Recent News

Powered by eSnips.com

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คนหัวหมอ

ในช่วงหลายๆวันนี้ เราได้เข้าไปพบเห็นเหตุการณ์หลายๆเรื่อง จาก "คนหัวหมอ หรือคนที่คิดว่า ตัวเองรู้กฏหมายอย่างดี (กว่าชาวบ้านคนอื่นๆเขา)" แสดงอำนาจ และสิทธิพิเศษมากมาย โดยที่พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยรู้เลยว่า อาจมีคนรอบข้างที่เห็นพฤติกรรม (ที่เขาคิดว่าดี ว่าแน่นั้น) รู้สึกแย่แค่ไหน


เรื่องแรกเกิดขึ้น ตอนที่เราไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เราได้พบ พ่อเลี้ยง กับแม่แท้ๆ ได้มาแจ้งความจับ ลูกชาย เนื่องจาก ไม่เชื่อฟัง มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก จนพ่อเลี้ยงตบหน้าลูกชายฉากใหญ่ หลังจากพ่อเลี้ยงตบหน้าแล้ว ลูกชายคนนั้นได้ขึ้นไปหยิบมีดด้ามยาวเท่าช่วงแขนลงมา (จะด้วยอารมณ์โมโหชั่ววูบ) หรืออะไรไม่ทราบ ทำให้พวกเขาต้องมาที่สถานีตำรวจ เพื่อให้ตำรวจเป็นผู้ไกล่เกลี่ย (แต่ดูเหมือนคนรับเคราะห์ก็คือ คุณตำรวจ เพราะต้องฟังเรื่องราวจนหูชา เถียงกันไป เถียงกันมาอย่างไม่จบสิ้น)


พ่อเลี้ยงต้องการให้ลูกชายขอโทษ และต้องนอนในคุก รวมถึงลงบันทึกประจำวันว่า ถ้าเขาเป็นอะไรไป ให้ออกหมายจับลูกชายได้เลย ตำรวจได้แต่ลำบากใจ เพราะคดีนี้เป็นเรื่องในครอบครัว ทำไมไม่ไปตกลงกันที่บ้าน แต่ด้วยความที่พ่อเลี้ยงคนนี้เป็นทนาย รู้เรื่องเยอะ จึงสอนให้ตำรวจจับลูกชายข้อหา มีอาวุธมีดยาวไว้ในครอบครอง และอาฆาตมาดร้ายให้ผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย และพวกเขาก็เถียงกันต่อไปอย่างไม่รู้จะมีจุดสิ้นสุดตรงไหน เราได้แต่สงสารคุณตำรวจ และประชาชนคนอื่นๆ ที่รอเสียค่าปรับใบสั่ง รอแจ้งเอกสารหาย ฯลฯ


เรื่องที่สอง เกิดขึ้นเมื่อวาน เราไปจ่ายค่าโทรศัพท์ที่ ทรูมูฟช๊อป ระหว่างที่เราปรึกษาเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับ high speed internet ที่บ้านนั้น ก็มีผู้หญิงและผู้ชายคู่หนึ่งเดินมา ผู้หญิงได้มาโวยวายลั่นบริเวณนั้น ต่อว่าพนักงานเรื่องที่ไม่ยอมให้ตัดค่าบริการรายเดือนจากบัตรเครดิต (ซึ่งเป็นบัตรของคนอื่น) เจ้าหน้าที่พยายามอธิบายแล้วว่า "เอกสารที่คุณเตรียมมาไม่ครบ ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของหมายเลขมือถือ แต่คุณให้ตัดเงินในบัตรเครดิตของอีกคน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ที่เจ้าของบัตรเครดิจต้องแสดงความยินยอม หากคุณนำเพียงสำเนาบัตรเครดิตมาโดยไม่มีลายเซ็นต์ ถึงส่งเอกสารไป ทางบริษัทก็ต้องตีกลับมาอยู่ดี ทางที่ดีคุณควรนำเอกสารกลับไปให้เจ้าของบัตรเครดิตเซ็นให้เรียบร้อย


ผู้หญิงคนนั้นเริ่มโวยวาย และบอกว่า "เธอทำงานเป็นเจ้าหน้าที่กฏหมาย เรื่องนี้เธอรู้ดี ไม่ต้องให้ใครมาสอน และเธอก็ไม่ได้ขโมยบัตรเครดิต เอกสารแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ อย่ามาเรื่องมากนักเลย......”


พนักงานก็ได้แต่หน้านิ่งๆ (แต่เรามองลึกเข้าไปในแววตาเขา เราก็พออ่านออก คงไม่ใช่ลูกค้าหัวหมอคนแรกที่เธอได้เจอ)


เรื่องที่สาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับกรณีของเราเอง เมื่อหลายวันก่อนมีคนขับรถมาชนรถเราและหนี เราจำทะเบียนได้อย่างแม่นยำ เมื่อเราไปแจ้งความ และให้เจ้าหน้าที่ติดต่อดำเนินคดีกับเจ้าของรถคันนั้น เจ้าของรถคันนั้น พูดจาไม่ดีมาก ตะคอกใส่ตำรวจ ให้ไปหาหลักฐานมายืนยัน มาเอาผิดเขา ทำให้ตำรวจที่ดูแลคดีเราโกรธมาก ตำรวจจึงเดินหน้าดำเนินคดีแบบไม่ไว้หน้าใคร ไม่ยอมความทั้งสิ้น "เนื่องจากเขาหัวหมอเกินไป ใช้ความรู้ที่ตัวเองมี คิดว่า ตัวเองแน่ ตัวเองเก่ง กฏหมายไม่สามารถทำอะไรเขาได้"


เราเชื่อว่า "คนหัวหมอ" มีเยอะแยะมากมายในสังคม ที่คิดจะใช้ช่องโหว่ หรือความรู้ทางกฏหมาย หาเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง เอาเปรียบคนอื่นๆในสังคม เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสังคม (โดยไม่สนว่า จะเหยียบหัวใครขึ้นมา)


การที่คุณเรียนมาสูง รู้เรื่อง "บางเรื่อง" ดี, เชี่ยวชาญใน "บางสิ่ง" อย่างมาก ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณแน่ คุณเก่ง และคุณมีสิทธิที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นมาเสริมสร้างอำนาจ บารมีให้กับตัวเอง เราเห็นมาเยอะแล้ว ประเภท ความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด ฝากไว้ให้คิดกันด้วยนะคะ


หากเพื่อนๆคนไหน มีพฤติกรรมเช่นนี้ เราอยากให้คุณไตร่ตรองดูให้ดีว่าผลประโยชน์ที่คุณจะเอาเปรียบผู้อื่น มันคุ้มแล้วหรือ กับสิ่งสายตา และบ่นถึงเราหรืออาจจะจดจำความทุเรศของเรา ไปเล่าต่อก็ได้นะ


พรุ่งนี้เราจะเดินทางไป ภูเก็ต อีกแล้ว ไปวันแรกก็มีนัดกับน้องที่นั่นเลยว่าจะไปทาน "หมูกระทะ" กัน


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน



วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คู่รัก ที่เราอิจฉา

ห่างหายจากการเขียนไป 2 วัน ช่วงนี้เรายุ่งๆ และกำลังหมกมุ่นอยู่กับการถักไหมพรม ตอนนี้ ถักเสร็จหลายอันแล้ว (เริ่มจะเบื่อนิดหน่อย ต้องรีบทำที่เหลือให้เสร็จ) เวลาที่ถัก เราก็จะเปิดทีวี ดู "หลินปิง" ที่ถ่ายทอด 24 ชั่วโมง ดูความน่ารักของชีวิตเล็กๆ ที่ใสบริสุทธิ์ (สนุกกว่ามาสนใจชีวิตมนุษย์เยอะเลย)


อากาศที่ กทม. ตอนนี้เย็นกำลังสบาย ทำให้วันนี้เรานั่งรถเมล์ไปเดินเล่นมาบุญครอง เราต้องเตรียมตัว เพราะวันพฤหัสนี้ เราต้องเดินทางไปภูเก็ต (ซึ่งไม่มีกำหนดวันกลับ เพราะยังไม่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับเลย)


วันนี้ขณะที่เรารับประทานอาหารเย็น เรายอมรับเลยว่า "เราเหมือนเป็นส่วนเกินในโต๊ะอาหาร" เพราะคุณพ่อ และคุณแม่เรา จะตักกับข้าวให้กัน คุยกันเรื่องต่างๆ แล้วยิ้ม หัวเราะ (โดยเฉพาะเรื่องเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่พ่อ และแม่เราชอบไปเล่นด้วย ก็พอเข้าใจนะคะ ว่าพ่อ และแม่เราอยากจะได้หลาน แต่ดูเหมือนว่า พวกท่านคงไม่ได้อุ้มหลานในสายเลือดแน่นอน) เราได้แต่นั่งทานนิ่งๆ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะ "แทรก" การสนทนายังไง? เพราะดูเหมือน เราคงไม่รู้เรื่องที่พวกท่านพูดกัน และพวกท่าน


ต้องยอมรับว่า เรา "อิจฉา" คุณพ่อ และคุณแม่เรามากๆ คุณพ่อเราเป็นคนต่างจังหวัดธรรมดา ไม่มีฐานะ สมัยเด็กต้องอาศัยอยู่ที่วัด เพราะคุณตา และคุณยาย ไม่มีปัญหาที่จะส่งเสีย และ ณ ที่นั้น ก็ได้หล่อหลอมความเป็นคุณพ่อ ให้ปรากฏ ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การมองชีวิต ฯลฯ


ส่วนคุณแม่ เป็นผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงมาแบบคุณหนู พี่น้องคุณแม่ทุกคน จะมีพี่เลี้ยงประจำตัว ตั้งแต่แรกเกิด ชีวิตคุณแม่ ไม่เคยลำบาก ไม่เคยต้องทำงานหนัก ไม่เคยที่จะเหน็ดเหนื่อยเลย คุณแม่ประสบความสำเร็จมาตลอดทั้งชีิวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การงาน และเรื่องความรัก มีคนมาจีบคุณแม่มากมาย (ตอนนั้นคุณแม่เราเป็นแอร์ฯ) แต่คุณแม่ก็ยังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานต่อไป


จนอายุได้ 32 เมื่อคุณแม่ได้มาเจอคุณพ่อ ชายผู้ธรรมดาคนนึง ทำงานอย่างบ้าคลั่ง ใช้ชีวิตอย่างประหยัด เก็บเงินเก่งยิ่งกว่าสิ่งใดๆ แม่รู้สึกประทับใจพ่อตั้งแต่แรกพบ เพราะเขาไม่เคยที่จะพูดจา หรือแสดงท่าทางจีบแม่เลยสักครั้ง และในที่สุด ไม่ว่าด้วยโชคชะตา หรืออะไรก็ตาม ก็ดลบันดาลให้ คนที่ต่างกันแบบสุดขั้วทั้งสอง ได้มารัก และแต่งงานกัน ท่ามกลางความไม่เห็นด้วย ของญาติพี่น้องฝั่งแม่ และเวลาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "ทั้งคู่ เกิดมาเป็นคู่แท้ของกันและกันอย่างแท้จริง"


ตั้งแต่เราจำเรื่องราวได้ เราก็พบว่า แม่ ผู้หญิงที่จะกระทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้พ่อ ชายคนรัก มีความสุขที่สุด


แม่จะทำกับข้าวในทุกๆเย็น ให้คุณพ่อทาน (หากวันไหนพ่อไม่ทานข้าว เราและน้องสาวก็ต้อง "อด" ด้วย เพราะแม่จะไม่ทำอาหารวันนั้น ต้องหาทานเอง) แม่ให้เหตุผลว่า "แม่ขี้เกียจทำกับข้าว"


แม่จะรอคุณพ่อทานข้าวเสมอ ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน (เราและน้องสาวก็ต้องรอด้วย) แม่ชอบพูดว่า "ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด คือเราได้ทานข้าวร่วมกับคนที่เรารัก"


แม่จะคอยหาข้าวเที่ยงให้พ่อทานอยู่เสมอ คอยสังเกตุว่า พ่อทานข้าวหรือยัง? (แม้แต่วันที่แม่ไม่สบาย แม่ก็ยังเต็มใจ ออกไปหาข้าวให้พ่อทาน)


แม่จะยอมออกไปซื้ออาหารบางประเภท ที่แม่ไม่ชอบ เพียงแค่พ่อชอบ (เหตุผลก็เพียงพอแล้ว ที่จะฝืนใจตัวเอง) ดังนั้น ถ้าช่วงไหนพ่อชอบทานอะไร แม่จะซื้อมาติดบ้านไว้ตลอด


พ่อจะสังเกตุว่า แม่ชอบทานอะไร พ่อจะยอมเสียสละสิ่งที่พ่อชอบมาก เพียงเพื่อให้แม่ได้ทานจนอิ่มเสียก่อน (เวลาทานข้าว ถ้าพ่อเห็น แม่ตักอาหารใดเป็นจานแรก พ่อจะไม่แตะ จนกว่า แม่จะรวบช้อน เพราะพ่อคิดว่า นั่นคืออาหารที่แม่อยากทานที่สุด)


พ่อจะสร้าง และทำทุกอย่าง เพื่อให้แม่อยู่บ้านอย่างมีความสุข (ไม่ว่าจะเป็นทำความสะอาดบ้าน ต่อตู้ โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์)


พ่อจะโทรหาแม่เสมอ หากสังเกตุว่า แม่หายไปไหนเป็นเวลานานๆ


พ่อจะจำได้เสมอว่า "แม่ชอบทานอะไร ไม่ชอบทานอะไร"


พ่อและแม่เราจะโทรคุยกันวันละหลายๆรอบ ถามไถ่ว่าอยู่ไหน? (แหม น่าอิจฉาจัง)


หากพ่อสังเกตุว่าแม่ "ไอ" พ่อจะเดินออกไปซื้อยาอมให้แม่" และนำมาให้แม่ บอกแม่ว่า "นี่คือของเหลื อ ซื้อมาแล้วกินไม่หมด" (ทั้งๆที่ยาอมห่อนั้นยังไม่ได้แกะ)



นี่คือ "ความน่ารัก ความรักแท้ ความผูกพัน" ของหัวใจสองดวง ที่พร้อมที่จะเต้นเพื่อกันแล้วกัน เราเห็น "พฤติกรรม" นี้แทบจะทุกวัน ดังนั้นก็ไม่แปลก หากในหัวใจของเราลึกๆ เรายังมีความหวังอยู่เสมอว่า "เราจะพบคนๆนั้น คนที่เป็น "รักแท้" ของเราอีกสักครั้งนึง"


ถ้าไม่นับช่วงเวลาที่ "ผจญภัย" ตามหาความรัก เราต้องยอมรับเลยว่า "เราเป็นอีกคน ที่ค่อนข้างโชคดีในเรื่องความรัก" (ไม่ได้หมายความว่า มีแฟนเยอะ มีแฟนหลากหลาย หรือ มีแฟนแล้วประสบความสำเร็จ) เพียงแต่ว่า เมื่อเจอความรักแล้ว ก็ยังมีตั้ง 2 ครั้ง ที่เป็น "รักแท้" (ที่หลายๆคน หาทั้งชีวิตแต่ไม่เคยได้เจอ)



หากคุณมี อีกคนที่รักคุณโดยไม่มีข้อแม้ และเงื่อนไข


หากคุณมี อีกคนที่จะคิดถึงความต้องการของคุณก่อนเสมอ


หากคุณมี หัวใจอีกดวง ที่พร้อมจะเต้นเพื่อคุณ


คุณจะ "ทำร้าย" หัวใจดวงนั้นไหม?


คุณจะ "ทอดทิ้ง" หัวใจดวงนั้นไหม?


คุณจะ "หลงลืม" หัวใจดวงนั้นไหม?


และอยากให้คุณรู้ไว้ว่า เมื่อคุณพบคนๆนั้นแล้ว คุณเป็นบุคคลที่โชคดีแล้ว อย่าได้ดิ้นรนต่อไปเลย เหนื่อยเปล่า!!!!!


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน






วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ชนแล้วหนี

เมื่อวานหลังจากเราไปดูหนังเรื่องtwilightแล้วขับรถกลับมา เราจอดรถไว้ที่หน้าบ้านเพื่อที่จะเดินลงมาเปิดประตูรั้ว ก็ได้มีรถอีกคันที่พยายามจะผ่านทางนั้นไป (โดยไม่คาดคะเนเลยว่า จะผ่านช่องนั้นไปได้หรือเปล่า) และสุดท้าย รถคันนั้นก็ขูดสีรถเราไป เจ้าของรถคันนั้น ไม่แสดงความรับผิดชอบ และขับหนีไปในที่สุด ณ ตอนนั้น เราตั้งสติได้ดี จำทะเบียน รถ และรุ่นของรถได้อย่างแม่นยำ


เราหยิบโทรศัพท์พยายามที่จะโทรไป 191 แต่ปรากฏว่า ไม่มีคนรับสาย (เกิดอะไรขึ้น ทำไมสายด่วน เหตุด่วน เหตุร้าย ถึงได้ ไม่มีคนรับสาย) เราจึงโทรไปหา 1133 เพื่อที่จะหาเบอร์ สถานีตำรวจ เขตท้องที่ ที่เราอยู่ และเราก็ไปแจ้งความไว้ที่ สถานีตำรวจ เมื่อตำรวจคีย์หมายเลขทะเบียนรถคันนั้น ก็พบว่า "ไม่มีทะเบียนเลขที่นั้นอยู่ในสารบท"


อ้าว แล้วเกิดอะไรขึ้นเนี่ย" เราคิดในใจ


ตำรวจบอกเราว่า "รถคันนี้อาจเป็นรถทะเบียนปลอม หรือไม่ก็ทะเบียนขาดการต่ออายุความ จึงไม่มีขึ้นในข้อมูล พรุ่งนี้เขาจะเช็คไปที่กรมขนส่งอีกที ถ้าได้ชื่อ ที่อยู่ เจ้าของรถ ก็จะส่งหมายเรียกไปอีกที เพื่อเรียกตัวมาสอบสวน เนื่องจาก "ชนแล้วหนี"


ถ้าพูดตามตรง "เราไม่ได้แคร์อะไรมาก กับความเสียหายภายนอกของรถ เพียงแต่ว่า คนที่ขับรถมาชนเรานั้น เป็นผู้ชายวัย 30 ปลายๆ น่าจะมี วุฒิภาวะ ความคิด และความรับผิดชอบมากกว่านี้ ไม่ใช่ ชนแล้วหนี ไม่รับผิดชอบ"


และนี่ก็บอกถึงสภาพของสังคมในปัจจุบันได้ดี ถ้าจะถามว่า เราตกใจไหม? คำตอบคือ "ไม่เลย แต่รู้สึกผิดหวังมากกว่า ผิดหวังกับสภาพความเป็นมนุษย์ของคนในสังคม ที่นับวันจะถอยหลังเข้าสู่ยุคไดโนเสาร์ ยุคที่ไม่มีอารยธรรม มีแต่ความป่าเถื่อน และความขาดซึ่งความรับผิดชอบ"


เหตุที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน ถือว่าเป็น ประสบการณ์อีกหน้านึงของชีวิต ทำให้รู้ว่า บางที แม้ว่าเราจะระมัดระวังในการใช้ชีวิตแล้ว แต่ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน หากอีกคน ไม่ระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ชีวิตคนสองคน อาจจะไปกระทบกัน ด้วยเหตุผลบางอย่างในชีวิตก็ได้


ฝากไว้นะคะ เพื่อนๆคนไหนที่ขับรถ หรือใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางแห่งการเดินทาง "มีสติ และอย่างประมาทกับการใช้ชีวิตนะคะ"


หากเกิดเหตุการณ์อะไรก็ตาม จงตั้งสติไว้ เพราะ "สติ" จะเป็นสิ่งเดียว ที่เราจะใช้ "ชักนำ"ชีวิตของเราได้


ขอบคุณนะคะที่ิติดตามอ่าน



วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ไม่ยอมหมดหวัง

หลังจากที่เมื่อวาน เราได้พยายามอย่างหนัก เพื่อที่จะถักหมวกให้เสร็จ ในที่สุด เราก็ทำเสร็จจนได้ "แหม!!! ช่างเป็นความภูมิใจเสียเหลือเกิน" แต่เดี๋ยวก่อน คนที่เราตั้งใจทำให้นี่สิ เขาอยากได้สีนำ้ตาลเข้ม หรือสีเทา นี่สิ (เป็นเหตุให้ เราต้องถักเพิ่มอีก 2 ใบ แบบช่วยไม่ได้) ถามจริงๆ นะคะคุณ อยากให้หนูถักให้สักโหลเลยดีไหม เอาไปสวมสัก 12 ใบ ดีป่ะ!! แต่ก็นะ หนูเต็มใจทำให้อยู่แล้วคะ ถ้าพี่ต้องการผ้าพันคอด้วย ก็บอกแต่เนิ่นนะคะ หนูจะได้ทำทีเดียว แต่ขอเวลาอีกสักหน่อยก็แล้วกันคะ แต่หนูขออะไรแลกเปลี่ยนนะคะ วันที่ 21 นี้ หนูขอดอกกุหลาบสีขาว จัดช่อร่วมกับกุหลาบสีชมพูนะคะ ห่อเป็นช่อกลม (ที่อยากได้แบบนี้ เพราะเมื่อวันเสาร์ หนูไปที่โบสถ์ คนที่โบสถ์เตรียมดอกไม้ให้กับเจ้าสาวใช้โยนหลังจากเลิกพิธีแต่งงาน เป็นช่อนี้เลย สวยมากๆ ถ้าไม่ติดว่า หนูติดธุระไปไม่ได้นะ จะไปขอแย่งกับเขาเสียหน่อย)


วันนี้เราไปพารากอนมา เราได้ "ไหมแบบมีขน" มาอีก เราจึงถักผ้าพันคอให้ตัวเอง (จนเสร็จ) เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าในชีวิตจริง จะได้ใช้หรือเปล่า เพราะ "ขนฟู" ซะ ใส่คงจะทำให้คันน่าดู แต่สวยคะ


พนักงานที่พารากอนถามเราว่า "ทำไมน้องทำเสร็จไวจัง น้องตั้งใจมากเลยนะ พักบ้างก็ได้"


เราตอบพร้อมรอยยิ้มว่า "พี่คะ ถ้าหนูทำแล้วหยุด หนูก็จะหมดความพยายาม และสิ่งที่ทำก็จะไม่เสร็จ ดังนั้น ถ้ามีแรง มีความตั้งใจ ต้องรีบทำ ก่อนที่พลังจะหมด"


พนักงานถามเราว่า "เวลาทำคิดถึงอะไร?”


เราคิดอยู่สักพักก่อนตอบไปว่า "เราคิดถึงภาพคนที่เราตั้งใจที่จะถักให้ ได้ใส่สิ่งนี้ เราอยากให้เขาได้รู้ว่า ทุกๆเส้นไหมนั้น เราทำด้วยความตั้งใจ และเต็มใจทำให้เพื่อเขาเท่านั้น"


พี่หนิงคะ รอก่อนนะคะ หนูถักให้ Gang-luk-dek เสร็จเมื่อไร หนูถักให้พี่ต่อแน่นอน คิดไว้นะคะ ว่าจะเอาสีอะไร (ห้ามเอาสีขาว)


วันนี้ตอนเราขับรถกลับบ้าน เรานั่งเปิดฟังเพลง "ไม่ยอมหมดหวัง" ของ เจนนิเฟอร์ ค้ิม ตลอดทาง เราชอบเพลงนี้มานานแล้ว เพราะสะดุดกับประโยคที่ว่า


แม้ว่าจะต้องเสียความรักไป แม้ว่าจะไม่เหลือใครสักคน มันจะเจ็บจะช้ำกี่หน แต่คนๆนี้ไม่ท้อใจ แม้ว่าในวันนี้ มีน้ำตา จะข่มมันให้ไหลอยู่ข้างใน ความฝันนั้นจบไป แต่ยังเหลือตัวฉัน"


เรารู้สึกดีกับประโยคนี้ เพราะนอกจากให้จะให้กำลังใจแล้ว ยังเสริมสร้างความเข้มแข็ง เรียกได้ว่า "สะกิดใจ และให้สติเพื่อดำเนินชีวิตไปในตัว"


ขอบคุณคนที่แต่งเพลงนี้นะคะ


ขอบคุณเพื่อนๆนะคะที่ติดตามอ่าน (พรุ่งนี้ เราต้องตื่นแต่เช้า ขอตัวไปนอนก่อน)



วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กิจกรรมเสริม

เมือคืนเรากลับมาแบบ "หมดสภาพ" เหนื่อยมากเลย ยาวมาตั้งแต่วันศุกร์ และวันนี้เราก็ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อไป เข้าโบสถ์ (แทบไม่อยากจะลุกเลย แต่ก็ต้องลุก) เสร็จแล้วตอนเที่ยงก็ไปเดินเล่น พารากอน (รถเยอะมาก หาที่จอดรถยากมาก ตัดสินใจผิด เพราะตอนแรกว่าจะจอดรถไว้ที่โบสถ์ และนั่งรถเมล์ไป แต่ด้วยอากาศที่ร้อน ก็เลยเปลี่ยนใจกระทันหัน ขับรถไปเองดีกว่า)


เมื่อทำธุระเสร็จแล้ว เราก็เดินไปเรื่อยๆ พยายามคิดอะไรไปเรื่อยๆ หลายๆวันนี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น ทั้งเรื่องที่ให้ยิ้ม ร้องไห้ หัวเราะ และกังวลใจ หลายๆครั้ง เวลาที่เรารู้สึก สับสน เช่นนี้ เราจะพยายามรวบรวมสมาธิ และวิธีหนึ่งก็คือ "หากิจกรรม" อะไรทำสักอย่าง


หลังจากคิดอยู่นาน ประกอบกับใกล้ "เทศกาลคริสต์มาส" แล้วด้วย พลันให้เราคิดถึงคนๆนึง นั่นคือ "Gang-luk-dek” เรารู้จักเขามาก็ 2 ปี 10 เดือนแล้ว เขาเสมอต้นเสมอปลายเสมอ ดอกไม้ที่เคยส่งมาวันที่ 21 ก็ยังคงส่งมาเช่นเดิม เราเป็น "ผู้รับ" มาโดยตลอด จนกระทั่ง เมือ คริสต์มาสปีที่แล้ว เราได้ ถักผ้าพันคอให้เขาผืนหนึ่ง และเราก็มอบผ้านั้นให้กับเขา ด้วยตัวของเราเอง และคริสต์มาสปีนี้ก็เช่นกัน เราไม่รู้จะให้ของขวัญชิ้นใดแก่เขาดี แต่ตอนนี้ เราเริ่มมีจุดหมายแล้ว เราว่า "เราจะถักหมวกไหมพรมให้กับเขา" ไม่รู้ว่า เขาจะชอบหรือเปล่า แต่วันนี้ เราก็ได้ซื้อไหมพรมมาแล้ว (สีเขียว สีที่เขาชอบ) นั่งทำเกือบตลอดทั้งวัน ใกล้เสร็จแล้ว คิดว่า ก่อนเที่ยงคืน คงเสร็จ ทำเสร็จแล้ว เราจะนำไปมอบให้กับเขาด้วยมือของเราเอง


หมวกใบแรกเสร็จ เราตั้งใจจะถักหมวกใบที่ 2 ให้พี่หนิง โทรไปถามเขาแล้วว่า "อยากได้สีอะไร" เขาตอบว่า "อยากได้สีขาว" เราตอบว่า "คงจะไม่ได้ เพราะกว่าจะถักเสร็จ หมวกอาจเปลี่ยนสีไปเป็นสีขาวขุ่นได้" พี่หนิง เมื่อรู้ดังนี้ กรุณาแจ้งความจำนง ถึงสีที่ต้องการด่วน มิฉะนั้น หนูจะเลือกให้พี่แบบเบ็ดเสร็จ แล้วจะมาบ่นทีหลังไม่ได้นะคะ" และเมื่อใบที่สองเสร็จ เราก็ว่าจะถักให้ตัวเองอีกหนึ่งใบ เอาสีเขียวและแดง


การถักหมวกทั้งสามใบนี้ เราคาดว่า หลังจากถักเสร็จ สมาธิ และเรื่องราววุ่นวายในใจคงจะหมดไป


ขอตัวไปถักหมวกต่อก่อนนะคะ ไว้พรุ่งนี้ เราจะหาเรื่องดีๆ นำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านกัน



ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน



ถ้าใครคนนึงเขารักเราจริง เขาจะ...

เราได้รับ forward mail มาอันนึงดีมากๆ เอามาแบ่งปันให้อ่านกันนะคะ (คือวันนี้ ไม่มีแรงเขียนเรื่องลง เพราะเหนื่อยมากๆ กิจกรรมตั้งแต่เช้าจรดค่ำ)

ถ้าใครคนนึงเขารักเราจริงๆ เขาจะ....



- เ ก็ บ เ ร า ไ ว้ ใ น ใ จ

- เ ข้ า ใ จ เ ร า

- ค อ ย เ ป็ น กำ ลั ง ใ จ ใ ห้ เ ร า

- ง้ อ เ ร า เ มื่ อ รู้ ตั ว ว่ า เ ข า ผิ

- จั บ มื อ เ ร า เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร กำ ลั ง ใ จ

- เ ฉ ย กั บ ค ว า ม ใ จ ร้ อ น ข อ ง เ ร า

- ช่ ว ย เ ห ลื อ เ ร า

- ซื่ อ สั ต ย์ กั บ เ ร า ญ า ติ ดี กั บ เ ร า เ ส ม อ

- เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง เ ร า

- ติ ด ต า ม ข่ า ว ค ร า ว ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ข อ ง เ ร า

- ไ ถ่ ถ า ม ทุ ก ข์ สุ ข

- ทำ ใ ห้ ชี วิ ต ข อ ง เ ร า เ ป ลี่ ย น ไ

- ธั ม ม ะ ธั ม โ ม กั บ เ ร า

- นั บ ถื อ เ ร า แ ล ะ น่ า รั ก ใ น ส า ย ต า ข อ ง เ ร า

- บ อ ก ค ว า ม จ ริ ง แ ก่ เ ร า

- ป ล อ บ ใ จ เ มื่ อ เ ร า ท้ อ

- ผ า ย มื อ ต้ อ น รั บ เ ร า เ ส ม อ

- ฝ า ก ค ว า ม จ ริ ง ใ จ ไ ว้ กั บ เ ร า

- เ พิ่ ม พ ลั ง ใ ห้ แ ก่ เ ร า

- ฟั ง เ ร า เ ส ม อ

- ภู มิ ใ จ ใ น ตั ว เ ร า

- ม อ บ สิ่ ง ดี ดี แ ก่ เ ร า

- ย ก โ ท ษ ใ ห้ กั บ ข้ อ ผิ ด พ ล า ด ข อ ง เ ร า

- รั ก ที่ เ ร า เ ป็ น เ ร า

- ล ะ เ อี ย ด อ่ อ น กั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง เ ร า

- ไ ว้ ใ จ เ ร า

- ศึ ก ษ า นิ สั ย ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง เ ร

- สั ง เ ก ต ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ตั ว เ ร า

- เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง เ ร า

- อ ธิ บ า ย ใ น สิ่ ง ที่ เ ร า ไ ม่ เ ข้ า ใ จ

- เ ฮ ฮ า กั บ เ ร า ไ ด้ ทุ ก เ ว ล า ...*



ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน





วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปลดปล่อยความจริง

บทเรียน และประสบการณ์แห่งชีวิต หลายๆตอน ของ อีกหลายๆคน ก็เริ่มต้นจาก "การรู้จักกับใครสักคน ผ่านทาง internet” และหลายๆครั้ง ที่ด้วย "ความอ่อนแอ หรือ ความเชื่อในส่วนที่ดีของมนุษย์" ทำให้หลายต่อหลายคน ต้องประสบกับประสบการณ์ที่เลวร้าย หรือยากต่อการอธิบาย (ได้ด้วยตัวอักษร) ประสบการณ์ และความทรงจำ ที่ไม่ได้หาได้ในห้องเรียน หรือตำราเล่มไหนๆในโลก เพราะว่า สิ่งเหล่านั้น "ลึก และซับซ้อน" เกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาคนนึง จะเข้าใจ และคาดหมายได้


เมื่อวันก่อน เราได้คุยกับเพื่อนเก่าคนนึง เขาชื่อ "ที" เป็นทอมวัย 26 โดยบุคลิกเขาเป็นทอมตัวเล็กๆ น่ารัก (ทอมฉบับกระเป๋า ไม่ใช่หมาพันธุ์กระเป๋านะคะ) เกือบจะปีนึงเต็มๆแล้ว ที่เราไม่ได้คุยกับเขา เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะต่างคน ต่างยุ่ง หลังจากเปิดบทสนทนาแบบปกติแล้ว เขาก็เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้พบ ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา ให้เราฟัง ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่า "ทอมวัยเด็กเช่นเขา จะมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตมากมายหลายคนเช่นนี้ เขาเล่าถึง "ปลา" ดี้คนล่าสุด ที่ทำให้เขาต้อง "นอนตาค้าง" (ไม่ใช่อารมณ์ค้าง) เนื่องจาก เรื่องราวที่เธอได้ ทำให้เขา "งงงวย" กับคำว่า "โสด"


ทั้งคู่พบกันผ่านทาง chat room แห่งหนึ่ง เขาก็เริ่มต้นคุยกับเธอ เหมือนที่คุยกับคนทั่วไป เพียงแต่ว่า เสน่ห์ของนั้น อยู่ที่การมีลักษณะการคุยที่แตกต่าง เธอมักจะถามโน่น ถามนี่ จนหลายๆครั้ง เขาก็รู้สึกถึงความน่ารักของเธอ เขาได้รู้สึกดีกับเธออย่างจัง เขาเฝ้าถามย้ำแล้วย้ำอีกว่า "เธอมีแฟนหรือยัง?” แต่ในทุกๆครั้ง คำตอบที่เธอยืนยันกลับมาก็คือ "เธอยังโสด" เมื่อได้คำตอบเช่นนี้ เขาจึงเดินหน้าจีบเธอแบบ "เต็มสูบ" เรียกได้ว่า มีร้อยให้สองร้อย ใจและความหวังมีเท่าไหร่ ใส่เข้าไปในความรักครั้งนี้จนหมดสิ้น


เขาและเธอได้เจอกัน ได้มีกิจกรรมร่วมกัน เป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน จนเขาคิดว่า เขามั่นใจแล้ว ที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกับเธอ เขาจึงเอ่ยถามเธอ ถึงเรื่องที่จะให้เขาย้ายข้าวของไปอยู่กับเธออย่างถาวรที่ห้อง และคำตอบที่เขาได้จากเธอนั้น ไม่ได้เป็นคำตอบที่เขาคาดหมายไว้ เธอปฏิเสธ และให้เหตุผลว่า "ยังไม่พร้อมที่จะอยู่ร่วมกับใครสักคน ต้องอิสระ ต้องการพื้นที่ว่างเพื่อเรื่องส่วนตัว สารพัดคำแก้ตัวที่จะยกเข้ามาอ้าง"


และด้วยความที่เขาไม่ได้เป็นคน "จู้จี้จุกจิก" เขาจึงไม่นึก "เฉลียวใจ" จนกระทั่งวันนึง เขาแอบไปหาเธอที่ห้อง โดยไม่ได้นัดล่วงหน้า และภาพที่เขาเจอก็คือ เธออยู่ในห้องกับทอมอีกคนนึง ณ วินาทีนั้น เขาไม่สนใจอะไรแล้ว ต้องการคุยกับเธอให้รู้เรื่อง อยากถามเธอให้เคลียร์ว่า "ทอมคนนั้นคือใคร? ชู้คนใหม่ของเธอหรือ?” และคำตอบที่ได้รับฟังจากปากเธอ ทำให้เขาล้มทั้งยืน เพราะคนที่ตกอยู่ในตำแหน่ง "ชู้" คือเขานั่นเอง เพราะเธอคบกับทอมคนนั้นมาหลายปีแล้ว


เธอบอกเพียงว่า "เขาคือ คนฆ่าเวลา ตัวแทน ตัวตายเท่านั้น เธอจึงจำเป็นต้องโกหกเขาว่าเธอโสด และเธอรักเขามาก" (สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพราะความเห็นแก่ตัว และหล่อเลี้ยงความรักด้วยความโกหก และหลองลวงทั้งเพ)


เราเชื่อว่า หลายๆคน ต้องเคยประสบการณ์ เป็นมือที่สามแบบไม่ได้ตั้งใจ เราพอเข้าใจคะว่า สังคมสมัยนี้ มนุษย์มีโอกาสใช้สมองได้น้อยเหลือเกิน เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายรอบกายเรา ทำให้ "มนุษย์" ใช้สมองส่วนความจำน้อย จึงเกิดภาวะความจำเสื่อมชั่วคราว เช่น


ลืมไปว่า มีแฟนแล้ว เแต่เที่ยวประกาศป่าวๆ ว่า โสด สด ซิง เพราะ ไม่เคยเต็มอิ่มในความรัก


ลืมไปว่า มีิเงินเดือนแค่นี้ แต่ยังจะใช้เงิน มีหนี้ โดยไม่สนใจว่า จะมีเงินพอใช้หนี้หรือเปล่า


ลืมไปว่า ความรู้สึกลึกๆของตัวเองเป็นเช่นไร ไม่เคยคุยกับตัวเอง ไม่เคยถามตัวเอง จึงมั่วความรู้สึกออกมาเองว่า "รัก" และ คำว่า "รัก" ที่เปล่งออกมานั้น ไม่สนใจว่า จะทำร้ายใครอีกสักกี่คน เพราะตราบใดที่คำๆนี้ จะทำให้มี "อีกชีวิต" อยู่ตรงนั้น ก็เพียงพอ


ลืมตัว ลืมความเป็นตัวเอง ใส่หน้ากาก แกล้งทำเป็นคนอื่น เลียนแบบคนอื่น สุดท้ายก็เสียจุดยืนของตัวเองไป


เพื่อนๆ เคยถามตัวเองเล่นๆไหมคะ "คำพูด กับความรู้สึก" ของคุณนั้น "ตรงกันหรือเปล่า?” คุณเคยพูดบอก "รัก" ใครไปโดยที่ยังไม่รู้สึกไหม? และเคยคิดไหมว่า คำพูดนั้น จะส่งผลให้ชีวิตของคนอื่น พังย่อยยับ พินาศแค่ไหน หรือว่า แค่ความคะนองปาก เห็นแก่ตัว มักมาก ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องคิดถึง หรือแคร์ความรู้สึกของใครๆ (ช่างเป็นคนที่ไร้ความรับผิดชอบมาก)


เราเห็นมาแล้ว หลายต่อหลายคน ต้อง "จมปลัก วนเวียน" อยู่ด้วยความหวังลมแล้งๆ และ คำรัก ที่อีกฝ่ายพร่ำบอก ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว "ความรักนั้น เป็นเพียงแค่เรื่องโกหก หลอกลวง"


ไหนๆวันที่ก็เป็น วันศุกร์ที่ 13 แล้ว จะมีใครร่วมทำบุญกับเราบ้าง ทำบุญ ทำทาน โดยพูดความจริง ยอมรับความรู้สึกจริงในใจกันเถอะ (อย่าสร้างบาปกรรม ด้วยการหลอกลวงคนอื่นต่อไปเลย) เพราะ "ความรัก" สำหรับคุณอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยๆ แค่ขำๆ แต่สำหรับบางคน อาจเป็นทั้งหมด หรือความหวังสุดท้ายของชีวิตก็ได้


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน