระโดด คลอเคลีย และวิ่งหนี ให้เราวิ่งไล่จับเป็นประจำ)

เราเริ่มรู้สึกแปลกๆ ถึงอาการเงียบของเขา พลางคิดในใจว่า “เมื่อเช้าเราทำอะไรให้เขางอนหรือเปล่า?” เราจึงพยายาม “ง้อ และขอโทษ” ด้วยการหยิบ snack ของโปรดเขามาให้ทาน แต่เขากลับนอนนิ่งๆ ไม่สนใจ ยิ่งทำให้เราแน่ใจว่า เขาต้องเป็นอะไรไปแน่ๆ เราจึงไม่รอช้า โทรหาสัตวแพทย์ประจำตัวเขา และรีบนำเขาไปหาหมอโดยทันที ระหว่างทางน้ำตาเราเริ่มไหล พลางคิดกังวลไปต่างๆนาๆ ถึงอาการที่เขาอาจจะเป็น (ก็เขาพูดไม่ได้นี่นา)

ไปถึงร้านหมอ หมอได้ยัดปรอทลงที่ก้นเขา และบอกว่า ไข้เขาสูงมาก เมื่อเราได้ฟังดังนั้น น้ำตาเราเริ่มไหล (อีกครั้ง) เรากังวลและกลัวอยู่ในใจลึกๆว่าเขาจะเป็นอะไรมากไหม พลางขอร้องให้คุณหมอเช็คอาการเขาอย่างละเอียด คุณหมอจ่ายยาปฏิชีวะนะ ยาลดไข้ มาให้เขา และกำชับว่า ให้เราสังเกตุอาการเขาหน่อยในช่วงนี้ มาถึงบ้าน เราจึงป้อนยาเขา และเฝ้ามองเขาอย่างใกล้ชิด เขานอนนิ่งๆ เราก็ได้แต่สังเกตุเขาอยู่ห่างๆ

เราได้สัญญากับ “น้องเขย” เราว่า “จะตัดผมให้เขา” ผลัดวันประกันพรุ่ง มาตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาแล้ว คืนนี้ได้ฤกษ์ดี เราจึงตัดผมให้เขา และต่อด้วยตัดผมให้น้องพิมไปเลย ขณะที่เรากำลังเก็บของอยู่ น้องวอดก้า ก็ได้อ๊วกอีกครั้งหนึ่ง เราบอกตามตรงว่า เราเริ่มเครียด คืนนี้ไม่รู้จะได้นอนไหม?

น้องวอดก้าจ๋า หายไวๆนะ จะได้กลับมาซนกับพี่อีก พี่ทรมานนะที่หนูเป็นแบบนี้

เราเชื่อว่าหลายคน คงกำลังติดตามอ่าน เรื่องราวของ “บีและเพจ” ซึ่งไดอารี่วันนี้ ก็มาถึง ตอนที่ 3 ของพวกเขาแล้ว (บางคนอาจจะคาดเดาเหตุการณ์ตอนต่อไปกันไว้ล่วงหน้า)



...จากการพูดคุยกับเขาเมื่อคืนก่อน ทำให้เธอได้รู้ว่า “เขาอยู่ที่นั่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรียนจนจบปริญญาโท และเพิ่งจะกลับมาอยู่ไทยได้แค่ 6 เดือน เขากำลังหาข้อมูลเพื่อเปิดบริษัทส่งออกเป็นของตัวเอง ชีวิตของเขากำลังเดินไปได้อย่างสวยงาม”

หลังจากวันนั้น ทั้งคู่ก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์มาตลอด เธอรู้สึกดีใจที่สุด (การได้คุยกับเขาแบบนี้นั้น คุ้มค่ากับการครองชีวิตโสด และเฝ้ารอคอยเขาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา) จนลืมคำถามที่เคยติดค้างในใจว่า “เขาจะมีแฟนหรือยัง?” (เธอคิดไปเองว่า เขาต้องไม่มี ไม่อย่างนั้นคงไม่คุยกับเธอได้ตลอดเวลาเช่นทุกวันนี้)

เมื่อเสียงโทรศัพท์จากเขาดังขึ้น เธอจะยิ้มและมีกำลังใจเสมอ ยิ่งถ้าเขาส่ง SMS มาด้วยแล้ว หัวใจเธอจะเต้นแรง และมีความหวังอยู่เสมอ (ชีวิตเธอตอนนี้ มีความสุข มากจนไม่มีเรื่องเลวร้ายใดๆ มาทำลายบรรยากาศเช่นนี้ได้)

เย็นวันนึงเขานัดเธอออกมาทานข้าว เธอได้นำจดหมาย (ทุกฉบับ) เทปอัดเสียงเขา และสิ่งของที่เขาเคยส่งให้เธอมา ไปให้เขาดูด้วย เขายิ้มและดีใจ เมื่อเห็นของเหล่านั้น ที่เธอยังเก็บรักษาไว้อย่างดี และคืนนั้น เขาก็ได้บอก “รักเธอ” และขอกลับมาคบเธออีกครั้ง เขาขอเริ่มต้นกับเธอใหม่ เขาตั้งใจที่จะดูแลเธอให้ดี ชดเชย และแก้ไข ในสิ่งที่เขาเคยทำพลาดไปเมื่อวัยเยาว์ เธอตอบ “ตกลง” และนับตั้งแต่นั้นมา ทั้งคู่ก็มีความสุขด้วยกัน จนกระทั่ง...

คงไม่มีอะไร มีความสุข และทำให้ยิ้มได้เท่ากับ คนที่เราหลงรักมาตลอด ตอบรับรักเรา และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่กับเรา

ณ ชีวิตเธอตอนนี้มีความสุขที่สุด แต่ ความสุขจะ “ดำรงอยู่” ได้ตลอดรอดฝั่งตลอดไปหรือเปล่า? “อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน หรือจะแน่นอน” ต้องติดตามอ่านไดอารี่ตอนต่อไปนะคะ

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551

รักแท้หรือแค่เหงา ตอนที่ 2

วันนี้เป็นวันเสาร์ วันหยุดเพียงวันเดียวในหนึ่งอาทิตย์ของเรา วันนี้เป็นอีกวันที่เราตื่นมาแต่เช้า เพื่อจะทำงานบ้าน และเตรียมตัวคิด program พาคุณแม่และน้องพิมไปเที่ยว ช่วงเวลาอาหารเช้า ทุกคนต่างลงความเห็นกันว่า เที่ยงนี้อยากจะทาน Oishi แต่เมื่อมาถึง The Mall แล้ว น้องพิมอยากจะทาน Steak ขึ้นมา และ she ก็เจาะจงร้าน sizzler โดยทันที ทำให้เราและคุณแม่ต้องตามใจ “เด็กน้อย” ทาน Sizzler กันแบบปฏิเสธไม่ได้

ที่ดูน่าตกใจก็คือ เด็กน้อยตัวเล็กๆเช่นน้องพิม ทานสลัดไป 2 จาน ซุปไป 2 ถ้วย Steak (Size ผู้ใหญ่) ผลไม้อีกจากใหญ่ และตบท้ายด้วยเยลลี่ (อย่างไม่มีท่าทางจะอิ่มใดๆเกิดขึ้น) เด็กกำลังเจริญเติบโตก็งี้แหละ

โดยปกติตอนขับรถ เป็นเรื่องปกติ ที่เราจะ “สอดส่ายสายตา” ส่องทอมตามข้างทาง และในวันนี้เราก็ยังดำเนินกิจกรรมเป็นปกติ (โดยไม่ได้เกรงใจคุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆเลย) วันนี้เราเห็นทอมหลายคนเดินอยู่ตาม Footpath เมื่อเราเห็น เราก็จะเรียกน้องพิมให้ดูด้วย และเราก็ถามน้องพิมว่า “ทอมคนนี้เป็นไง?” น้องพิมก็จะตอบกลับมาว่า “ผ่าน หรือไม่ผ่าน” และเขาคนนั้น จัดอยู่ในทอมประเภทไหน “ทอมป้า ทอมหลักกิโลเมตร ฯลฯ” ซึ่งทอมส่วนใหญ่ตามท้องถนนวันนี้ น้องพิมได้ “ฟันธง” ว่าเป็นทอมป้า เราจึงว่า “ทำไมน้องบอกว่า เขาเป็นทอมป้าล่ะ” เธอตอบเราว่า “ป้าไม่ป้า ก็ต้องดูที่หน้า ว่าแก่หรือไม่” เราได้แต่อมยิ้มในคำตอบของเธอ

มาต่อกันกับเรื่องราวของ “บี และเพจ” ตอนต่อไปเลยนดีกว่า เดี๋ยวจะยาว

หลังจากที่เขาทิ้งเธอให้ “จม” อยู่กับ “ความเสียใจ” จนเวลาผ่านล่วงเลยไป 11 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีผู้ชายและทอมหลายคน พยายามเข้ามาจีบเธอ แต่เธอก็ไม่เคยพร้อมที่จะมีรักครั้งใหม่ได้อีก เพราะเธอมีเพียงความหวังเล็กๆว่า “เธอจะได้เจอเขาอีกสักครั้ง และมีโอกาสได้พูดคุยกันในแบบเพื่อนก็เพียงพอ” (เธอช่างเป็นดี้ผู้มั่นคง และเชื่อในความรักแรกเสียจริงๆ) เธอตั้งใจเรียนจนจบปริญญาโท อาชีพที่เธอเลือกก็ทำก็คือ “แอร์โฮสเตส” เหตุผลที่เลือกอาชีพนี้ ก็เพื่อ “อาจจะมีสักวัน ที่โชคชะตาจะนำพาให้เธอมาเจอเขาอีกสักครั้ง”

และอยู่ๆวันนึง เธอก็เกิดนึกถึงเบอร์โทรศัพท์บ้านของเขาได้อย่างแม่นยำ (ที่เธอเคยโทรหาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว) เธอคิดวนเวียนอยู่นาน ว่าจะโทรไปดีไหม? ใจนึงก็กลัวว่า เขายังคงเรียนอยู่เมืองนอกหรือเปล่า? อีกใจก็คิดว่าเบอร์บ้านนั้นอาจจะถูกยกเลิกไปแล้วก็ได้? แต่สิ่งเดียวที่จะตอบคำถามในใจเธอได้ก็คือ “ต้องโทรไป” เพื่อค้นหาคำตอบกับคำถามในใจ

เย็นวันนั้นเธอโทรไปที่เบอร์นั้น แล้วก็ขอสาย “บี” เสียงผู้หญิงมีอายุปลายสายได้บอกว่า “คุณบีไปทำงานคะ ยังไม่กลับมาเลย” เธอก็ตอบว่า “ไม่เป็นไรคะ ขอบคุณ” เมื่อเธอวางโทรศัพท์ไปแล้ว เธอได้ “คำตอบ” กับคำถามแรกไปแล้ว ก็ยังคงมีปัญหาต่อไปตามมา นั่นคือ “เขาจะจำเธอได้ไหม? เขาจะยอมคุยกับเธอไหม? (หลังจากที่ไม่ได้คุยกันร่วม 10 ปี) เธอจะเริ่มบทสนทนาอย่างไรดี? เขาจะมีแฟนหรือยัง?” (คำถามมากมายวิ่งเข้ามาในหัวเธอ)

แล้วเธอก็ถือ “ฤกษ์ดี” ตอน 21.00 วันนั้น เธอโทรกลับไปหาเขาอีกครั้ง แล้วเสียงปลายสายก็คือ “เสียงเขา” เธอจำเสียงเขาได้อย่างแม่นยำ เธอเริ่มแนะนำตัว ว่าเธอชื่อ “เพจ” เธอถามเขาว่า “เขายังจำเธอได้ไหม?” เขาตอบว่า “เขาไม่เคยลืมเธอเลย” เธอยิ้มอยู่ลึกๆในใจ และทั้งคู่ก็เริ่มเล่าเรื่องราวของกันและกัน (ในช่วงที่ห่างหายกันไป) ทั้งคู่ได้คุยโทรศัพท์กันจนถึงตี 3 เวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เธอต้องขอวางหูก่อน เนื่องจากพรุ่งนี้เธอต้องไปบินแต่เช้า แต่เธอก็ยังคงมีคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจอีกคำถามนั่นคือ “เขามีแฟนแล้วหรือยังนะ?” แต่เธอก็ไม่กล้าถามไป เพราะในใจลึกๆก็กลัวกับคำตอบ...

พรุ่งนี้มาติดตามกันต่อนะคะ ว่าเขานั้นมีแฟนหรือยัง? และความสัมพันธ์ของเธอกับเขา จะดำเนินไปในทิศทางไหนกัน?

เพราะบางที “บทเรียน บาง Chapter ของคนๆหนึ่ง ก็ทำให้คุณ ได้เรียนรู้ และเข้าใจ มุมมองของชีวิตที่ “พลิกผัน” ได้ตลอดเวลา เพราะเพียงแค่ “เสี้ยว” เล็กๆ แห่งการตัดสินใจ อาจจะนำพา “ความสุข หรือ หายนะ” ใหญ่หลวงมาสู่ชีวิตที่เหลืออยู่ก็เป็นไปได้”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551

รักแท้หรือแค่เหงา ตอนที่ 1

เรื่องราวนี้ ได้เกิดขึ้นในชีวิตของชาว ญ รัก ญ คู่หนึ่ง ที่เหมือน “โชคชะตา” จะเคย “นำพา” ให้พวกเขาทั้งคู่ ได้มีโอกาส เริ่มต้น เรียนรู้ และเป็น “รักครั้งแรก” ของกันและกัน โดยที่ไม่มีใครคาดคิด ถึงสัจธรรมที่ว่า “ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง” บางที “เหตุการณ์ หรือประสบการณ์” บางอย่างในชีวิตของคนแต่ละคน ก็ไม่ได้ “เริ่มต้น และจบลง” ง่ายเกินไปนัก เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง “เปลี่ยนแปลง” ได้เสมอ ในโลกแห่งนี้


ย้อนไปเมื่อ 17 ปีที่แล้ว “ความรักที่ใสสะอาด” ได้ “ก่อเกิด” ใน โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ “บี” ทอม ม. 3 ได้แอบหลงรัก “เพจ” ดี้รุ่นพี่ ม. 5 เขาพยายามที่จะ “ตื้อ” จีบเธอตลอดมา จนเวลาผ่านไปหลายเดือน กว่าเธอจะใจอ่อนยอมคบกับเขา

“ช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ของคนทั้งสอง เกิดขึ้นในช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม เมื่อพ่อแม่ของเขาต้องไปงานแต่งงานของพี่สาวคนโตที่ต่างประเทศ เขาจึงย้ายมาอยู่ที่บ้านเธอ ระยะเวลาหนึ่งเดือนแห่งความสุขนั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีอะไรเกินเลยกัน เต็มที่ก็แค่ Kiss (ก็เป็นรักครั้งแรกของทั้งคู่นี่น่า) ชีวิตรักมีแต่ “รอยยิ้ม และความสุข” ในทุกๆวัน

ช่วงสอบไล่เทอมสุดท้าย พวกเขาตั้งใจอ่านหนังสือ และนับวันรอคอยช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่อย่างใจจดใจจ่อ ทั้งสองตั้งใจว่า จะไปเรียนพิเศษที่ “สยาม” ด้วยกัน เพื่อว่า จะได้เจอหน้ากันทุกวัน (ความรักในวัยเรียน และรักครั้งแรก ช่างอบอวลด้วยความสุขจริงๆ) แต่สิ่งที่พวกเขา “ตั้งใจ” ไว้ ก็ต้อง “พังทลายลง” เมื่อวันนึง เธอได้รับโทรศัพท์จากเขา เขาร้องไห้และพูดว่า “เขาต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ ต้องไปอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวคนรอง ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะได้กลับมา” เธอตอบเขาว่า “ไม่เป็นไร” แต่ในสมองของเธอนั้น “หยุดทำงาน” น้ำตาของเธอค่อยๆไหลลงมาที่แก้ม “ช่างเป็นข่าว ที่ร้ายที่สุดในชีวิต” ทั้งคู่ “ตั้งใจ” ที่จะใช้ช่วงเวลาที่เหลือด้วยกันอย่างดีที่สุด

ถึงวันที่เขาต้องเดินทาง เธอไปส่งเขาที่สนามบิน เขาจับมือเธอและสัญญาว่า “เขาจะเขียนจดหมายหาเธออาทิตย์ละครั้ง และโทรหาเธอเดือนละครั้ง” (แย่จัง ที่เมื่อ 17 ปีก่อน internet ยังไม่เป็นที่นิยม) เธอกอดเขา และกระซิบว่า “โชคดีนะ” เธอมองเขาจนเดินลับเข้า GATE ไป ด้วยสองแก้มที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตา

ทั้งคู่ได้ติดต่อกันตลอดทางจดหมาย และโทรศัพท์ เธอมั่นคงในความรักของเขา เธอไม่เคยหวั่นไหวให้กับคนที่มาจีบเธอเลย เธอยึดมั่นในคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับเขา และวันนึง เธอได้รับจดหมายจากเขา ส่งมาบอกว่า “เขาจะกลับมาเมืองไทยอาทิตย์หน้า มาอยู่ 20 วัน แล้วก็จะไปเรียนต่ออีก” เธอดีใจมาก เฝ้านับวินาทีรอคอยเขาอย่างตื่นเต้น

วันที่เขาบินกลับมา เธอนอนไม่หลับ เฝ้ารอคอยที่จะได้เจอเขา (หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่า 11 เดือน) ที่ร้าน Fast Food แห่งหนึ่งในมาบุญครอง วูบแรกที่เธอเห็นเขา เขาสูงกว่าเดิมมาก ดูน่ารักและเท่ห์ขึ้น ทั้งคู่ได้คุย และใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดวัน เธอกลับมาถึงบ้านพร้อมรอยยิ้ม สักพักเขาก็โทรหาเธอ และพูดว่า “ขอบคุณนะสำหรับช่วงเวลาที่ดี ความซื่อสัตย์ จดหมาย และความใส่ใจในทุกๆเรื่อง เขายอมรับว่า ตั้งแต่วันที่เขาต้องเดินทางจากเมืองไทย ไปอยู่ต่างประเทศ ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมทั้งหัวใจของเขาด้วย ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่า เธอคือคนที่เขารัก และความรักของเขาคือเธอ แต่ ณ ปัจจุบันไม่ใช่ เธอไม่ใช่คนที่เขาต้องการแล้ว เขาตั้งใจจะบอกเธอหลายครั้งทางจดหมาย แต่เขากลัวว่าเธอจะทำใจไม่ได้ เขาจึงรอคอยที่จะเดินทางกลับมาบอกเธอที่เมืองไทย ขอโทษด้วย เราคงจะคบกันต่อไปไม่ได้ ลาก่อนนะ”

เธอทรุดตัวลงกับพื้น พร้อมน้ำตา และหลังจากนั้น เธอก็ไม่เคยติดต่อกลับไปหาเขาอีกเลย เวลาผ่านไป เธอพยายามที่จะลืมเรื่องราวของเขา แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะลืมเขาได้เลย....

เรื่องราวความรักระหว่างเธอและเขา ยังไม่จบเพียงเท่านี้ พรุ่งนี้มาอ่านต่อกันนะคะ

หลายคนเมื่ออ่านเรื่องราวในวันนี้ อาจจะเข้าใจว่า “รักแท้ แพ้ระยะทาง” แต่ก็ไม่เสมอไปทุกคู่หรอกคะ ขึ้นอยู่กับว่า “ความอดทน และความเข้มแข็ง” ของคนทั้งสองว่ามีมากแค่ไหน???

สิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาของความรัก นั่นคือ “ความไม่อ่อนแอ”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"ความทรงจำ"

หลังจากผ่านการเดินทางที่แสนเหน็ดเหนื่อย เราก็กลับมาถึง กทม. อย่างปลอดภัยตอนตี 5 เรียกได้ว่า “กลับมาแล้วไม่ต้องนอน เตรียมตัวอาบน้ำออกไปเริ่มกิจกรรมวันใหม่กันเลย” วันนี้คนรอบข้างหลายๆคน ต่างพากันสงสัยว่า “ทำไม? เราเงียบจัง ไม่มีรอยยิ้มอย่างเช่นทุกวัน” เราได้แต่ทำตาปรือ และบอกพี่ว่า “หนูยังไม่ได้นอนเลยคะ ขอเวลาร่างกายฟื้นฟูตัวนิดนึง แต่สมองหนูยังทำงานได้ perfect เหมือนเดิมนะคะ”

วันนี้น้องพิมไปเรียนจัดดอกไม้กับเราด้วย น้องพิมได้ “ร้อยมาลัย” ครั้งแรกในชีวิต แต่ไม่อยากจะโม้เลยว่า “น้องพิมร้อยมาลัยสวยมากๆ ทั้ง 4 พวงเลย ถึงขนาดคุณแม่เรา ขอไปไว้ในห้องนอน 1 พวง”

หลังจากเสร็จกิจกรรมทั้งวันในวันนี้ ขับรถกลับมาบ้านไป จะหลับในไป เหนื่อยมากมาย พยายามร้องเพลงแล้วเพลงเล่า ก็ไม่มีวี่แวว จะกระตุ้นให้เราตื่นจากพะวังได้เลย โชคยังดีที่เกร็งลูกตาได้จนถึงบ้าน (ขออาสาสมัคร คนขับรถด่วน!!! ค่าจ้างไม่มี มีแต่ข้าวมื้อเย็นให้ทาน ใครสนใจติดต่อด่วน!!!)

“ความทรงจำ” เป็นสิ่งที่มีค่ามาก สำหรับคนบางคน โดยเฉพาะคนที่เคยมีเวลาดีๆ ที่ได้ใช้ร่วมกับคนที่รัก ยิ่งเป็นช่วงเวลา ที่หลายคนหวงแหน ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดี หลายคน จึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที เพราะว่า มีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป โดยลืมนึกไปว่า “สิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก” หากจะต้องตัดใจลืม หรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก เพราะเหตุผลที่ว่า “เสียดายเวลา” ที่คบกันมา

จะเห็นได้จาก ทอม ดี้ เลส หลายๆคู่ ที่ทน “จมปรัก” อยู่กับ ปัญหาเดิมๆ คนเดิมๆ ที่เขาไม่ได้แคร์คุณเลย จนบางทีคุณอาจจะจำแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าเขาพูด “รัก” กับคุณครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ที่ต้องทนอยู่ทุกๆวัน เพียงเพราะ “เสียดาย” เวลาที่คบกันมา ก็เท่านั้น

จริงๆแล้ว วันคืนในอดีต ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย นอกจากมีไว้ให้นึกถึง อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้ เราจะไปหวังว่า วันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับมา หรือจะไปเฝ้าฝันว่า “ความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบัน” หรือหลอกตัวเองว่า “ตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม” จะยังไงก็แล้วแต่คือ “การหลอกตัวเอง” ทั้งนั้น ยอมรับเถอะว่า “ทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว”

“ความทรงจำ” เป็นเพียง “ภาพลวงตา” เท่านั้นเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี ก็ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า 1 วันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่ คนเราต้องอยู่กับ “ปัจจุบัน” เพื่อที่จะสร้าง “อนาคต” ให้ตัวเองได้อยู่ใน “อนาคตที่ดี” เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น 1 วัน แห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิตให้ดีกว่าที่เป็น
หากจะเสียดายเวลาน่ะ ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วจะดีกว่า แล้วยังจะมาเสียดายอดีต นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคต ดีกว่าไหม

ไดอารี่วันนี้ ไม่มีเรื่องราวประกอบ เพียงแค่อยากจะสะกิดต่อมความกล้าหาญ ให้กับใครอีกหลายคน ที่กำลัง “โลเล หรือคิดไม่ตก” กับปัญหาในชีวิตคู่ของตัวเอง จำไว้นะคะ “ชีวิตและการตัดสินใจเป็นของคุณ”

วินาทีนี้ คุณได้ตัดสินอะไรที่ดีๆให้กับตัวคุณเองแล้วหรือยัง

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ความบังเอิญ หรือโชคชะตา

พรุ่งนี้เราก็จะ “เดินทาง” แล้ว คงออกจาก กทม. แต่เช้า คาดว่าจะกลับมาถึง กทม. ก็เช้ามืดวันพฤหัส (พรุ่งนี้ขอ “งด” งานเขียน นะคะ)

ไดอารี่วันนี้ ขอมอบให้เป็นพิเศษ สำหรับคนที่กำลังรอ “เนื้อคู่” หรือ “โชคชะตา” ที่จะ “พัดพา” ให้ “คนๆนั้น” (ที่ไม่รู้อยู่ไหน) “ข้ามผ่าน” จังหวะของชีวิต เพื่อมา “รักและเคียงคู่” กับคุณตลอดไป

บางที “การรอคอย” อาจจะน่าเบื่อ และเงียบเหงา แต่ใครจะรู้ ว่าเมื่อเราได้เจอคนๆนั้นแล้ว เราจะได้รับรู้ถึง “สิ่งมหัศจรรย์” ที่ “อีกหลายๆคน” อาจไม่เคยได้เห็นก็ได้ชั่วชีวิต


“ภาค” ทอมรูปหล่อ ฐานะร่ำรวย เคยถูกดี้ “หักอก” อย่างแรง จนต้องร้องไห้เสียใจอยู่ เป็นเวลา 7 ปีแล้ว ที่เขาไม่ได้คบใคร เขาไม่เคยมองหาความรัก ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง จนเพื่อนๆหลายคนต่างเป็นห่วง และสงสัยว่าเขากำลัง “รอคอย” อะไร? เขาตอบเพียงสั้นๆว่า “เขารอเนื้อคู่ของเขา” คำตอบของเขากลายเป็นเรื่อง เฮฮา และมุขตลกให้กับเพื่อนๆได้ล้อกันเรื่อยมา

ถ้าจะถามว่า “เขาเหงาไหม?” คำตอบคือ “แน่นอนเขาหงา” แต่จะให้เขาใช้ชีวิตเปลี่ยนคู่นอน คู่ควงไปวันๆ โดยไม่มีจุดหมายนั้น เขาทำไม่ได้ เขาใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ อยู่กับตัวเอง มีดี้เดินเข้ามาทักทายบ้าง แต่ก็ไม่มีใครมี “วี่แวว” ที่จะ “ใช่” คนๆนั้นของเขา

ถ้าจะถามว่า “เขามีเกณฑ์อะไรวัดว่า คนนี้ใช่ หรือไม่ใช่เนื้อคู่ของเขา?” เขาบอกว่า “ไม่ยากเลย ถ้าคนๆนั้น เป็นคนที่ใช่ของคุณ เธอจะทำให้คุณรู้สึกเป็นตัวของคุณเอง และปลอดภัยที่จะคุย และใช้ชีวิตร่วมกับเธอ ความรู้สึกที่ “สัมผัส” ได้จากข้างใน หาใช่! การประทับใจที่รูปร่าง หน้าตาภายนอก”

เมื่อการรอคอย(อย่างสงบ) มานานแสนนานของเขา เริ่มมีเสียงกระซิบเบาๆ จากความรัก เขาได้เจอ “วิวี่” ดี้ตาคม ผมยาวสลวย เสียอย่างเดียวที่เธอคนนี้เป็น “ใบ้” ไม่สามารถพูดสื่อสารกับเขาได้ วันแรกที่เขาได้เจอหน้าเธอ สบตา และสัมผัสมือเธอ เขารู้สึกได้ถึง “พลังแห่งความรัก” ที่ไหล flow หล่อเลี้ยงหัวใจที่ “แห้งเฉา” ของเขา ให้เต้นเป็นจังหวะอีกครั้งหนึ่ง และเธอคนนี้ก็เป็นคนที่คบอยู่กับเขามาถึงทุกวันนี้ ก็ 5 ปีแล้วนะ ที่เขาและเธอคบกัน

เพื่อนๆของเขาต่าง “งงงวย” ถึง “สภาพ” ของเธอ (แฟนเขา) บ้างก็หัวเราะกับความโชคร้ายของเขา ที่ได้ “หญิงใบ้” มาเป็นแฟน บ้างก็นึก “เวทนา สงสาร” ในความอาภัพของชีวิตรักของเขา

แต่ไม่ว่าเพื่อนๆ จะคิดหรือพูดสิ่งใดออกมา เขาก็ได้ทิ้งท้ายประโยคสั้นๆให้กับเพื่อนๆว่า “ระดับความคิดแค่พวกเอ็ง คงไม่มีทางได้สัมผัส หรือรับรู้หรอกว่า ความรักที่แท้จริงนั้น สดใส และสดชื่น แค่ไหน ความรักไม่ใช่สิ่งที่มีค่ามากที่สุด แต่ ความรัก เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเรามีค่ามากที่สุดต่างหาก เหมือนอย่างที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ไง”

หลายคนที่มัวแต่ “ผจญภัย” ไปเรื่อยๆ ไม่เคย “เว้นว่าง” ให้ “พรหมลิขิต” มากระซิบข้างหูคุณ มัวแต่เอาเวลาไปนั่งคิด “ยุทธวิธี” เพื่อทำให้ตัวเอง มีคนควงและคบด้วยตลอดเวลา (เลิกกับคนนี้เมื่อไหร่ ต้องมีคนมา “เสียบ” แทนทันทีทุกครั้ง คงจะไม่เข้าใจ และรู้คุณค่า ของการรอคอยใครสักคน และวันนึงคนๆนั้น ก็ปรากฏตัวหรอก)

ถ้าคุณอยากจะรู้ว่า “ความรัก” ทำให้ชีวิตคุณมีค่าแค่ไหน ลองหยุด “เดินทาง” ตามหาความรักสักพัก แล้วนั่งอยู่นิ่งๆ รอให้ “ความรัก” ส่ง สัญญาณเสียงเบาๆมาให้คุณ แล้วคุณจะพบว่า ความรักที่คุณค้นหา อยู่รอบๆตัวคุณ เพียงแต่ว่าคุณจะตั้งใจฟัง และได้ยินเสียงเรียกของความรักนั้นหรือไม่?

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน


วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ด้วยความรัก

โดยปกติ เราจะเข้าโบสถ์วันเสาร์ตอนเย็น (แทนวันอาทิตย์) แต่เนื่องจากอาทิตย์ที่ผ่านมาเราต้องไป Train เด็กฝึกงาน แล้วเสร็จไม่ทันเข้าโบสถ์ เราจึงต้องไปเข้าโบสถ์ในวันอาทิตย์ช่วงเย็นแทน

เนื่องจากเราเป็น “คนช่างสังเกตุ” ทำให้เรา “ไม่พลาด” ที่จะ “สอดส่าย สายตา” หาทอมๆ (ไม่เว้นแม้กระทั่งในโบสถ์) และวันนั้นเอง ก่อนเข้าโบสถ์เราได้เดินสวนกับ “ทอม” (หน้าตาแสนจะธรรมดา) คนนึง (ซึ่งเราเคยเห็นหน้าเขามาแล้ว) เดินมากับ ผู้หญิง (หน้าตาบ้านๆมาก) คนนึง (เราสันนิษฐานว่าเป็น “ดี้”) เดินคู่กันเข้าไปในโบสถ์

เราเดินตามหลังเข้าไป นั่งอยู่ด้านหลังพวกเขา และเราก็สรุปได้ว่า “ทั้งสองเป็นแฟนกัน ทอมเป็นคาทอลิก แต่ ดี้นั้นไม่ใช่” ดูท่าทางเธอ “มีความสุข” และ “พยายาม” มีส่วนร่วมในมิสซา อย่างไม่รังเกียจ เรามองคนทั้งสอง พลางแอบอิจฉาทอมในใจลึกๆ แม้เขาจะหน้าตาธรรมดา (ไม่มีจุดดึงดูดอะไร) แต่เขาก็โชคดีกว่าใครอีกหลายคนมากมาย ที่มีผู้หญิงคนนึง พร้อมที่จะ “share ชีวิต และ ความศรัทธา” ด้วย อย่างเต็มใจ

เป็นกำลังใจให้กับทั้งคู่ด้วยนะคะ (พวกคุณจะรู้ไหมนะ? ว่า “ความรัก” ของพวกคุณนั้น จะมี “ดี้ธรรมดา” อย่างเรา แอบมองและอิจฉาอยู่ลึกๆในใจ)

เพื่อนๆคนไหนที่กำลังรู้สึกแย่ๆ หรือ ไม่พอใจในความเป็นตัวตนของคู่รัก ของคุณ เราขอฝากไว้นะคะ “มนุษย์ทุกคนในโลกนี้แตกต่าง ไม่มีใครเก่ง เชี่ยวชาญ เข้าใจ และดีพร้อม ไปซะทุกเรื่อง ดังนั้น ก่อนที่คุณจะไปคาดหวังให้ใครมาเติมเต็ม และเข้าใจคุณ คุณควรจะเรียนรู้ และเข้าใจเขาเสียก่อน”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ความเป็นเด็ก

ช่วงนี้เรายุ่งมากๆ ช่วงก่อนหน้านี้ แค่ตื่นแต่เช้า แต่เสร็จธุระ ก็ช่วงบ่าย 3 ชีวิตยังพอมีเวลาช่วงเย็นได้ทำอะไรส่วนตัวบ้าง เช่น ขับรถส่องทอม เดินสำรวจทอมตามห้างสรรพสินค้า แต่ช่วงนี้ “เวลาวันนึง 24 ชั่วโมง” ไม่เพียงพอให้เราทำอะไร ตื่นแต่เช้า กว่าจะเสร็จธุระก็ 6 โมงเย็น (เราเป็นคนที่เต็มที่ให้กับทุกๆอย่าง ทำให้ energy เราไม่เพียงพอ) พอกลับบ้านเย็นหน่อย รถก็ติด ถนนก็มืดมิด จะส่องทอมตามถนนก็มองเห็นไม่ชัด กลับมาถึงบ้าน เวลาก็ “ฉิวเฉียด” ทานข้าวเย็นพร้อมกับคุณพ่อ คุณแม่ทุกที ยังไม่ทัน 4 ทุ่ม ก็หลับป๊อกเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่า “เหนื่อยจนไม่มีเวลาพัก ตกเย็นไม่มีแรงที่จะขับรถกลับบ้าน” (ประกาศ!!!~ รับสมัครพนักงานขับรถ 1 อัตรา ติดต่อส่วนตัวด่วน!!!)

เห็นที ต้องได้เวลา “พักสมอง และหาความบันเทิงใจให้ชีวิตซะแล้ว” (ตามประสาดี้โสดสนิท) หลังจากดำเนินชีวิตเพียงลำพัง นอนคนเดียว ไปทานข้าวคนเดียว เที่ยวคนเดียว ดูหนังคนเดียว ขับรถลำพังเพียงคนเดียวมานาน ถ้ากำหนดการไม่เปลี่ยนแปลง วันพุธนี้เราจะเดินทางไป-กลับ กว่า 800 กิโลเมตร ไปตาม “เสียงเรียกของหัวใจ” ไปหาคนที่ทำให้หัวใจเราชุ่มฉ่ำ และสร้างรอยยิ้มให้กับเราเสมอ

หลายคนสงสัย และตีความไปต่างๆนา ว่า เป็น “กิ๊ก แฟน หรือ เพื่อนสนิท” ของเรา ความจริงก็คือ “พิม หรือน้องพิม” เป็นน้องสาวเรา อายุ 7 ขวบ เธอช่างน่ารัก และขี้อ้อนสมวัยเชียว เธอเป็นลูกของอา (น้องชายพ่อ) เธอเป็นเด็กใสๆ ฉลาด ช่างพูด มองโลกในมุมกว้างๆ การที่ได้มองดูชีวิตเด็กคนนึง ที่ไม่มีความกังวลใดๆ ลืมง่าย ไม่เก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ ช่วยทำให้เราได้คิด และยิ้มไปกับความสดใส ปราศจากหน้ากากของเธอ

วีรกรรมเล็กๆของเธอ มักมีอยู่เสมอ เช่น เตียงห้องเราเป็นเตียงคู่ แต่เธอเลือกที่จะนอนชิดขอบเตียง (เกือบตกเตียง) เราหันไปถามเธอว่า “ทำไม ไม่มานอนใกล้ๆพี่ล่ะ?” คำตอบของเธอก็คือ “หนูเป็นคนนอนดิ้นนะคะ หนูเริ่มนอนตรงนี้แหละดีแล้ว พอดึกๆ จะได้ไม่ไปนอนเบียดพี่มาก หนูกลัวพี่จะตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะหนูคะ” เราไม่ว่าอะไรต่อ หันหน้าไปนอน “อมยิ้ม” ในความน่ารักของเธอ

เป็นคำตอบที่เรียบง่าย ซื่อๆ แต่เต็มเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์

วีรกรรมต่อไปของเธอ เราพาเธอไปซื้อขนมที่ห้างแห่งหนึ่ง เธอถามเราว่า “จะเอารถเข็น หรือตะกร้า เดี๋ยวหนูไปหยิบให้” เราตอบเธอว่า “รถเข็น” เธอเดินกลับมาพร้อมรถเข็นคันหนึ่ง เราก้มลงกระซิบข้างหูเธอว่า “อยากได้อะไร หยิบเอาเลยนะ เลือกเอา พี่ให้หนูตัดสินใจ” เธอก็เดินจากไป สักพัก เธอกลับมาพร้อมกับขนมหลายห่อในมือ เธอวางขนมพวกนั้นลงในรถเข็น เราก้มลงมองด้วยความแปลกใจ เพราะขนมที่เธอหยิบมานั้น ไม่มีขนมที่ผลิตในไทยเลย จะว่า เธอเคยหากินที่แถวบ้าน ก็คงเป็นไปไม่ได้ เราเลยถามว่า “ทำไมน้องถึงเลือกหยิบขนมพวกนี้มาคะ” เธอตอบเราด้วยแววตาที่ใสๆว่า “น้องไม่เคยทานคะ น้องเห็นว่ามันแปลกดีคะ น้องเลยอยากลองกินดู” แล้วเธอก็เดินไปเลือก ขนกลับมาอีกรอบ

คำตอบที่เธอตอบเรานั้น แสดงให้เห็นว่าเธอมองในสิ่งที่หลากหลาย ไม่ทำอะไรซ้ำๆ เธอกล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะเลือก กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

เราเคย “ลองใจ” เธอ โดยทำท่าจะยื่นขนมให้เธอ และเราก็ดึงมือกลับ หลายครั้งที่เธอ “อ้าปาก” รอขนมจากเรา เก้อ อดขนมไปหลายครั้ง แต่ไม่ว่าเราจะ “ลองใจ” แบบนี้บ่อยแค่ไหน เธอก็ยังยื่นปากมาให้เราป้อนอยู่เสมอ เพราะ เด็กๆเช่นเธอ เชื่อว่าในที่สุด “ความรักก็ได้รับชัยชนะเสมอ”

วีรกรรมปิดท้าย เธอเคยทำของรักของหวงเรา “ตกแตก” เธออาจมีหลายวิธีที่จะทำให้ตัวเองไม่ผิด เช่น “ไม่ยอมรับความผิด โยนให้คนอื่นรับซะ” หรือ “ร้องไห้ โวยวาย ใช้น้ำตา หักเหความผิด” แต่เธอเลือกที่จะเดินเข้ามา “ยอมรับ และขอโทษ” เรา เธอเล่าให้เราฟังว่า “เพราะความไม่ระมัดระวัง ของเธอ ที่ทำให้ของตกแตก” เธอเฝ้าถามว่า “เราโกรธไหม?” เธอไม่ได้ตั้งใจ และจะระวัง ไม่ให้ของอะไรตกแตกอีก

ด้วย “การยอมรับ” ของเธอนั้น ทำให้เราลืมของมีค่านั้น (ไม่ว่าจะมีค่าแค่ไหน) เพราะอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับ การเจริญชีวิตภายในของเธอ อีกแล้ว

พวกคุณเคย “เสียสละ” หรือ “คาดการณ์ล่วงหน้า” ไว้ก่อนเช่นเธอไหม?

พวกคุณเคย “กล้า” ที่จะ “เปลี่ยนแปลง” และ “ลอง” สิ่งแปลกๆใหม่ๆไหม?

พวกคุณเคย “ก้าวเดิน” ไปทำอะไร “ซ้ำๆ” ถึงแม้ว่าจะเคย “ผิดพลาด” เพราะความเชื่อเช่นนั้นไหม?

พวกคุณเคย “ยอมรับ และขอโทษ” ในสิ่งที่คุณทำผิดไหม?


จงคิด และมองโลกในแง่ดีแบบเด็กๆ (ไม่ใช่ ไม่มีเหตุผล และงอแง แบบเด็กๆ)

ขอบคุณนะคะ “น้องพิม” ความเป็นตัวตนของหนู ทำให้พี่ได้พัฒนา “การมองโลกให้กว้างขึ้น” (อีก 3 วัน เราจะได้เจอกันแน่นอน)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Joke of Sex 5

เรื่องในวันนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายแล้ว ขอพักเรื่อง sex ไว้สักพักนะคะ เพราะหลายคนตราหน้าเราไว้ว่าเป็น “หญิงหื่น” แห่งเวป วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องประสบการณ์ที่ “มาร์ค” ได้ใช้ตัวเขาเองลองมา เขาได้ผ่านการมี sex มาหลายวิธี “อันไหนที่ว่าแน่ อันไหนที่ว่าแปลก” เขาลองมาหมด แต่การมี sex ของเขา ส่วนใหญ่จะผิดหวัง เขาไม่เคยที่จะได้เสพสุข และถึงจุดสุดยอดแบบทอมปกติทั่วไป และครั้งนี้เขาก็ยังคงผิดพลาดอีกครั้ง (เพื่อนๆที่คิดจะลอง ควรอ่านเรื่องเขาอย่างมีสมาธิ เพราะประสบการณ์ของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆได้ค่ะ)

“มาร์ค” ต้องการที่จะมี sex แบบ perfect สักครั้งในชีวิต และครั้งนี้เขาได้ทุ่มเงินในกระเป๋าเพื่อซื้อบรรยากาศดีๆให้กับช่วงเวลาที่น่าจดจำ “แพง” ดี้สาววัย 22 ปี (ส่วนใหญ่เขาจะเลือกสาวๆที่สวยๆ หุ่นดีๆ มาเป็นคู่ควง ส่วนใหญ่เรื่อง sex ของสาวสวยประเภทนี้ ทอมคนไหนที่เคยลองก็จะรู้ว่า หล่อน hot มากแค่ไหน) เขากับเธอเคยมี sex กันมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งกว่าเธอจะเสร็จต้องกินเวลาไป 3 ช่วงข่าว (ตามวิทยุ) เขาคิดที่จะสร้างบรรยากาศดีๆเพื่อจะมัดใจ และ ตรึงเธอไว้ให้ติดใจในรสสวาทของเขา เขาได้เลือกห้องพักติดชายทะเล ที่เกาะเสม็ด (ไปเสม็ด เสร็จทุกราย) เขา pack ของครบทุกอย่าง ติดอยู่ตรงที่ เขาอยากจะลองอะไรแปลกๆใหม่ และแล้ว เขาไปสะดุดกับคำพูดหนึ่งของเพื่อนที่เคยพูดไว้ เกี่ยวกับ “ยาปลุก sex”

เขาได้โทรไปถามเพื่อน เมื่อได้รับคำแนะนำ (ที่แสนจะละเอียด) เขาไม่รอช้า รีบเดินทางไปซื้อยาที่ริมถนน “คลองตื้น (จน กทม. ต้องเอาดินมาถม)” ราคาของเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลักพัน (แล้วแต่คนขายช่างเชียร์จะกำหนดราคาให้) เขาไปต่อรองจนซื้อแบบ “เกร็ดผลึกใส” มา (ใหญ่กว่าเกร็ดผงชูรส สักประมาณ 5 เท่า) สนนราคา 50 เกร็ด 600 บาท (เกร็ดละ 12 บาท) บรรจุอยู่ในขวดแก้วเล็กๆสีน้ำตาล คนขายแนะนำให้ไปผสมเครื่องดื่ม (เพราะละลายง่าย) ยิ่งเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอลล์ จะทำให้ออกฤทธิ์เร็วขึ้น (กว่าเครื่องดื่มปกติ) ไม่เกิน 20 นาทีเห็นผล

เช้าวันเสาร์ เขาได้ผ่านเธอนั่งรถทัวร์ไปยังจังหวัดระยอง นั่งเรือข้ามมายัง “เกาะเสม็ด” จุดหมายปลายทางที่เขาฝากความเสียวไว้ หลังจากฝ่าฟัน การเดินทางที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย อยู่ๆ เขาก็เกิดอาการเมาเรือ และอ่อนเพลียมาก

เมื่อมาถึงห้องพักในโรงแรมหรู ซึ่งบรรยากาศภายในนั้น ได้ถูกจัดอย่างลงตัว ที่นอน king size มีโคมไฟหัวเตียง และตู้เย็นเล็กที่มุมห้อง เมื่อไปถึง เขาวางกระเป๋าลงที่เตียงแล้วไม่รอช้า เดินไปหยิบ Beer ในตู้เย็นออกมาดื่ม เธอเดินเปิดม่านมองไปยังบรรยากาศรอบๆโรงแรม รู้สึกผ่อนคลาย เธอจึงเริ่มเคลิ้มกับบรรยากาศ แล้วจึงหันมาชวนเขาเริ่มบรรเลงเพลงรัก

เขาแนะให้เธอไปอาบน้ำล้างตัว ส่วนเขาก็ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม ที่จะเริ่มกิจกรรมกับเธอ จริงๆแล้ว เขาตั้งใจซื้อยาปลุก sex มากระตุ้นเธอ แต่ขณะนั้น เขาที่มีอาการเมาเรือและมึนงง เขาเลยคิดว่า “เขาควรจะเป็นผู้ได้รับการกระตุ้นเอง เขาจัดการมอมตัวเขาเองด้วยการโรยเกล็ดลงไปใน Beer และดื่มเอง (ในใจคิดจะกระตุ้นตัวเองจากอารมณ์อ่อนล้าของการเดินทางมา)”

(พี่มาร์คคะ พี่กำลังทำผิดพลาดอย่างรุนแรง ยาปลุก sex พี่ต้องใส่เครื่องดื่มให้เธอกินสิ พี่กินเอง ยิ่งพี่เป็นทอมทูเวย์ด้วยแล้ว พี่ก็ยิ่งมีอารมณ์ “อยาก” สิ) ยาในร่างกายเขาเริ่มออกฤทธิ์ เขาเหงื่อออก กระสับกระส่าย ต้องการที่จะปลดปล่อย และยิ่งเธอเดินนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนน้อย เดินอ่อนมา พร้อมกับ kiss ด้วยแล้ว อารมณ์อยาก spark ทั่วร่างกาย อารมณ์ที่เขามีได้ระเบิดแล้ว แต่ไม่ได้อยากเป็น “ผู้กระทำ” ให้เธอเสียวซ่านอย่างที่ได้ตั้งใจ ยาทำให้เขาลืมสิ่งที่เขาต้องการไปชั่วคราว สิ่งที่เขาและเธอต้องการก็คือ “การถูกกระทำให้เสียว” เหมือนกัน

เรื่องมันจึงเริ่มยุ่ง เมื่อเขาขอร้องให้เธอไซร์ตามตัวเขา รวมถึง oral ให้ เธอก็ต้องการให้เขาทำเช่นเดียวกัน ณ อารมณ์ที่ร่างกายเขาถูกครอบงำด้วยฤทธิ์ของยานั้น ทำให้เขาขาดสติ เขาขอร้องแกมบังคับให้เธอทำให้เขา ส่วนเธอนั้นไม่เข้าใจ พาลทะเลาะกับเขา หาว่าเขาไม่ใช่ทอมแท้ (ยิ่งเวลาผ่านไป เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ฤทธิ์ของยาได้เพิ่มความรุนแรง ทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่) เขาบังคับให้เธอทำให้ เธอไม่ยอม สุดท้ายเธอก็ตบหน้าเขาแล้วเก็บเสื้อผ้ากลับกทม. ทิ้งให้เขาช่วยตัวเองอยู่ในห้องตามลำพัง (เขาช่วยตัวเองจนเสร็จอยู่หลายครั้ง) เมื่อยาหมดฤทธิ์ สติเขาก็กลับมาคงเดิม แต่เธอคงไม่กลับมาหาเขาอีกแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้เขามีประสบการณ์ที่เลวร้าย แต่สิ่งหนึ่งที่ได้กลับมาคือ ความมั่นใจว่าเงิน 600 ที่เสียไปกับยาปลุก sex นั้น ใช้ได้ผลจริงๆด้วย (ถึงตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่า เขาได้ใช้ยาไปหมดขวดหรือยัง ใครเคยได้มีความสุขกับเขา ก็คงจะเป็นผู้ที่ตอบได้ดีกว่าเรา)

ยาปลุก sex ออกฤทธิ์กดประสาท และกระตุ้นให้เลือดไปคลั่งที่อวัยวะเพศ (ใครที่นึกไม่ออก ค่อยๆคิดตามนะคะ เหมือนว่าคุณโดนประตูหนีบนิ้ว คุณจะรู้สึกเจ็บๆบริเวณปลายนิ้ว เหมือนมีหัวใจอีกดวงเต้นอยู่ที่ปลายนิ้ว มันปวดติ๊บๆ เนื่องจากปลายประสาทได้รับการกระตุ้นเลือดจึงไปคลั่งที่ปลายนิ้ว) การได้ยาก็เช่นเดียวกัน มันออกฤทธิ์ให้เลือดไปคลั่งที่ปลายอวัยวะเพศ (ซึ่งบริเวณนั้น เป็นศูนย์รวมปลายประสาทที่มากที่สุดในร่างกายคนเรา) คนที่ได้รับยา จึงรู้สึกตึงๆ ปวดติ๊บๆ อยากจะผ่อนคลายบริเวณนั้น เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแอลกฮอลล์ และการสัมผัสที่ทำให้รู้สึกดี ร่างกายจึงตอบสนองได้รวดเร็วกว่าปกติมาก และไม่อาจยับยั้งชั่งใจ และเรียก “สติ” มาใช้ได้ทัน

หมายเหตุ ยาปลุก sex เป็นยาที่ไม่ควรจะกินต่อเนื่อง เพราะมีผลข้างเคียงต่อระบบการทำงานของมดลูก (แต่ละคนจะได้รับผลข้างเคียงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการดูดซับ และระบายออกของระบบร่างกาย) ปัจจุบันมี ยากระตุ้นที่มี อย. แล้ว (ทางที่ดี You should make love with your feeling not just only have it when you want)

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Joke of Sex 4

ผ่านไป 3 เรื่องกันแล้ว สำหรับ Joke of Sex เล่าเรื่องราวโดยพี่มาร์ค วันนี้เป็นเรื่องที่ 4 ที่เราจะมา “แฉและตีแผ่” การมี sex อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งหลายๆคนอาจจะเสร็จสมแล้วเสพสุขกันเต็มที่กับการมี Sex ด้วยวิธีนี้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเจอะเจอตัวจริงซึ่งกันและกัน “Sex แบบใช้เสียง” เพื่อนๆหลายคนอาจจะ Innocent จึง “งง” กับคำๆนี้ Sex วิธีนี้ Worldwide มีศัพท์ Inter ใช้เรียกกันว่า “Sex Phone” มีคำจำกัดความว่า “การมี sex แบบไร้การสัมผัส ซึ่งมีคนสองคนพร้อมใจที่จะจินตนาการไปพร้อมๆกับการช่วยตัวเองไปด้วย โดยใช้เสียงของอีกฝ่ายเป็นตัวกระตุ้น เพื่อให้ถึงสวรรค์ การมี sex แบบนี้แน่นอนที่จะปลอดภัยจากโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ 100% แต่ขณะทำควรจะให้แน่ใจว่า คุณได้ปิดประตู ล็อคกลอน และถอดสายพ่วงโทรศัพท์บ้านออกเรียบร้อยแล้ว”

Sex phone นิยมใช้สำหรับ “คู่รัก” ที่ต้องอยู่ห่างไกล ไม่มีเวลาที่จะมาเจอหน้ากัน หรือ สำหรับบางคนที่ต้องการปลดปล่อยอารมณ์โดยไม่จำเป็นต้องเจอหน้าผู้ร่วมกระทำ (อาจเพราะ เขาหรือเธอ ไม่มั่นใจในบางส่วนของตัวเอง) ระวังนะคะ เพื่อนๆ เพราะบางคนได้ติดการมี Sex Phone ไปแล้ว โดยบางคนชอบและจะเสร็จสุดๆกับการมี Sex Phone (อาจเพราะ เขาหรือเธอ ไม่ต้องพะวังกับจุดบางจุดที่บกพร่องของร่างกาย รวมถึง ได้ส่งเสียงร้องออกไป โดยไม่ต้องเก็ก หรือต้องอายใคร) Sex Phone ได้กลายเป็นวิธีลัดทาง Sex ที่ใครหลายๆคนได้ใช้กัน

มาร์ค ได้อยู่เป็นโสดมาหลายเดือน พวกเพื่อนๆของเขาก็ได้ให้เบอร์ของดี้คนหนึ่งมา บอกให้เขาโทรไปหา เขาได้โทรไปหา ตอนนั้นเขาอยู่ กทม แต่ “แอล” (ดี้) อยู่จังหวัดนครสวรรค์ ทั้งคู่ได้คุยกัน มาระยะเวลาหนึ่ง เธอก็ได้ชวนให้เขาเล่น sex phone (เขาเคยได้ยินการเล่น sex phone มาบ้างแต่ยังไม่เคยได้ลอง)

บทสนทนาของเขาและเธอ

เขา พี่ต้องทำไงบ้าง
เธอ เดี๋ยวน้องสอนเองคะ พี่คะ น้องอยากจังเลยคะ ตอนนี้น้องใส่แต่เสื้อในกับกางเกงใน พี่ถอดให้น้องหน่อยสิคะ

เขา ได้ พี่จะค่อยถอดเสื้อในให้นะ
เธอ ผิวน้องเนียนและขาวมาก พี่ก้มลงมาดูหน้าอกน้องสิคะ สวยมากๆเลย น้องไม่เชื่อหรอกนะคะ ว่าพี่จะอดใจไว้

เขา โอ้ ผิวน้องเนียน หน้าอกน้องน่าดูดและเลียจัง ขอพี่ได้ไหม
เธอ ได้สิคะ อย่าดูดแบบกระหายแบบนั้นสิ

เขา แหม ก็สวยจนพี่อดในไม่ไหวนี่
เธอ เอาสิคะ ตามสบาย ทำให้น้องตกเป็นของพี่เลย น้องอยากเป็นของพี่ พี่คะสะโพกน้องย้ายไปย้ายมายั่วพี่แล้ว

เขา รอเดี๋ยวสิ ให้พี่ดูดและเลียหน้าอกน้องให้พอใจก่อน
เธอ ลงมาสิคะ มาถอดกางเกงในน้อง

เขา จ๊ะ พี่ลงไปแล้ว ถอดแล้ว อ้าขาออกสิ พี่จะเลียให้ไม่หยุดเลย
เธอ ร้อง เสียว โอ๊ย เสียว โอ๊ย เสียว

เขา (ทำเสียงเลียไปเรื่อยๆ)
เวลาผ่านไป 20 นาที
เธอ ร้องเสียวเหมือนเดิม จังหวะเดิม step เดิม

เขา ใกล้ถึงหรือยังจ๊ะ
เธอ ยังเลยคะ พี่อย่าหยุดนะคะ เลียต่อไป

เขา (เขาเกิดอาการปวดท้อง แบบท้องจะเสีย ปวดมากเลย) แต่ต้องอดทน เลียต่อไป
เธอ อย่าหยุดนะคะ ใกล้แล้ว

อีก 5 นาทีผ่านไป เธอยังไม่เสร็จแต่เขาปวดท้องมาก อยากจะวิ่งไปเข้าห้องน้ำ

เขา เดี๋ยวพี่มานะ
เธอ ไม่ได้นะคะ น้องใกล้เสร็จแล้ว ต่อนะคะ

เขา เอ่อ พี่ เอ่อ
เธอ อย่าหยุดทำต่อสิคะ

เขาทนไม่ไหวตัดสายเธอทิ้ง แล้ววิ่งไปเข้าห้องน้ำ เธอได้โทรมาอีกเพื่อให้เขาช่วยเธอต่อ เขารับสายเธอ

เธอ พี่หายไปไหนมาคะ น้องเกือบค้างแน่ะ มาต่อนะคะ

เขา จะให้พี่ต่อตรงไหนล่ะ
เธอ พี่คะ มาเริ่มกันใหม่เลยนะคะ หนูชอบเสียงพี่เลียจัง หนูเสียวไปหมดแล้ว เมื่อกี้ใกล้เสร็จแล้วนะคะ สายไม่น่าตัดเลย

เขา ต้องเริ่มใหม่เลยเรอะ
เธอ คะ ไม่นานนะคะพี่ ระยะเวลาประมาณเมื่อกี้

เขาตัดสายและปิดเครื่องหนีเธอทันที

จริงๆบทสนทนายาวกว่านี้ แต่เราไม่อยากเขียนละเอียด สงสารทอมอาวุโสที่อาจแวะเวียนมาอ่าน ใครอยากจะเอาแบบละเอียดไปลองกันเองแล้วกันนะคะ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทอมหรือดี้คนไหนอยากเล่น sex phone ก็กรุณาไปเคลียร์ธุระให้เรียบร้อย ควรจะไปดูฤกษ์ดูยามให้ดี สำหรับใครที่มีคู่เล่น (ขาประจำ) อยู่ด้วยแล้ว ก็ให้เก็บเบอร์ เขาหรือเธอ ไว้ให้ดี เพราะการที่คุณจะหาคนเล่น sex phone ที่ถูกจังหวะ และเข้าขากันนะ หาได้ยาก อย่าได้ริไปแสวงหาคนใหม่ เพราะคุณอาจจะต้อง “งม” ความเสียวของ เขาหรือเธอ อีกเป็นชั่วโมง

การเล่น sex phone ไม่ผิดกฏหมาย แต่ควรเล่นแต่พอดี เพราะหลายคนเสร็จเมื่อเล่น sex phone ทำให้เวลาไปทำอะไรกับแฟนจริงๆแล้วไม่เสร็จ คุณอาจจะหลงอยู่ในจินตนาการมากเกินไป ออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงกันบ้าง มั่นใจในส่วนที่คุณอาจจะคิดว่าไม่ดีในร่างกายคุณ มั่นใจในตัวเองไว้นะคะ “Nobody’s Perfect”

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Joke of Sex 3

วันนี้เป็นอีกวันที่แสนเหนื่อยสำหรับเรา ตื่นแต่เช้า นอนก็เที่ยงคืน ตื่นก็หกโมงเช้า ทำกิจกรรมทั้งวัน (เหนื่อยมาก) ตากฝนอีกด้วย มาถึงเรื่องที่ 3 ของ Joke of Sex แล้วนะคะ หวังว่าเพื่อนๆคงจะได้ “ข้อคิด และความบันเทิง” จากเรื่องราวที่เราเขียนนะคะ

“ฝน” สาวโคโยตี้วัย 19 ปี สวย หุ่นดี ขาว สูงโปร่ง เธอผู้นี้ได้เพิ่งสาบานตัวเป็น “ดี้” ได้ไม่นาน เธอก็เป็นที่หมายปองของบรรดาทอมๆ แต่ทอมทั้งหลายก็ต้องผิดหวังไป เมื่อม้ามืด มาแรง แซงโค้ง ตกขอบเวที คือทอมใส่แว่นอย่างพี่ “มาร์ค” ของเรานั่นเอง (คุณพี่มาร์คคะ พี่ช่างฟลุคซะนี่กระไร แต่พี่ได้ความ “ฟลุค” หรือ “ซวย” ต้องอ่านต่อนะคะ) เธอหลงเสน่ห์เขามาก ทั้งสองตกลงคบกันอย่างง่ายดาย เขาคิดหลงตัวเองว่า “เขาเป็นทอมที่โชคดีที่สุด” แต่เมื่อคบกันแล้ว เธอก็ไม่ยอมมี sex กับเขาเลย (นี่คือความ “ซวย” แรก ยังมีอีก ยังไม่จบนะคะ) เขาคิดมาก เครียดอยู่หลายวัน นอนกลิ้งไปกลิ้งมา คิดถามตัวเองว่า “เพราะอะไร”

เขาได้ไปถามเธอตรงๆ เธอตอบว่า “สาเหตุที่เธอไม่มี sex กับเขาเพราะ เธอมีภาพในอดีตที่เวลามี sex กับทอม (แฟนเก่า) เธอจะต้องถูกทอมทำร้ายร่างกาย รวมถึงออกคำสั่งให้เธอทำโน่นทำนี่ เพื่อทำให้ทอมพอใจ เรียกได้ว่า ทอมหลายคนที่ผ่านมาในชีวิตของเธอนั้น Control กิจกรรม Sex ทั้งหมดกับเธอ ทำให้เธอไม่มีความสุขในการมี sex และกลายเป็นคนเฉยชา ไม่โหยหา sex อีกเลย”

เขาพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมเธอหลายๆครั้ง (เขาเป็นคนที่ต้องการที่จะมี sex มากมาย แต่ก็ต้องประสบกับความผิดหวังตลอด) แต่แล้ววันนึงความพยายามของเขาก็เป็นผล เมื่อเธอมีอารมณ์ “อยากมาก” เธอจึงเสนอ และบอกว่า “อยากมี sex กับเขา แต่เขาต้องทำให้เธอยอมรับ และมั่นใจกับการมี sex เขาต้องช่วยให้เธอเอาชนะความกลัว และ ความทรงจำในอดีต โดยการมี sex ครั้งนี้ เขาต้องยอมให้เธอได้ “ปฏิบัติ” ในสิ่งที่เธอต้องการ รวมถึงให้เธอ Control ทุกอย่างที่เป็นเขาด้วย” เขาตอบ “ตกลง” โดยที่ไม่ได้ถามกติกาหรือเงื่อนไขการมี sex ครั้งนี้ของเธอ (เขารักเธอมากมาย การมี sex ครั้งนี้เป็นการก้าวไปอีกขั้นนึงของความสัมพันธ์)

เขาจัดเตรียมทุกอย่างให้ perfect สำหรับการมี sex ครั้งแรกกับเธอ เขาได้จองห้องในโรงแรม เตรียมจองโต๊ะ dinner กับเธอ เขาไม่เคยตื่นเต้นในการมี sex ครั้งไหน เท่าครั้งนี้เลย วันนั้นเขาได้พาเธอไป shopping ทาน dinner เธอแต่งตัวได้ sexy มาก เขามีอารมณ์ตลอดทั้งวัน รอจะปลดปล่อยกับเธอในค่ำคืนนี้

เมื่อมาถึงห้อง เขาเดินเข้าไปเพื่อที่จะ kiss เธอ แต่เธอกลับเดินถอยหนี เขาพยายามเดินเข้าหา แต่เธอถอยหลังพร้อมกับพูดว่า “ไหนบอกว่าจะให้หนู control การมี sex ในครั้งนี้ไงคะ อย่าผิดสัญญาสิ” เขายิ้ม แล้วเธอก็เริ่มออกคำสั่งกับการมี sex ในครั้งนี้ เธอให้เขามาถอดเสื้อและกระโปรงเธอออก เมื่อเสื้อผ้าหลุดออกจากเรือนร่างเธอ เขาก็เห็นผิวที่ขาว นวล เนียนสวย ในชุดชั้นในลูกไม้สีดำ เธอดันตัวให้เขาไปนอนอยู่บนเตียง ส่วนเธอเต้นยั่วยวนเขา อยู่ปลายเตียง เขาอารมณ์กระเจิงไปแล้ว เธอเต้นจนจบเพลงแล้วเธอก็มานั่งค่อมตัวเขา แล้วเต้นอีกนิดหน่อย ก่อนที่เธอจะ “ตบ” หน้าเขา แล้วถามว่า “เขารักเธอไหม” เธอต้องการให้เขาตอบว่า “รักและต้องการเธอมาก” เธอได้ตบหน้าเขาไปหลายที กว่าเขาจะพูดประโยคนั้น ได้ดังพอที่เธอต้องการ (โห นี่ความซวยที่สองนะคะ แต่ไม่ใช่ที่สุดของความซวย) เธอตบหน้าเขาจนเลือดไหลออกจากมุมปาก (งงล่ะสิ ว่าทำไมเขาต้องยอมเธอ แหม เธอ sexy X ขนาดนั้น) เธอกระชากเสื้อผ้าเขาออกจากร่างกาย (“มาร์ค” เป็นทอม two way เรื่องนี้เลยไม่ใช่ปัญหา)

เธอลุกเดินไปนั่งบนเก้าอี้ปลายเตียง ค่อยๆถอดเสื้อในเธอออก เธอลูบหน้าอกของเธอไปมา เขามีอารมณ์มาก เธอถามว่า “อยากไหม” เขาตอบอย่างไม่คิด “อยากสิ” เธอจึงสั่งว่า “ถ้าอยาก ก็ถอดกางเกงของเขาออก แล้วช่วยตัวเองให้เธอดูสิ เธอจะมีอารมณ์มากเมื่อเห็นทอมช่วยตัวเอง แล้วยอมตกเป็นเบี้ยล่างของเธอ” เขาคิดอยู่นาน “บ้าเรอะ ถึงแม้เขาเป็น two way แต่ไม่ใช่คนสัปดนที่ต้องมานอนแหกขา ช่วยตัวเองเพื่อ build อารมณ์ให้ดี้นะ” สุดท้ายเขาก็ยอมทำ เพราะอะไรน่ะเหรอ เขามีอารมณ์อยากมากมาย เสียดายเงินที่เสียไปกับการสร้างบรรยากาศในวันนั้น และลึกๆอยากเอาชนะเธอ ทำให้เขาต้องยอมช่วยตัวเองต่อหน้าเธอ เมื่อเขาช่วยตัวเองจนเสร็จเธอก็มานอนให้เขา Oral แล้ว มี sex โดยง่าย แต่เรื่องมันยังไม่จบตรงที่ เมื่อเธอใกล้จะเสร็จ เธอได้ร้องครวญครางว่า “ทอมขี้หมา ทอมเฮงซวย แกเป็นทาสฉันแล้ว มาสยบแทบตีนฉันนี่ ฯลฯ” พร้อมกับตบหน้าเขาแรงๆหลายครั้งไปด้วย

คืนนั้นเป็นคืนที่น่าจดจำของเขาจริงๆ เสียเงิน เจ็บตัว แล้วยังต้องมาทำอะไรจิตๆอีก (เพื่อนๆไม่ต้องเดาคะ ว่าเขาจะคบกับเธอต่อหรือไม่ เขาสะบัดก้นหนีความซวยแบบนี้ทันทีที่เขาตื่นในตอนเช้า เขาสงสารเธอมาก แต่เขาสมเพชตัวเองมากกว่า ขอให้คนต่อไปของเธอ รักษาและเยียวยาเธอเองก็แล้วกัน เขาขอ บาย)

เพื่อนๆที่อ่านเรื่องราวในวันนี้ ลองหันมามองในแต่ละด้านกันดูนะคะ “ฝน” เธอมีอดีตที่ไม่ดี หลายคนอาจคิดว่าเธอเป็นโรคจิต สิ่งที่กระตุ้นให้เธอเป็นแบบนี้ คือ ทอมที่เธอคบก่อนหน้า พยายามควบคุม ออกคำสั่ง ทำให้เธอเก็บกดแล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้กับคนต่อไป ทำให้คนต่อๆไปต้องรับเคราะห์ การกระทำเช่นนี้เป็นเหมือน ปฏิกิริยาลูกโซ่ เพราะเมื่อคนๆหนึ่งได้รับการกระทำแบบนี้ ก็จะส่งต่อไปยังอีกคนและอีกคน เราเชื่อว่าทอมแบบแฟนเก่าของเธอยังมีอยู่ในสังคมนี้

“ความรักกับการมี sex เป็นของคู่กัน” เป็นสิ่งจำเป็นเรียกได้ว่า “แยกจากกันแทบไม่ได้” ดังนั้น การที่เราจะคบใครสักคน มองแค่ความสุภาพแค่คำพูด การแต่งตัวของเขาไม่ได้ เราต้องมาดูเรื่อง sex ด้วย ถ้าเพื่อนๆคนไหนมีคนที่กำลังคบด้วยเป็นแบบนี้ เราขอแนะนำว่า “อย่าอดทนอีกต่อไป ออกมาเถิดคะ มาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน อย่ารอจนกว่าคุณเคยชินคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วนำพาเรื่องปกติของคุณมาถ่ายทอดกับบุคคลต่อๆไป”

“รักตัวเองให้เป็น ก่อนที่จะรักคนอื่น” ฝากให้คิดไว้นะนะคะ

ขอบคุณมากนะคะที่ติดตามอ่าน

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Joke of Sex 2

เรื่องเมื่อวานหลายๆคน อ่านไปยิ้มไป เพราะตรงกับประสบการณ์ที่พวกเพื่อนๆได้ประสบมา เรื่องทั้ง 5 เรื่อง ของ Mark นี้ จะเกี่ยวกับประสาทรับรู้ทั้ง 5 ของร่างกายมนุษย์ ซึ่งมี การรับชิมรส การดมกลิ่น การมองเห็น การได้ยิน และการสัมผัส เมื่อวานเราเขียนเรื่อง ประสาทรับรู้ทางด้านการรับชิมรสไปแล้ว วันนี้เราจะมาเขียนเรื่องประสาทรับรู้ทางการดมกลิ่น (เรื่องนี้เรามั่นใจเกินร้อยว่า หลายๆคนอาจเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มา)

Mark ทำงานเป็น Sales ขายยาได้ปีหนึ่งก็ลาออก ไปร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่พังงา และ ณ ที่นั่นเอง เขาได้รู้จักกับ “พราว” สาวใต้ ตาคม ผิวสีน้ำผิ้ง เธอขายของอยู่ข้างๆร้านเขา ทั้งสองได้เริ่มต้นสานสัมพันธ์จากคำว่า “เพื่อนแล้วกลายเป็นคนรัก” (ในเวลาเพียงไม่นาน) เป็นเรื่องธรรมดาของคนคบกันเป็นแฟนที่จะต้องมี Sex แต่เนื่องจากเธอ ไม่เคยมี Sex กับทอม (เธอเป็นผู้หญิงปกติ) ทำให้เธอกล้าๆกลัว เมื่อเขาขอเธอมี sex เธอก็ผลัดวันเวลาไปเรื่อย และในที่สุดเธอก็ “กล้า และตัดสินใจ” ตกเป็นของเขา

กิจกรรม sex ของทั้งสองปกติเหมือนทอมดี้คู่อื่นๆ แต่มีอยู่วันนึงที่ทำให้ทั้งสองต้องเลิกกันเพราะเรื่อง Sex วันนั้นเป็นวันเกิดเพื่อนที่สนิทในกลุ่มเธอ ทั้งคู่ไปงานด้วยกัน เธอดื่มมากจนเมา เขาก็เมาแต่ไม่มากนัก (ยิ่งเธอเมา เธอยิ่งมีอารมณ์) เมื่อกลับมาถึงห้อง เธอและเขาก็ไม่รอช้า เติมเต็มความอยากที่มีมานานตลอดวัน เขาเริ่มบรรเลงกิจกรรมเข้าจังหวะกับเธอโดยทันที เขาเริ่มไซร์เธอทั้งตัว ลากลิ้นลงมาถึงข้างล่างของเธอ (เขาดื่มไม่เยอะมาก ไม่เมามากถ้าเทียบกับเธอ) เขา Oral ให้เธอ เธอเสียว บิดสะโพกไปมา จิกปลายเท้าลงที่เตียง ร้องครวญคราง เขาใช้ปลายจมูกไซร์สลับกับเร่งลิ้นเพื่อให้เธอถึงสวรรค์ แล้วอยู่ดีๆ เธอก็เกร็งสะโพกมากมาย เขาคิดว่าเธอจะเสร็จแล้ว เขาเลยเอาหน้าซุกลงไปลึกอีก แต่แล้วก็มีลมอะไรไม่รู้สวนออกมาอีกทางหนึ่ง เพื่อนๆคะ “เธอตดใส่หน้าเขา” เขาตกใจ เงยหน้าขึ้นมา แต่เธอก็กดหัวเขาลงไปเพราะเธอใกล้จะเสร็จแล้ว เธอพูดว่า “ใกล้แล้ว ต่อสิ ต่อสิ” (เขาบอกเราว่า “ถ้าเขาเมามากกว่านี้เขาก็คงจะก้มไปทำต่อ แต่เผอิญวันนั้นเขาไม่เมามาก”) เขาลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้เธออารมณ์ “ค้าง” อยู่บนเตียง รุ่งเช้า เธอตื่นมาด้วยอาการเมาค้าง และ อารมณ์ค้าง ทำให้เธอหงุดหงิดแล้วคิดจะวีนแตกใส่เขา แต่เขาก็บอก “เลิก” กับเธอก่อนที่เธอจะได้พูดอะไร

เพื่อนๆคะ เรื่องนี้บางคนอ่านไป อาจจะมองดูว่าตลก เป็นเรื่องบ้าๆ ไร้สาระ แต่ใครที่ไม่เจอกับตัวเอง อาจนึกขำว่าทำไมเขาต้องเลิกกัน เรื่องบางเรื่องในชีวิตคู่มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน บางเรื่องมันเป็นปัญหาแค่เล็กนิดเดียว แต่ด้วยความที่เราไม่ยอมกัน ทิฐิ ทำให้เราตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไป คนเราทุกคนไม่อาจจะยอมรับทุกสิ่งในโลกได้เหมือนกัน เรารู้ว่ามันยากที่เราจะเปิดใจกว้างยอมรับอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะข้อเสียของอีกคน แต่ยังไงก็ตาม ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป ควรใช้ “สติ” ร่วมด้วย อย่าใช้เพียงแต่ “อารมณ์” เพราะมันไม่เคยช่วยอะไรให้ดีขึ้น นอกจากทำให้เรากลายเป็นคน “เสียสติ”

ขอบคุณมากนะคะที่ติดตามอ่าน