Recent News

Powered by eSnips.com

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คนหัวหมอ

ในช่วงหลายๆวันนี้ เราได้เข้าไปพบเห็นเหตุการณ์หลายๆเรื่อง จาก "คนหัวหมอ หรือคนที่คิดว่า ตัวเองรู้กฏหมายอย่างดี (กว่าชาวบ้านคนอื่นๆเขา)" แสดงอำนาจ และสิทธิพิเศษมากมาย โดยที่พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยรู้เลยว่า อาจมีคนรอบข้างที่เห็นพฤติกรรม (ที่เขาคิดว่าดี ว่าแน่นั้น) รู้สึกแย่แค่ไหน


เรื่องแรกเกิดขึ้น ตอนที่เราไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เราได้พบ พ่อเลี้ยง กับแม่แท้ๆ ได้มาแจ้งความจับ ลูกชาย เนื่องจาก ไม่เชื่อฟัง มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก จนพ่อเลี้ยงตบหน้าลูกชายฉากใหญ่ หลังจากพ่อเลี้ยงตบหน้าแล้ว ลูกชายคนนั้นได้ขึ้นไปหยิบมีดด้ามยาวเท่าช่วงแขนลงมา (จะด้วยอารมณ์โมโหชั่ววูบ) หรืออะไรไม่ทราบ ทำให้พวกเขาต้องมาที่สถานีตำรวจ เพื่อให้ตำรวจเป็นผู้ไกล่เกลี่ย (แต่ดูเหมือนคนรับเคราะห์ก็คือ คุณตำรวจ เพราะต้องฟังเรื่องราวจนหูชา เถียงกันไป เถียงกันมาอย่างไม่จบสิ้น)


พ่อเลี้ยงต้องการให้ลูกชายขอโทษ และต้องนอนในคุก รวมถึงลงบันทึกประจำวันว่า ถ้าเขาเป็นอะไรไป ให้ออกหมายจับลูกชายได้เลย ตำรวจได้แต่ลำบากใจ เพราะคดีนี้เป็นเรื่องในครอบครัว ทำไมไม่ไปตกลงกันที่บ้าน แต่ด้วยความที่พ่อเลี้ยงคนนี้เป็นทนาย รู้เรื่องเยอะ จึงสอนให้ตำรวจจับลูกชายข้อหา มีอาวุธมีดยาวไว้ในครอบครอง และอาฆาตมาดร้ายให้ผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย และพวกเขาก็เถียงกันต่อไปอย่างไม่รู้จะมีจุดสิ้นสุดตรงไหน เราได้แต่สงสารคุณตำรวจ และประชาชนคนอื่นๆ ที่รอเสียค่าปรับใบสั่ง รอแจ้งเอกสารหาย ฯลฯ


เรื่องที่สอง เกิดขึ้นเมื่อวาน เราไปจ่ายค่าโทรศัพท์ที่ ทรูมูฟช๊อป ระหว่างที่เราปรึกษาเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับ high speed internet ที่บ้านนั้น ก็มีผู้หญิงและผู้ชายคู่หนึ่งเดินมา ผู้หญิงได้มาโวยวายลั่นบริเวณนั้น ต่อว่าพนักงานเรื่องที่ไม่ยอมให้ตัดค่าบริการรายเดือนจากบัตรเครดิต (ซึ่งเป็นบัตรของคนอื่น) เจ้าหน้าที่พยายามอธิบายแล้วว่า "เอกสารที่คุณเตรียมมาไม่ครบ ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของหมายเลขมือถือ แต่คุณให้ตัดเงินในบัตรเครดิตของอีกคน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ที่เจ้าของบัตรเครดิจต้องแสดงความยินยอม หากคุณนำเพียงสำเนาบัตรเครดิตมาโดยไม่มีลายเซ็นต์ ถึงส่งเอกสารไป ทางบริษัทก็ต้องตีกลับมาอยู่ดี ทางที่ดีคุณควรนำเอกสารกลับไปให้เจ้าของบัตรเครดิตเซ็นให้เรียบร้อย


ผู้หญิงคนนั้นเริ่มโวยวาย และบอกว่า "เธอทำงานเป็นเจ้าหน้าที่กฏหมาย เรื่องนี้เธอรู้ดี ไม่ต้องให้ใครมาสอน และเธอก็ไม่ได้ขโมยบัตรเครดิต เอกสารแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ อย่ามาเรื่องมากนักเลย......”


พนักงานก็ได้แต่หน้านิ่งๆ (แต่เรามองลึกเข้าไปในแววตาเขา เราก็พออ่านออก คงไม่ใช่ลูกค้าหัวหมอคนแรกที่เธอได้เจอ)


เรื่องที่สาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับกรณีของเราเอง เมื่อหลายวันก่อนมีคนขับรถมาชนรถเราและหนี เราจำทะเบียนได้อย่างแม่นยำ เมื่อเราไปแจ้งความ และให้เจ้าหน้าที่ติดต่อดำเนินคดีกับเจ้าของรถคันนั้น เจ้าของรถคันนั้น พูดจาไม่ดีมาก ตะคอกใส่ตำรวจ ให้ไปหาหลักฐานมายืนยัน มาเอาผิดเขา ทำให้ตำรวจที่ดูแลคดีเราโกรธมาก ตำรวจจึงเดินหน้าดำเนินคดีแบบไม่ไว้หน้าใคร ไม่ยอมความทั้งสิ้น "เนื่องจากเขาหัวหมอเกินไป ใช้ความรู้ที่ตัวเองมี คิดว่า ตัวเองแน่ ตัวเองเก่ง กฏหมายไม่สามารถทำอะไรเขาได้"


เราเชื่อว่า "คนหัวหมอ" มีเยอะแยะมากมายในสังคม ที่คิดจะใช้ช่องโหว่ หรือความรู้ทางกฏหมาย หาเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง เอาเปรียบคนอื่นๆในสังคม เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสังคม (โดยไม่สนว่า จะเหยียบหัวใครขึ้นมา)


การที่คุณเรียนมาสูง รู้เรื่อง "บางเรื่อง" ดี, เชี่ยวชาญใน "บางสิ่ง" อย่างมาก ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณแน่ คุณเก่ง และคุณมีสิทธิที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นมาเสริมสร้างอำนาจ บารมีให้กับตัวเอง เราเห็นมาเยอะแล้ว ประเภท ความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด ฝากไว้ให้คิดกันด้วยนะคะ


หากเพื่อนๆคนไหน มีพฤติกรรมเช่นนี้ เราอยากให้คุณไตร่ตรองดูให้ดีว่าผลประโยชน์ที่คุณจะเอาเปรียบผู้อื่น มันคุ้มแล้วหรือ กับสิ่งสายตา และบ่นถึงเราหรืออาจจะจดจำความทุเรศของเรา ไปเล่าต่อก็ได้นะ


พรุ่งนี้เราจะเดินทางไป ภูเก็ต อีกแล้ว ไปวันแรกก็มีนัดกับน้องที่นั่นเลยว่าจะไปทาน "หมูกระทะ" กัน


ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่าน